จำนวนงานวิจัย ( 254 )

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงดลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจภายนอกและภายในที่ส่งผลต่อด้านผลิตภาพและผลงานในการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 77 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยจูงใจภายนอกที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์คณะบริหารธุรกิจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.33, S.D. = 0.642) ปัจจัยจูงใจภายนอกโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ 0.01 (r=.299") ปัจจัยจูงใจภายในที่มีต่อการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด (X = 4.34, S.D. 0.29) ภายในโดยภาพรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวกด้านผลิตภาพและผลงานในเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r=.269")

2567
ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการด้านบริการวิชาการแก่สังคม กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่องานบริการวิชาการแก่สังคมของ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้แก่ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ ด้านบริหารจัดการ ด้านภูมิปัญญาความรู้ความสามารถด้านผู้ใช้บริการ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ สูงสุดคือ ด้านการบริหารจัดการ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก (x) = 4.30) และปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการแก่สังคมของอาจารย์ในคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ค่าเฉลี่ยต่ำสุด ได้แก่ การบริหารจัดการที่ดี ควรจัดทำในรูปแบบคณะกรรมการของแต่ละโครงการมีปัจจัยที่มีผลต่อการให้บริการวิชาการอยู่ในระดับมาก (X) = 3.86) สำหรับปัญญาและอุปสรรคในการให้บริการวิชาการแก่สังคม ได้แก่ สถานที่ให้บริการวิชาการ ไม่เพียงพอ และควรมีการสำรวจความต้องการของสังคมต่อการจัดบริการวิชาการแก่สังคม

2567
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบของกระบวนการทอร์รีแฟคชันต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของสนที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิและความรุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟค ชันต่อพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเองของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน โดยมีเป้าหมายเพื่อ ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเองในกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ผลการศึกษา พบว่า ที่อุณหภูมิที่ 60 °C น้ำหนักของไม้สนที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันยังคงเสถียรในระหว่าง กระบวนการออกซิเดชัน ทั้ง 10% และ 30% ของการลดลงของน้ำหนักเริ่มต้น ซึ่งบ่งชี้ถึงการเกิด กระบวนการออกซิเดชันที่น้อยมาก ในขณะที่ 120 °C มีการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยของน้ำหนักซึ่งเกิดจาก การดูดซับออกซิเจน แต่ที่ 180 °C พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักในระยะเริ่มต้นตามด้วยการลดลง อย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากการสลายตัวของออกซิเจน และกระบวนการออกซิเดชันของคาร์บอน โดยตรง ผลลัพธ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มโอกาสในการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง จึง แนะนำให้ใช้อุณหภูมิต่ำกว่า 120 °C เพื่อลดความเสี่ยงนี้ นอกจากนี้การศึกษายังเน้นถึงความรุนแรง ของกระบวนการทอร์รีแฟคชันที่มีผลต่อการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง อุณหภูมิทอร์รีแฟคชันที่สูงขึ้น จะเพิ่มแนวโน้มในการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ทำให้ชีวมวลมีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนด้วย ตัวเองมากขึ้น งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิ ความรุนแรงของกระบวนการ ทอร์รีแฟคชัน และพฤติกรรมการเกิดความร้อนด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการจัดการและ การแปรรูปชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชันอย่างปลอดภัย

2567
ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาผลกระทบของเวลาในการทอร์รีแฟคชัน อุณหภูมิในการทอร์รี แฟคชัน และการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าว ต่อคุณสมบัติของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟค ชัน โดยดำเนินการทอร์รีแฟคชันที่อุณหภูมิ 220 °C, 250 °C และ 280 °C โดยตั้งเป้าหมายการสูญเสีย น้ำหนักที่ 10%, 20% และ 30% ของน้ำหนักเริ่มต้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอุณหภูมิในการ ทอร์รีแฟคชันช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการบรรลุการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ การ วิเคราะห์ทางกายภาพเผยให้พบว่าปริมาณคาร์บอนคงที่ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นหลังจากกระบวนการทอร์ รีแฟคชัน โดยมีค่าระหว่าง 22.45% ถึง 28.48% ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการสูญเสียน้ำหนักของฟาง ข้าว ในทางตรงกันข้าม ปริมาณสารระเหยและความชื้นลดลง ซึ่งสะท้อนถึงคุณสมบัติพลังงานที่ดีขึ้น ของชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน ปริมาณเถ้าสูงขึ้นหลังจากการทอร์รีแฟคชัน แสดงให้เห็นถึงสาร อนินทรีย์ที่เหลืออยู่มากขึ้น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีแสดงให้เห็นว่าปริมาณไนโตรเจนคงที่ ขณะที่ปริมาณคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปริมาณไฮโดรเจนและออกซิเจนลดลงตามความ รุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ค่าอุณหภูมิความร้อนสูงสุด (HHV) ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นจาก 16.55 MJ/kg ก่อนการทอร์รีแฟคชัน เป็นค่าในช่วง 17.59 ถึง 18.88 MJ/kg ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ มีประสิทธิภาพของกระบวนการในการเพิ่มพลังงานของเชื้อเพลิง โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็น ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขการทอร์รีแฟคชันและคุณสมบัติของชีวมวล โดยการควบคุมอุณหภูมิ และการสูญเสียน้ำหนักของชีวมวลอย่างเหมาะสมสามารถปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงของฟางข้าวได้ อย่างมีนัยสำคัญ

2567
การศึกษาแนวทางแก้ปัญหามลพิษของเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง
การศึกษาแนวทางแก้ปัญหามลพิษของเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง

เนื่องจากในปัจจุบัน "ปัญหาขยะล้นเมือง" เป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ บนโลก เพราะจำนวนขยะมหาศาลที่ไม่ถูกทำลายอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะไปเจือปนอยู่ในระบบนิเวศ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ดิน พืชผัก ทะเล รวมถึงสัตว์น้ำ และสัตว์ทะเลนานาชนิด สุดท้ายก็กลับมาสะสมใน ร่างกายมนุษย์ที่บริโภคสารปนเปื้อนเหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วยปัญหา ขยะล้นเมืองนั้นมีสาเหตุมาจากมนุษย์แทบทั้งหมด โดยใน 1 วัน ทุกคนจะสร้างขยะเฉลี่ยประมาณ 1.14 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มาก เมื่อเทียบกับการทำลาย และจัดการขยะที่ต่อวันที่ทำได้อย่างไม่สมดุลจน เกิดเป็นปัญหาขยะสะสม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เพราะการกำจัดขยะในปริมาณ มากจะต้องใช้ทั้งเวลาและพื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากขยะแต่ละประเภทมีขั้นตอน และวิธีในการกำจัดที่แตกต่าง กันออกไป โครงการวิจัยนี้อธิบายการทำวิจัยและพัฒนาเตาเผาขยะชุมชนประสิทธิภาพสูงเพื่อนำเตาเผาขยะ ชุมชนประสิทธิภาพสูงไปใช้สู่เชิงพาณิชย์รับ โดยสามารถกำจัดได้ทั้งขยะแห้งและขยะเปียก เผาทำลายขยะ ทั้งใหม่และเก่า โดยการเผาทำลายนั้นต้องไม่ก่อมลพิษ ทั้งควัน, กลิ่น และ ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งต้องสามารถ นำขยะที่ผ่านกระบวนการเผามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าต่อ เช่น น้ำมัน ,เม็ดพลาสติก และไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากได้ผลลัพธ์ทางตรงในการกำจัดขยะที่ตกค้างเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่แล้วยังจะเป็นการช่วยลดโลกร้อน สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างมากมาย

2567