จำนวนงานวิจัย ( 261 )

การเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-DA คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-DA คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความแตกต่างระหว่างบุคคลกับระดับความรู้ ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-QA และทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA กับทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-QA 3) ศึกษาทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN AUN-DA และ 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 60 คน ได้แบบสอบถามคืน 45 ชุด (ร้อยละ 75) ซึ่งข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 21 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 31.10 และมีความรับผิดชอบในการประกันคุณภาพหลักสูตร โดยเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 33 คน รวมถึงเป็นประธานหลักสูตรอีกหน้าที่หนึ่งจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 86.70 ในขณะที่ระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA อยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน โดยเกณฑ์ด้านวิธีการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (5 = 4.16) ขณะที่ด้านผลผลิตและผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (5 = 3.85) ทัศนคติของบุคลากรต่อกระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการติดตามการจัดทำรายงานประเมินตนเอง (๕ = 4.21) การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ประสบการณ์ทำงานและความรับผิดชอบในหลักสูตร ไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจและทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์ AUN-QA กับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = .462**- .902**) โดยเฉพาะด้านแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด (r = .805**) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาหลักสูตรควรประยุกต์ใช้แนวคิดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในทุกขั้นตอนของการบริหารหลักสูตร เพื่อสร้างการปรับปรุงคุณภาพอย่าต่อเมื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้านการประกันคุณภาพการศึกษา

2567
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงดลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อด้านผลิตภาพและผลงานในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 77 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจภายนอกที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.33, S.D. = 0.642) ปัจจัยจูงใจภายนอกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ 0.01 (r=.299") ปัจจัยจูงใจภายในที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.34, S.D. 0.29) ภายในโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r=.269")

2567
ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้านบริการวิชาการแก่สังคม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ ด้านภูมิปัญญาความรู้ความสามารถด้านผู้ใช้บริการ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ สูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x) = 4.30) และปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การบริหารจัดการที่ดี ควรจัดทำในรูปแบบคณะกรรมการของแต่ละโครงการมีปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการอยู่ในระดับมาก (X) = 3.86) สำหรับปัญญาและอุปสรรคในการให้บริการวิชาการแก่สังคม ได้แก่ สถานที่ให้บริการวิชาการ ไม่เพียงพอ และควรมีการสำรวจความต้องการของสังคมต่อการจัดบริการวิชาการแก่สังคม

2567
การประเมินวัฏจักรชีวิตสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลือกการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว
การประเมินวัฏจักรชีวิตสำหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับตัวเลือกการจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้ว

เมื่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การทำความเข้าใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ EV โดยเฉพาะในช่วงสิ้นสุดอายุการใช้งาน (EOL) จึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิจัยนี้นำเสนอการประเมินวัฏจักร ชีวิต (LCA) อย่างครอบคลุม โดยเปรียบเทียบกลยุทธ์การจัดการแบตเตอรี่สองแบบในช่วงสิ้นสุดการใช้งาน ได้แก่ (1) การรีไซเคิลทันที และ (2) การนำกลับมาใช้ใหม่เป็นเวลา 10 ปี แล้วจึงรึไซเคิล การวิเคราะห์ครอบคลุมตลอดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ โดยใช้ข้อมูลเฉพาะในบริบทจากวิสาหกิจชุมชนส่งออกผลไม้ของไทย และแหล่งที่มาของการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยภายใต้สามสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าขั้นตอนการผลิตแบตเตอรี่และการใช้งานครั้งแรกในยานยนต์ไฟฟ้ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด สำหรับการวิเคราะห์ความอ่อนไหวในช่วงการใช้งานครั้งที่สองของแบตเตอรี่ พบว่าการเสื่อมของความจุและเปอร์เซ็นต์เซลล์แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ที่แตกต่างกันไม่มีผลต่อการประหยัดพลังงานโดยรวมหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหากมีการชดเชยความจุที่สูญเสียไปด้วยการเพิ่มจำนวนแบตเตอรีที่นำกลับมาใช้ใหม่ ในบรรดาทุกสถานการณ์ กลยุทธ์การนำแบตเตอรี่กลับมาใช้ใหม่ก่อนการรึไซเคิลภายใต้นโยบาย 30@2030 เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนที่สุดโดยพิจารณาจากปัจจัยผลกระทบทั้งสี่ร่วมกัน ได้แก่ ศักยภาพในการก่อภาวะโลกร้อน พิษต่อระบบนิเวศในน้ำจืด พิษที่ไม่ก่อมะเร็งต่อมนุษย์ และความขาดแคลนทรัพยากรแร่ แนวทางนี้สามารถลดการปล่อยคาร์บอนและผลกระทบอื่น ๆ ต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุลตลอด นอกจากนี้ในงานวิจัยนี้การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ยังมีการให้น้ำหนักกับแต่ละหมวดผลกระทบตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเสริมความน่าเชื่อถือของการประเมิน ส่งผลให้งานวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน สนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และชี้แนะแนวทางแก่ผู้มีส่วนกี่ยวข้องในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำของประเทศไทย

2567
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิและความรุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟค ชันต่อพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน โดยมีเป้าหมายเพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองในกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ผลการศึกษา พบว่า ที่อุณหภูมิที่ 60 °C น้ำหนักของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันยังคงเสถียรในระหว่าง กระบวนการออกซิเดชัน ทั้ง 10% และ 30% ของการลดลงของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการเกิด กระบวนการออกซิเดชันที่น้อยมาก ในขณะที่ 120 °C มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของน้ำหนักซึ่งเกิดจาก การดูดซับออกซิเจน แต่ที่ 180 °C พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในระยะเริ่มต้นตามด้วยการลดลง อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการสลายตัวของออกซิเจน และกระบวนการออกซิเดชันของคาร์บอน โดยตรง ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มโอกาสในการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง จึง แนะนำให้ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 120 °C เพื่อลดความเสี่ยงนี้ นอกจากนี้การศึกษายังเน้นถึงความรุนแรง ของกระบวนการทอร์รีแฟคชันที่มีผลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง อุณหภูมิทอร์รีแฟคชันที่สูงขึ้น จะเพิ่มแนวโน้มในการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ชีวมวลมีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนด้วย ตัวเองมากขึ้น งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความรุนแรงของกระบวนการ ทอร์รีแฟคชัน และพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการจัดการและ การแปรรูปชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันอย่างปลอดภัย

2567