จำนวน Repository ( 1087 )
การทำเครื่องประดับเงินลวดลายโบราณ วิชา ออกแบบเครื่องประดับ / การทำต้นแบบเครื่องประดับ
โครงการทำเครื่องประดับเงินลวดลายโบราณ ชื่อวิชา ออกแบบเครื่องประดับ / การทำต้นแบบเครื่องประดับ ผู้สืบทอด อาจารย์จักรกฤษณ์ ยิ้มแฉ่ง กำหนดการ วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เวลา 9.00 – 16.00 น. สถานที่ สาขาเทคโนโลยีแม่พิมพ์เครื่องประดับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.พระนคร จำนวนนักศึกษา 12 ราย วัตถุประสงค์ของโครงการ มีดังนี้ 1. เพื่อให้นักศึกษามีความเข้าใจเรื่องเทคนิคการทำเครื่องประดับเงินลวดลายโบราณ 2.เพื่อให้นักศึกษาสามารถนความรู้ด้านเทคนิคงานช่าง ไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบเครื่องประดับ 3. เพื่อให้นักศึกษามีแนวคิดเพิ่มเติมในการบูรณาการความรู้ 4.เพื่อให้นักศึกษาสืบทอดภูมิปัญญาศิลปวัฒนธรรมทางช่างการทำเครื่องประดับลวดลายโบราณ 5. เพื่อเป็นโครงการในการบูรณาการการเรียนการสอน รายละเอียดการถ่ายทอด สอนตามกรรมวิธีโบราณ เช่น การหลอม การรีด การแผ่ การตีลวดลาย การดัดม้วน และการเชื่อมประสาน การวาดลงลาย การตอกลาย ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคงานผลิตแหวนลวดลายโบราณ 2. นักศึกษาสามารถสร้างแนวคิดในการออกแบบ และหาแรงบันดาลใจในการศึกษาจากการอบรม 3. นักศึกษาสามารถประยุกต์งานช่างสิบหมู่ มาสร้างงานออกแบบเครื่องประดับได้ 4. ผู้เข้ารับการอบรมมีความตระหนักในความรับผิดชอบต่อการอนุรักษ์ศิลปช่างสิบหมู่
การเลือกฟังก์ชันการแจกแจงความน่าจะเป็นสะสมสำหรับแนวโน้มเพื่อสร้างตัวแบบสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลอนุกรมเวลาหลายๆตัวพร้อมกันที่มีค่า อัตตสหสัมพันธ์แนวโน้ม และค่าผิดปกติ ด้วยวิธีของเบย์: กรณีศึกษาราคาหุ้นที่มีความผันผวนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
The objective of this research is to select a proper cumulative function for trend in an analysis of simultaneous multiple time series data with autocorrelation trend and outliers using a Bayesian method. The proposed model is applied to fluctuate stock price data in the stock exchange of Thailand. The data consist of the closing prices of 5 stocks. The algorithms are written in OpenBUGS and the performance of the model is evaluated via a simulation study in R. The cumulative distribution functions considered here are a Weibull cumulative distribution function and an exponential cumulative distribution. They are compared using RMSE MAPE and MAE as criteria. The research found that an exponential cumulative function for trends gives smaller values of the three criteria in both model fitting and model validation for the4 stocks EA NWR and KTB. However a Weibull cumulative distribution function gives smaller values of three criteria for the PTT in both model fitting and model validation.
การวิเคราะห์สาเหตุของการผลิตสินค้าบกพร่องและเสียด้วยตัวแบบการถดถอยโลจิสติกส์แบบเบย์: กรณีศึกษาโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์
This research proposes a Bayesian logistic regression model which is applied to the data from autoparts manufacturing machines. Factors related to defective and bad products are investigated. The proposed model is compared with the logistic regression using maximum likelihood method for parameter estimation. The data were collected from 132 machines in an autoparts manufacturing factory. The research found that useful life machine type 6 worker group 3 and 4 working step 1 and 2 influence to the risk of producing defective and bad products. When the useful life is increased by 1 month the risk of producing defective and bad products will be increased by 2.2%. The risk that the machine type 6 will produce defective and bad products is 4.078 times greater than the risk that the machine type will do. The risk that the worker group 3 will produce defective and bad products is 61.7% less than the risk that the worker group 12 will do. The risk that the worker group 4 will produce defective and bad products is 61.5% less than the risk that the worker group 12 will do. The risk that the working step 1 will produce defective and bad products is 2.831 times greater than the risk that the working step 4 will do. The risk that the working step 2 will produce defective and bad products is 13.8 % greater than the risk that the working step 4 will do. The parameter estimates from the Bayesian logistic regression are very close to the ones from the logistic regression using maximum likelihood method for parameter estimation
การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33 wt% AgCuSn
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงิน เจือต่ำ58.45wt%Ag +41.55wt%Cu โดยทำการเปรียบเทียบกับสมบัติของโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 และโลหะเงินเจือต่ำ 58.33% เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะในหาการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลและโครงสร้าง จุลภาคของโลหะเงินเจือต่ำที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตเครื่องประดับ ผลจากการศึกษาโลหะเงิน 58.33 % ที่อัตราส่วนผสม 58.33Ag+36.66Cu+5.01Sn ซึ่งมี ค่าคุณสมบัติเชิงกลจากการทดสอบเบื้องต้นมีค่าเหมาะสมที่สุด จากนั้นท่าการศึกษาค่าความแข็งแรงดึง สูงสุดแบบเส้นลวดพบว่ามีค่าความต้านทานแรงดึงสูงสุดเท่ากับ 0.36 MPa ค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว 0.11% เมื่อท่าการอบที่อุณหภูมิ 650 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่ อุณหภูมิห้องปกติ และค่าความแข็งจากการทดสอบมีค่าสูงสุดเท่ากับ 105.12 HV อบที่อุณหภูมิ 600 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่อุณหภูมิห้องปกติ ศึกษาโครงสร้างจุลภาค ของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33Ag+41.57Cu+0.10Sn เมื่อท่าการอบปรับปรุงคุณสมบัติทางความร้อนและการ ชุบแข็งแบต่างๆ พบว่าโครงสร้างจุลภาคของชิ้นงานทดสอบหลังปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ เกิดการ เปลี่ยนแปลงจาก β phase ที่มีขนาดเล็กลงเป็นโครงสร้าง Eutectic phase ที่มี α -phase และ β - phase ขนาดเล็กและละเอียด ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับโครงสร้างจุลภาคของเฟสไดอะแกรมสมดุลโลหะ เงิน-ทองแดง ผลจากการทดลองและวิเคราะห์หาค่าคุณสมบัติเชิงกลของชิ้นงานทดสอบและโครงสร้างจุลภาค ที่ได้จากการทดลองในสภาวะต่างๆ มีค่าที่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องประดับเงินตามมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับ ทั้งของในประเทศและต่างประเทศ