จำนวนงานวิจัย ( 253 )
รถบิณฑบาตอัตโนมัติ
จากปัญหาในการเดินออกบิณฑบาตของพระภิกษุสงฆ์และผู้ติดตามในทุก ๆ เช้า และมีการแบกของที่มีน้ำหนักทำซ้ำในทุก ๆ วัน อาจทำให้ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ในอนาคต ทางคณะ ผู้จัดทำได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าวนี้ จึงได้ทำการศึกษา ออกแบบและจัดสร้างต้นแบบรถบิณฑบาต อัตโนมัติขึ้นมาเพื่อจะได้ช่วยลดภาระปัญหาให้การแบกของที่มีน้ำหนักของผู้ติดตามพระภิกษุสงฆ์ โดย เครื่องต้นแบบรถบิณฑบาตอัตโนมัติใช้ต้นกำลังจากการขับเคลื่อนของล้อมอเตอร์ 2 ล้อหน้าเป็น มอเตอร์กระแสตรง 12 โวลต์ ความเร็ว 40 รอบ/นาที และแหล่งจ่ายจากแบตเตอรี่ 12 โวลต์ 2.6 แอมป์ และใช้ระบบในการเดินตามตัวส่งสัญญาณ และจะมีตัวรับสัญญาณอยู่ที่ตัวเครื่องต้นแบบรถ บิณฑบาตอัตโนมัติที่สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด คือ 6 กิโลกรัม โดยที่น้ำหนัก 1 กิโลกรัม รถสามารถ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ย 0.622 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเมื่อเพิ่มน้ำหนักขึ้นเป็น 6 กิโลกรัม ความเร็วลดลงเป็น 0.554 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ว่าจะมีอัตราการลดลงของความเร็วเล็กน้อยตาม น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรถในภาพรวม รถยัง สามารถเดินตามสัญญาณและทำงานได้อย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ การทดสอบระยะเวลาการใช้งานของ แบตเตอรี่ พบว่าโดยเฉลี่ย รถสามารถทำงานได้ต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 40 นาที ซึ่งเป็น ระยะเวลาที่เพียงพอสำหรับการเดินบิณฑบาตในช่วงเช้า
การยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ โดยการวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณสำหรับการศึกษาคการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้าน โลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้น การวิจัยใช้แบบเชิงปริมาณในศึกษาการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและปัจจัยด้านโลจิสติกส์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์และได้กำหนดขอบเขตการวิจัยด้านประชากรที่ใช้ศึกษาคือผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในกรุงเทพมหานครเท่านั้นและประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เลือกใช้บริการขนส่งพัสดุเอกชน จำนวน 72,109 ผู้ประกอบการ โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างตามสะดวกจำนวน 400 ทั้งนี้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา และนำข้อมูลที่รวบรวมได้ประมวลผลโดยวิธีการทางสถิติโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ทดสอบความสัมพันธ์ในลักษณะของการส่งผลต่อกันระหว่างตัวแปรอิสระหลายตัวภาค และเพื่อทดสอบถึงความแตกต่างที่ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีต่อตัวแปรตาม ดังนั้นสถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยการยอมรับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ และปัจจัยด้านโลจิสติกส์ มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าเอกชนแต่ ปัจจัยลักษณะขององค์กรไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ปัจจัยเชิงสาเหตุต่อการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปอะโวคาโดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยื่น ทางการตลาดและสิ่งแวดล้อม
ในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตอะโวคาโดในประเทศไทยมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอะโวคาโด เป็นพืชที่นิยมทั้งผู้บริโภคในประเทศไทยและต่างประเทศ การนำเข้าและส่งออก รวมถึงปริมาณในการผลิตอะโวคาโดก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าอะโวคาโด เป็นผลไม้ที่เริ่มปลูกในประเทศไทยมาเมื่อปี 2505 ในเขตภาคเหนือตอนล่าง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร และสถานีทดลองพืชสวนพบพระ กรมวิชาการเกษตร ซึ่งต่อมามีการสนับสนุนการปลูกให้เป็นพืชเศรษฐกิจเด่นของภาคเหนือมีเป้าหมายเพื่อสร้างให้เป็น “City of Avocado” และผลักดันให้เป็นพืชอัตลักษณ์ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมการปลูกและผลิตอะโวคาโดให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ อีกทั้งผลักดันให้อะโวคาโดเป็นพืช GI ของภาคเหนือในอนาคต ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินค้าเกษตรมีมูลค่า เช่น การจัดการด้านโลจิสติกส์ทำให้สินค้าเกษตรมีต้นทุนต่ำ สามารถผลิตสินค้าได้คุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งและลดขั้นตอนและระยะเวลาในการส่งสินค้า การรณรงค์การผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรอินทรีย์ การสร้างแบรนด์ให้กับสินค้า การพัฒนาการรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต มีฐานข้อมูลที่ดี และการสร้างมูลค่าโดยพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ในการจดจำสินค้าการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุต่อการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปอะโวคาโดเติบโตอย่างยั่งยืน (2) เพื่อวิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดที่สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการตลาดและสิ่งแวดล้อม (3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มประกอบด้วย ข้อมูลจากเกษตรผู้ปลูกอะโวคาโด จำนวน 30 ราย และ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์สินค้าแปร รูปจากอะโวคาโด จำนวน 400 ราย ทำการทดสอบปัจจัยการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท ได้แก่การพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปอะโวคาโดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดที่สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการตลาดและสิ่งแวดล้อม และ ทางการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ด้านการพัฒนาการตลาดผลิตภัณฑ์เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านและมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.75 ในสถานการณ์จริง พื้นที่จริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ One-way ANOVA Paired t-test และการวิเคราะห์แบบจำลองโครงสร้าง (SEM) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิงจำนวน 326 คน ร้อยละ 81.5 อายุส่วนใหญ่ 31 – 40 ปี จำนวน 166 คน ร้อยละ 41.5 โดยสำเร็จ การศึกษา ระดับปริญญาตรี จำนวน 270 คน ร้อยละ 67.50 ขนาดธุรกิจ ส่วนใหญ่ คือ ขนาดเล็ก จำนวน212 คน ร้อยละ 53.00 และมีประสบการณ์ในการทำงาน คือ 10-20 ปี จำนวน 126 คน ร้อยละ 31.50 จากผลการวิเคราะห์ การพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปอะโวคาโดเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ในด้านกลยุทธ์การตลาดเพื่อความยั่งยืน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และแนวทางพัฒนาตลาดที่ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค โดยรวมอยู่ในระดับมาก เช่นกัน ดังนั้นการพัฒนาตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดอย่างยั่งยืนควรดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งด้านการวิจัยผู้บริโภค การพัฒนานวัตกรรมสินค้า การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างคุณค่าเชิงสังคมและสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาวได้อย่างมั่นคง ด้านกลยุทธ์การตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดให้สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการตลาดและสิ่งแวดล้อม ด้านกลยุทธ์การตลาดเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปอะโวคาโดให้สามารถส่งเสริมความยั่งยืนทางการตลาดและสิ่งแวดล้อม
อิทธิพลการรับรู้คุณภาพการให้บริการงานการเงินที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการให้บริการงานการเงิน และวิเคราะห์อิทธิพลของการรับรู้คุณภาพที่มีผลต่อความพึงพอใจ กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีทุกชั้นปี จำนวน 150 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ครอบคลุมข้อมูลทั่วไป ระดับการรับรู้คุณภาพและความพึงพอใจ ตลอดจนข้อเสนอแนะเพิ่มเติมข้อมูลที่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้คุณภาพการให้บริการงานการเงินโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการตอบคำถามแก้ปัญหา ความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ และความโปร่งใสในระบบการเงิน ขณะที่ด้านการใช้เทคโนโลยีและการให้บริการด้วยความสุภาพเป็นประเด็นที่ยังควรพัฒนาความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยนักศึกษาชื่นชมความถูกต้อง ความรวดเร็ว และการสื่อสารที่ชัดเจน สิ่งที่ควรปรับปรุงตามข้อเสนอแนะคือการเพิ่มช่องทางออนไลน์ ลดระยะเวลาการรอคิว และการปรับปรุงสถานที่ให้บริการให้สะดวกและเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยสรุป การวิจัยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการรับรู้คุณภาพการให้บริการมีผลต่อความพึงพอใจของนักศึกษาอย่างชัดเจน และผลลัพธ์ที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการงานการเงินของคณะวิศวกรรมศาสตร์ให้มีความทันสมัย โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของนักศึกษาได้ดียิ่งขึ้น
การศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการงานพัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการงานพัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ ช่วงอายุ สถานภาพ และประสบการณ์การทำงาน ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 100 ราย ตัวแปรตามคือความพึงพอใจด้านต่าง ๆ ของการให้บริการงานพัสดุ ได้แก่ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ ระบบการบริการ ความสะดวกในการบริการ และผลของการให้บริการ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 41–50 ปี เป็นอาจารย์ และมีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 20 ปี ระดับความพึงพอใจภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ยกเว้นประเด็น “การให้ข้อมูลถูกต้องครบถ้วน” ที่มีค่าเฉลี่ย 4.55 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.71 ด้านระบบการบริการมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.42 (S.D. 0.82) ด้านความสะดวกในการบริการและด้านผลของการให้บริการมีค่าเฉลี่ย 4.25 และ 4.41 ตามลำดับ (S.D. 0.82 และ 0.79) สะท้อนว่าผู้ใช้บริการมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อการให้บริการงานพัสดุของคณะโดยรวม