จำนวนงานวิจัย ( 253 )
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมถ้ำ กลุ่มร่วมใจอาสาสาพัฒนา หมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมอาชีพลดความเหลื่อมล้ำ กลุ่มร่วมใจ อาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความ ต้องการส่งเสริมอาชีพ และความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอ ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา (2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ให้ตรงกับศักยภาพและทักษะของชุมชม (3) เพื่อถ่ายทอดทักษะองค์ความรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชน เป็นการวิจัยผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย มี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัด ฉะเชิงเทรา จำนวน 20 คน เพื่อตอบแบบสัมภาษณ์ ระดมสมอง เพื่อหาอัตลักษณ์ของชุมชน โดยเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัตภัณแบบ จำนวน 400 คน เลือกโดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างตามสะดวก หรือสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบกึ่งโครงสร้าง ต้นแบบผลิตภัณฑ์จำนวน 9 แบบ ได้แก่ ต้นแบบเสื้อสตรีแบบที่ 1.1 -1.3 ต้นแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.1-2.3 และต้นแบบกระเป้าแบบที่ 3.3.3 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต้นแบบ 3 ด้าน ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม ด้านวัสดุ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน - test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความต้องการส่งเสริมอาชีพ และความเหลื่อมล้ำ ต้านรายใต้ กลุ่มร่วมใจอาสาพัฒนาหมู่บ้านเนินกระบก อำเภอทำตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเชิงเทรา พบว่าชิก กลุ่มมีความพร้อม และต้องการพัฒนาทักษะการเย็นถึงมัก ลือกใช้น้ำที่ให้เป็นวัดอันเป็นเดือาได้มี และผ้าชาวม้า เพราะเป็นเป็นผ้าที่มีอยู่ในชุมชน ผลิตภัณฑ์จากผ้าที่ต้องการผลิต คือ เสื้อสตรี เสื้อบุรุษ กระเป๋า 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ให้ตรงกับศักยภาพและทักษะของชุมชน ผลิตต้นแบบผลิตภัตภัณฑ์ จำนวน 3 กลุ่ม 9 แบบ ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ต้นแบบเสื้อสตรี แบบที่ 1.1 ต้นแบบเสื้อสตรี แบบที่ 1.2, ตันแบบ เสื้อสตรี แบบที่ 1.3 ดันแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.1 ตันแบบเสื้อบุรุษ, แบบที่ 2.2 ต้นแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.3 และต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.1,ต้นแบบกระเป้า ต้นแบบแบบที่ 3.2,ต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.3 การศึกษาความพึงพอใจของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ 9 แบบ จำนวน 400 คน ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 41-45 ปี มีสถานภาพสมรส ระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานทั่วไป รายได้ต่อเตือน ต่ำ กว่า 10,000 บาท มีภูมิลำเนา อยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา วัตถุประสงค์การมาที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มาเพื่อซื้อ สิ้นค้าอุปโภค บริโภค ความพึงพอใจทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านหน้าที่ใช้สอย ด้านความสวยงาม พบว่าทุกแบบได้รับ ความพึงพอใจระดับมาก และมากที่สุด ต้นแบที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด ตันแบบเสื้อสตรีแบบที่ 1.3 มีค่าเฉลี่ย (=X 4.90, S.D. =0.18) รองลงมา คือ ต้นแบบกระเป้า แบบที่ 3.1 มีค่าเฉลี่ย (=X 4.87, 5.D. =0.21) และหันแบบเสื้อบุรุษ แบบที่ 2.3 มีค่าเฉลี่ย ( 485, 5.D. =0.19 3) เพื่อถ่ายพอศทักษะองค์ความรู้ผลิลภัยภัยเชน จำนวนกลุ่ม 20 20 การทยทอบก่อบกับร้ายร้าบรมรรม และหลังอบรม พบว่ามีตะแนนเฉลี่ยก่อนอบรมเท่ากับ 5.20 คะแนน และเฉลี่ยหลังอบรมเท่ากับ 11.25 คะแนน ตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังอบรม พบว่า คะแนนสอบหลังอบรม สูงกว่าก่อนอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลประเมินความพึงพอใจหลังการอบรมพบว่า ผู้ เข้าอบรมเป็นเพศหญิงทั้งหมด จำนวน 20 คน ส่วนใหญ่อายุ 36-45 ปี จำนวน 7 คน การศึกษาของผู้เข้า อบรมส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับ ม.6 จำนวน 15 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกร จำนวน 15 คน ผลจากความพึงพอใจของผู้เข้าอบรม ทั้ง 4 ด้านวิทยากร ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร ด้านความรู้ความเข้าใจ และด้านการนำความรู้ไปใช้ โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.60, 5.D. =0.36) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่ได้รับความพึงพอใจมากที่สุด คือ ด้านการนำความรู้ ไปใช้ ได้รับรับความพึงพอใจระดับมากมีค่าเฉลี่ย (=X 4.90, S.D. =0.19) รองลงคือ ด้านวิทยากร ได้รับ ความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.79, S.D. =0.70) ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร โดยรวมได้รับความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=X 4.62, 5.D. =0.35) และ ด้านความรู้ความเข้าใจ ได้รับความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (= 4.12, S.D. =0.20)
การสกัดสารให้สีจากใบมะม่วงและการใช้งานบนวัสดุสิ่งทอ
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการนำสารให้สีสกัดจากใบมะม่วงมาใช้สำหรับงานให้สีบนวัสตุสิ่งทอ โดยการสกัดน้ำสีใช้อัตราส่วน โบมะม่วง 1 กรัม ต่อน้ำ 50 มิลลิลิตร ทำการสกัดสีดีที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเขียส นาน 60 นาที เมื่อน้ำน้ำสีที่ได้จากการสกัดมาย้อมบนผ้าในลอน ผ้าไหม และผ้าเรยอน ด้วยวิธีการย้อมแบบดูดซึม พบว่าน้ำสีที่ได้สามารถย้อมติดสึได้ดีบนผ้าไนลอนและผ้าไหม ในขณะที่สามารถย้อมติดสีบนผ้าเรยอนได้เล็กน้อย ซึ่งสามารถเพิ่มความสามารถในการติดสีของผ้าเรยอนได้ด้วยการตกแต่งด้วยสารเพิ่ม ประจุบวก ผ้าที่ผ่านการยัอมมีความคงทนของสีต่อการใช้งานอยู่ในเกณฑ์ดี และเมื่อศึกษาผลของการทำมอร์แดนท์ต่อลักษณะสีและสมบัติความคงทนของสีของผ้าที่ได้ โดยทำการทตสอบความคงหนของสีต่อการซักล้าง ความคงทนของสีต่อเหงื่อ และความคงทนของสีต่อการขัดถู ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 121 พบว่าการทำมอร์แดนท์หลังการย้อมสามารถปรับปรุงความคงทนของสีได้ ค่าความคงทนของสีต่อการซักล้างและความคงทนชองสีต่อการเหงื่อมีค่าอยู่ในระดับดี แต่ความคงทนของสีต่อการขัดถูในภาวะเปียกมีผลอยู่ในระดับปานกลาง โดยชนิดของสารมอร์แดนท์ที่ใช้มีผลต่อลักษณะสีของผ้าที่ได้หลังจากการทำมอร์แดนท์
การยกระดับการใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบท้องถิ่นจากหน่อกะลาแบบบูรณาการของชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี สู่การแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดและบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา เพื่อศึกษาพัฒนาการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าย้อมสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา และเพื่อศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา โดยหน่อกะลาสดมีความชื้น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร ไขมัน และเถ้า เท่ากับ 94.86 1.25 0.34 0.64 และ 2.91%ตามลำดับ และมีปริมาณพลังงานทั้งหมดเท่ากับ 19.70 กิโลแคลอรี ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา พบว่า หน่อกะลาทดแทนผักกาดขาวในกิมจิ สามารถทดแทนได้ 75% ซึ่งมีความชื้น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร ไขมัน และเถ้า เท่ากับ 76.88 2.81 15.89 1.11 และ 3.31%ตามลำดับ และให้พลังงาน 83.99 กิโลแคลอรี:100 กรัม โดยกิมจิหน่อกะลาเก็บรักษาที่อุณหภูมิไม่เกิน 4 oC เก็บรักษาได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์ มีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด และมีปริมาณยีสต์และรา ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากสารสกัดและบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่า เครื่องดื่มหน่อกะลารสน้ำผึ้งมะนาว โดยผลิตภัณฑ์ต่อ 100 ml. มีพลังงาน 78.58 kcal, ไขมันทั้งหมด 0.22 g, ไขมันอิ่มตัว 0.01 g, ตรวจไม่พบโคเลสเตอรอล, โปรตีน 0.60 g, คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 18.56 g, น้ำตาลทั้งหมด 13.82 g, โซเดียม 18.63 mg, โพแทสเซียม 386.59 mg, เถ้า 0.88 g, ความชื้น 87.39 g. และมีสารต้านอนุมูลอิสระ 99.75% ส่วนบรรจุภัณฑ์สำหรับเครื่องดื่มจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา สามารถผลิตกระดาษที่จากเยื่อแห้งและเยื่อสด ศึกษาพัฒนาการพัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกผ้าย้อมสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่า จากการสกัดสีจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลาแล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง น้ำสีที่สกัดได้มีสีน้ำตาล และเมื่อทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จะได้น้ำสีเป็นสีน้ำตาลเข้ม และในวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการย้อมร้อน ผลการย้อมผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา โดยไม่ใช้สารช่วยติดพบว่า ให้สีชมพูอ่อน แต่หลังการซักความเข้มของสีบนผืนผ้าซีดจางลงเล็กน้อย และผลการย้อมผ้าฝ้ายด้วยสีธรรมชาติจากส่วนเหลือทิ้งหลังการเก็บเกี่ยวหน่อกะลา พบว่าหลังการซักความเข้มของสีบนผืนผ้าซีดจางลงปานกลาง ศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารว่างจากหน่อกะลาเพื่อยืดอายุการเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์อาหารว่างผลิตเป็นขนมจีบหมู พบว่า หน่อกะลาทดแทนเนื้อสัตว์ได้ 30% ขนมจีบหมูหน่อกะลามีองค์ประกอบทางเคมีดังนี้ โดยขนมจีบต่อ 100 g. มีเถ้า 1.45g, ไขมัน 28.75 g, ความชื้น 51.81 g, โปรตีน 8.66 g, คาร์โบไฮเดรตรวมใยอาหาร 7.91 g, พลังงาน 330.71 กิโลแคลอรี
การเปรียบเทียบคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปาในเขตภาคกลาง โดยใช้แผนการทดลองแบบบล็อกสุ่มสมบูรณ์
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพน้ำดิบที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาในเขตภาคกลางจากแหล่งน้ำดิบฝั่งตะวันตก (แม่น้ำแม่กลอง) และแหล่งน้ำดิบฝั่งตะวันออก (แม่น้ำเจ้าพระยา) และความแตกต่างของฤดูกาล และจุดเก็บตัวอย่างน้ำ จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำดิบสำหรับการผลิตน้ำประปา โดยวิเคราะห์คุณภาพน้ำดิบจาก 5 พารามิเตอร์ ประกอบด้วย ค่าพีเอช (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (EC) ค่าความเค็ม (Salinity) ค่าความขุ่น (Turbidity) และค่าของแข็งละลายน้ำ (TDS) ทำการเก็บตัวอย่างน้ำจากจุดเก็บตัวอย่าง ครอบคลุม 3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน ผลการศึกษาพบว่า การเปรียบเทียบพารามิเตอร์ที่บ่งชี้คุณภาพน้ำดิบจากแหล่งน้ำดิบฝั่งตะวันตก และแหล่งน้ำดิบตะวันออก ในฤดูหนาวพารามิเตอร์ทั้ง 5 ค่าที่ทำการศึกษา มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 สำหรับในฤดูร้อน และฤดูฝน พารามิเตอร์ที่ทำการศึกษาจากแหล่งน้ำดิบทั้ง 2 แหล่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ยกเว้นค่าความขุ่นไม่มีความแตกต่างกัน และเมื่อทำการเปรียบเทียบความแตกต่างของคุณภาพน้ำดิบ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) พบว่า ความแตกต่างระหว่างฤดูกาลมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำดิบในพารามิเตอร์ที่ทำการศึกษา สำหรับแหล่งน้ำดิบฝั่งตะวันตก (แม่น้ำแม่กลอง) ความแตกต่างระหว่างฤดูกาลจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าการนำไฟฟ้า ค่าความขุ่น และค่าของแข็งละลายน้ำที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะฤดูร้อนจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าพารามิเตอร์มากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 และแหล่งน้ำดิบฝั่งตะวันออก (แม่น้ำเจ้าพระยา) ความแตกต่างระหว่างฤดูกาลจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าความเค็ม ค่าความขุ่น และค่าของแข็งละลายน้ำที่แตกต่างกัน โดยฤดูร้อนจะมีผลต่อค่าความเค็มมากที่สุด ขณะที่ฤดูหนาวจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าความขุ่น และค่าของแข็งละลายน้ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05