จำนวนงานวิจัย ( 159 )

การศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์
การศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์

งานวิจัยเรื่องการศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาการคลายประจุของแบตเตอรี่ และ 2) เพื่อศึกษาการสร้างระบบไฟฟ้าสำรองภายในครัวเรือนด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบสำรองไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ จากแนวคิดดังกล่าว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาดสูงสุดไม่เกิน 56 โวลท์ 46 แอมป์ ถูกเลือกมาใช้ในงานวิจัยนี้ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดของงบประมาณ โดยทำงานร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 กิโลวัตต์ โดยสามารถสะสมพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 2.576 กิโลวัตต์ ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถสะสมพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีสเถียรภาพ ประกอบกับมีการประจุไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอในเวลากลางวันจากการทำงานของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และการคายประจุไฟฟ้าจากการใช้งานในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามกลับพบข้อจำกัดในการทำงาน เนื่องจากขนาดของแบตเตอรี่มีขนาดเล็กเพียง 2.576 กิโลวัตต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งวันโดยเฉลี่ย 6 ชั่วโมงทำงาน

2568
การศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด
การศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด

งานวิจัยเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรดในสถานีประจุไฟฟ้า และสร้างสถานีประจุไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนที่ได้ จากแนวคิดการออกแบบสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ กำหนดให้สถานีประจุไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวกอีกทั้งสามารถผลิตและเก็บปริมาณไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการของรถจักรยานไฟฟ้า 1.5 เท่า หรือร้อยละ 150 ซึ่งในทางปฏิบัติสถานีดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1,233 Wh ต่อวัน ในช่วงเวลาระหว่าง 8.00 น. ถึง 17.00 น. เพียงพอต่อความต้องการของรถจักรยานไฟฟ้าที่ต้องการปริมาณไฟฟ้า 837 Wh คิดเป็นร้อยละ 124 นอกจากนี้ สถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่แบบย่อส่วนจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่แบบตะกั่วกรด ไม่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้เกินระยะเวลา 1 เดือน เนื่องจากระดับพลังงานไฟฟ้าลดต่ำลงน้อยกว่าร้อยละ 55 ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ถูกแนะนำไว้

2568
กระบวนการสื่อสารและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา
กระบวนการสื่อสารและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา

การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารและศึกษากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาเนื้อหาและการสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 11 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารของรัฐสภาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเป้าหมายภายในและกลุ่มเป้าหมายภายนอก รูปแบบการสื่อสารมีทั้งลักษณะการสื่อสารแบบทางเดียว (One way communication) และการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication) โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มการสื่อสารสองทางมากขึ้น 2.รัฐสภามีกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ประกอบด้วย ความถูกต้องของเนื้อหา น้ำดีไล่น้ำเสีย การสร้างพันธมิตร การมีจิตบริการ การพัฒนาสมาชิกให้เป็น Influencer การพัฒนาเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้เป็น content creator การเป็นสื่อนิติบัญญัติ และการย่อยเนื้อหา 3.รัฐสภามีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อพัฒนาเนื้อหาจากการวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data Analytics) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ และการสื่อสารกับผู้รับสารให้มากขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาราชการ สำหรับวิธีการสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารพบว่า ผู้บริหารให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่ในการคิดสร้างสรรค์เนื้อหามากขึ้น เช่น การโค้ดคำพูดสำคัญ การทำคลิปวิดีโอสั้น การทำอินโฟกราฟิก การปรับเนื้อหาและภาษาให้เข้าใจง่าย การย่อยเนื้อหาข่าวสารเพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ การตัดย่อยการประชุมสภามาเป็นรายการสั้นและการใช้ผู้ประกาศข่าวที่มีความทันสมัยมากขึ้น

2568
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิและความรุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟค ชันต่อพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน โดยมีเป้าหมายเพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองในกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ผลการศึกษา พบว่า ที่อุณหภูมิที่ 60 °C น้ำหนักของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันยังคงเสถียรในระหว่าง กระบวนการออกซิเดชัน ทั้ง 10% และ 30% ของการลดลงของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการเกิด กระบวนการออกซิเดชันที่น้อยมาก ในขณะที่ 120 °C มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของน้ำหนักซึ่งเกิดจาก การดูดซับออกซิเจน แต่ที่ 180 °C พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในระยะเริ่มต้นตามด้วยการลดลง อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการสลายตัวของออกซิเจน และกระบวนการออกซิเดชันของคาร์บอน โดยตรง ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มโอกาสในการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง จึง แนะนำให้ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 120 °C เพื่อลดความเสี่ยงนี้ นอกจากนี้การศึกษายังเน้นถึงความรุนแรง ของกระบวนการทอร์รีแฟคชันที่มีผลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง อุณหภูมิทอร์รีแฟคชันที่สูงขึ้น จะเพิ่มแนวโน้มในการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ชีวมวลมีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนด้วย ตัวเองมากขึ้น งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความรุนแรงของกระบวนการ ทอร์รีแฟคชัน และพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการจัดการและ การแปรรูปชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันอย่างปลอดภัย

2567
ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาผลกระทบของเวลาในการทอร์รีแฟคชัน อุณหภูมิในการทอร์รี แฟคชัน และการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าว ต่อคุณสมบัติของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟค ชัน โดยดำเนินการทอร์รีแฟคชันที่อุณหภูมิ 220 °C, 250 °C และ 280 °C โดยตั้งเป้าหมายการสูญเสีย น้ำหนักที่ 10%, 20% และ 30% ของน้ำหนักเริ่มต้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอุณหภูมิในการ ทอร์รีแฟคชันช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการบรรลุการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ การ วิเคราะห์ทางกายภาพเผยให้พบว่าปริมาณคาร์บอนคงที่ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นหลังจากกระบวนการทอร์ รีแฟคชัน โดยมีค่าระหว่าง 22.45% ถึง 28.48% ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการสูญเสียน้ำหนักของฟาง ข้าว ในทางตรงกันข้าม ปริมาณสารระเหยและความชื้นลดลง ซึ่งสะท้อนถึงคุณสมบัติพลังงานที่ดีขึ้น ของชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน ปริมาณเถ้าสูงขึ้นหลังจากการทอร์รีแฟคชัน แสดงให้เห็นถึงสาร อนินทรีย์ที่เหลืออยู่มากขึ้น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีแสดงให้เห็นว่าปริมาณไนโตรเจนคงที่ ขณะที่ปริมาณคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปริมาณไฮโดรเจนและออกซิเจนลดลงตามความ รุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ค่าอุณหภูมิความร้อนสูงสุด (HHV) ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นจาก 16.55 MJ/kg ก่อนการทอร์รีแฟคชัน เป็นค่าในช่วง 17.59 ถึง 18.88 MJ/kg ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ มีประสิทธิภาพของกระบวนการในการเพิ่มพลังงานของเชื้อเพลิง โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็น ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขการทอร์รีแฟคชันและคุณสมบัติของชีวมวล โดยการควบคุมอุณหภูมิ และการสูญเสียน้ำหนักของชีวมวลอย่างเหมาะสมสามารถปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงของฟางข้าวได้ อย่างมีนัยสำคัญ

2567