จำนวนงานวิจัย ( 261 )
กระบวนการสื่อสารและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารและศึกษากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาเนื้อหาและการสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 11 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารของรัฐสภาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเป้าหมายภายในและกลุ่มเป้าหมายภายนอก รูปแบบการสื่อสารมีทั้งลักษณะการสื่อสารแบบทางเดียว (One way communication) และการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication) โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มการสื่อสารสองทางมากขึ้น 2.รัฐสภามีกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ประกอบด้วย ความถูกต้องของเนื้อหา น้ำดีไล่น้ำเสีย การสร้างพันธมิตร การมีจิตบริการ การพัฒนาสมาชิกให้เป็น Influencer การพัฒนาเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้เป็น content creator การเป็นสื่อนิติบัญญัติ และการย่อยเนื้อหา 3.รัฐสภามีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อพัฒนาเนื้อหาจากการวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data Analytics) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ และการสื่อสารกับผู้รับสารให้มากขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาราชการ สำหรับวิธีการสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารพบว่า ผู้บริหารให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่ในการคิดสร้างสรรค์เนื้อหามากขึ้น เช่น การโค้ดคำพูดสำคัญ การทำคลิปวิดีโอสั้น การทำอินโฟกราฟิก การปรับเนื้อหาและภาษาให้เข้าใจง่าย การย่อยเนื้อหาข่าวสารเพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ การตัดย่อยการประชุมสภามาเป็นรายการสั้นและการใช้ผู้ประกาศข่าวที่มีความทันสมัยมากขึ้น
การประยุกต์ใช้สมาร์ทเพียร์ในการควบคุมระบบขนส่งทางเรือ
การคมนาคมทางเรือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการค้าระหว่างประเทศ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากสามารถรองรับการขนส่งสินค้าที่มีปริมาณและน้ำหนักมาก อีก ทั้งยังมีต้นทุนค่าระวางที่ต่ำกว่าการขนส่งรูปแบบอื่น จึงเป็นช่องทางหลักในการนำเข้าและส่งออกของ ประเทศไทย อย่างไรก็ตาม การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบขนส่งทางเรือยังคงเป็นประเด็นท้าทาย ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีมาช่วยเสริมสร้างความรวดเร็วและความแม่นยำ แนวคิด สมาร์ทเพียร์ (Smart Pier) อาศัยระบบอัตโนมัติและการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เข้ามาบริหารจัดการกระบวนการทำงาน เช่น การใช้เซนเซอร์ เครื่องจักรอัตโนมัติ และระบบควบคุม PLC เพื่อทดแทนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ลด ความผิดพลาดจากมนุษย์ และเพิ่มเสถียรภาพในการขนส่ง โดยเครื่องจักรในระบบอัตโนมัติแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระบบกึ่งอัตโนมัติที่ยังต้องอาศัยแรงงานมนุษย์ในบางส่วน และระบบอัตโนมัติเต็ม รูปแบบที่ทำงานทุกขั้นตอนด้วยคอมพิวเตอร์ การประยุกต์ใช้สมาร์ทเพียร์ในระบบท่าเรือจึงถือเ ป็น การสร้างต้นแบบของท่าเรืออัจฉริยะที่สามารถยกระดับมาตรฐานการขนส่งทางเรือของไทยให้มีความ น่าเชื่อถือ เสถียร และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาทางอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์สมัยใหม่
การศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการยืมเงินทดรองราชการ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการยืมเงินทดรองราชการ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของบุคลากร ศึกษาระดับความเข้าใจต่อการยืมเงินทดรองราชการ และเพื่อเสนอแนวทางปรับปรุงเกี่ยวกับคุณภาพการให้บริการของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจของบุคลากรต่อการให้บริการยืมเงินทดรองราชการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่าด้านเจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.44 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ด้านขั้นตอนการให้บริการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.32 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.56 ระดับความพึงพอใจ อยู่ในระดับปานกลาง และพบว่าด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ การยืมเงินทดรองราชการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่าการทราบถึงระยะเวลาในการอนุมัติและการคืนเงินทดรองราชการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก การรู้ช่องทางการติดต่อหากมีข้อสงสัย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.43 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก และการทราบเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินการยืมและคืนเงินทดรองราชการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.31 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 ระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลาง
การศึกษาความพึงพอใจในการเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนของอาจารย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของอาจารย์คณะ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อระบบการเบิกจ่ายค่าสอนพิเศษและ ค่าสอนเกินภาระงานสอน ตลอดจนวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการ ปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น การวิจัยเป็น แบบเชิงสำรวจ โดยเก็บข้อมูลจากอาจารย์จำนวน 37 คน ด้วยแบบสอบถามทั้งแบบปิดและแบบ ปลายเปิด และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศ ชาย อายุ 50 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์สอนมากกว่า 10 ปี โดยมีความพึงพอใจในระดับสูงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบุคลากรและการให้บริการที่ได้รับคะแนนสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการสื่อสารและ ข้อมูล รวมถึงความชัดเจนของขั้นตอนและเอกสารในการเบิกจ่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบมากที่สุด คือความล่าช้าในการดำเนินการ ขั้นตอนที่ซับซ้อน และการสื่อสารที่ยังไม่ชัดเจน ข้อเสนอแนะคือควร ปรับปรุงระบบให้มีการเบิกจ่ายรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ ลดขั้นตอนและเอกสารที่ไม่จำเป็น จัดทำ คู่มือที่กระชับและเข้าใจง่าย รวมทั้งพัฒนาระบบติดตามสถานะการเบิกจ่ายแบบออนไลน์ เพื่อเพิ่ม ความรวดเร็ว ความโปร่งใส และความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของคณะในระยะยาว
การศึกษาผลของอุณหภูมิการอบแห้งดอกอัญชันต่อปริมาณสารโพรไบโอติกส์
ดอกอัญชัน (Clitoria ternatea) มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ ดอกอัญชันยังมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย เช่น ช่วยบำรุงสายตา ลดความดันโลหิต ปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยในการย่อยอาหาร ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับดอกอัญชันมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การค้นพบคุณสมบัติทางยาที่น่าสนใจของดอกอัญชัน รวมถึงดอกอัญชันอบแห้งมีแอนโทไซยานินซึ่งเป็นสารสำคัญในดอกอัญชัญมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์โพรไบโอติก การอบแห้งเป็นวิธีการแปรรูปดอกอัญชันอีกชนิดหนึ่งเพื่อการเก็บไว้ใช้งานในช่วงขาดแคลนดอกอัญชันหรือการนำไปจำหน่ายในรูปแบบดอกอัญชันอบแห้ง การอบแห้งดอกอัญชันจะต้องเก็บรักษาคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ทางยาให้คงอยู่ในดอกอัญชัน แต่กระบวนการอบแห้งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสารแอนโทไซยานินได้ โดยอุณหภูมิการอบแห้งที่สูงเกินไปอาจทำลายสารแอนโทไซยานินลดลง ดังนั้นโครงงานนี้คณะผู้จัดทำได้ศึกษาผลของอุณหภูมิการอบแห้งดอกอัญชันต่อปริมาณแอนโทไซยานิน โดยทดลองใช้ดอกอัญชันในการอบแห้งครั้งละ 1 kg ทดลองอบแห้งดอกอัญชันที่อุณหภูมิ 45 °C, 55 °C และ 65 °C บันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สำหรับการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์ทางยา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งดอกอัญชันที่อุณหภูมิ 45 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 200 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งดอกอัญชันที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีค่าเฉลี่ยของสารแอนโทไซยานินอยู่ที่ 2.2418 mg/g ซึ่งค่าเฉลี่ยมากกว่าการอบแห้งที่อุณหภูมิ 55 °C และ 65 °C