จำนวนงานวิจัย ( 261 )

การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี
การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา การสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพส่งผลกระทบระหว่าง การจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญและความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชี ซึ่งทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้สอบบัญชี จำนวน 64 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบพหุคูณ และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการทดสอบความถดถอยเชิงพหุ พบว่า จรรยาบรรณของผู้สอบบัญชี และแรงจูงใจของผู้สอบบัญชี มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการจัดการความรู้ด้านคุณภาพที่สำคัญโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ รวมถึงคุณภาพงานสอบบัญชี คุณภาพของผู้สอบบัญชี และคุณภาพขององค์กร มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ตลอดจนการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเป็นเลิศของคุณภาพงานสอบบัญชีโดยรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการจัดการความรู้ และการสังเกตและสงสัยเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพมีผลต่อคุณภาพงานสอบบัญชีอย่างมีนัยสำคัญ การศึกษานี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนามาตรฐานและเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของวิชาชีพในระดับสำนักงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชี หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันการศึกษาในอนาคต

2567
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากรคณะบริหารธุรกิจ วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ จานวน 140 คน ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อรูปแบบและวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์สู่บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน โดยผู้ที่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว และการสื่อสารตามแนวนอน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีการศึกษาแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานที่แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่สังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากรูปแบบการถ่ายทอดโดยการสื่อสารทางเดียว การสื่อสารสองทาง และการสื่อสารตามแนวนอน ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และบุคลากรที่มีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์แตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์จากวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน โดยผู้ที่เคยมีประสบการณ์ในการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์มากกว่าผู้ที่ไม่เคยรับรู้แผนยุทธศาสตร์ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีอายุแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 บุคลากรที่มีประสบการณ์ทางานแตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อบุคคลแตกต่างกัน แต่มีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ บุคลากรที่มีสังกัดงาน (สายงาน) แตกต่างกันมีระดับการรับรู้แผนยุทธศาสตร์ โดยวิธีการถ่ายทอดแผนยุทธศาสตร์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านสื่อบุคคล ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

2567
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งออกกัญชาไทยในตลาดสากล
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการส่งออกกัญชาไทยในตลาดสากล

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากฎหมายและมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกกัญชาไทยในตลาดสากล 2) วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายต่อการส่งออกกัญชาไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 17 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่ายงานภาครัฐ 10 และผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1)กฎหมายไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติ ค.ศ.1961 และกฎหมายภายในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็ฯสมุนไพรควบคุม ส่งผลให้การส่งออกต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเข้มงวด ต้องมีใบรับรองการนำเข้าจากประเทศปลายทาง (Import Certificate) และใบอนุญาตส่งออก (Export Permit) รวมทั้งต้องรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง 2) มาตรการทางกฎหมายแม้ช่วยสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เช่น การบังคับใช้มาตรฐาน GACP และ GMP แต่ความยุ่งยากของขั้นตอนกฎหมายทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและวิสาหกิจชุมชน เข้าถึงได้ยาก เกิดต้นทุนสูง และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง เช่น แคนาดาและอิสราเอล ได้อย่างเต็มที อีกทั้งยังพบอุปสรร ได้แก่ ขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อนและ ล่าช้า ภาษีนำเข้าและค่าขนส่งสูง รวมทั้งข้อกำหนดเข้มงวดของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรฐาน EU-GMP ของสหภาพยูโรป และ TGO 93 ของออสเตรเลีย ข้อเสนอแนะ ควรปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานลากล (EU-GMP, track-and-trace) จัดตั้ง One-stop Service เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงมาตรฐานคุณภาพ (GACP< GMP, EU-GMP) ผ่านกองทุน เงินทุนวิจัย และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ด้วยคู่มือ/Infographic และพัฒนาหลักสูตรอบรมด้านกฎหมายและธุรกิจกัญชา

2567
มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยในสังกัดรัฐ
มาตรการทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุของมหาวิทยาลัยในสังกัดรัฐ

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาปรากฏการณ์การจ้างงานของบุคลากรสูงอายุในมหาวิทยาลัยของประเทศไทยท่ามกลางบริบทของการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์โดยใช้กรอบทฤษฎี (Institutional Theory) ทฤษฎีทุนมนุษย์ (Human Capital Theory) แนวคิดพฤฒพลัง (Active Ageing Framework) และทฤษฎีการจัดการความรู้ (Knowledge Management Theory) เป็นฐานในการวิเคราะห์การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล และบุคลากรสูงอายุรวมทั้งใช้เครื่องมือในการวิจัยคือ การวิเคราะห์เอกสารนโยบายที่เกี่ยวข้องโดยการใช้การวิเคราะห์เชิงแก่น (Thematic Analysis) และการวิเคราะห์เชิงกรณีศึกษา (Cross-case Analysis) ซึ่งผลการวิจัยพบว่าปัจจัยเชิงสถาบันเช่น กรอบกฎหมายและนโยบายภาครัฐ เป็นข้อจำกัดในการจ้างงาน ในขณะที่ปัจจัยเชิงทุนมนุษย์และการจัดการความรู้สะท้อนถึงคุณค่าของบุคลากรสูงอายุในการถ่ายทอดความรู้และการเสริมสร้างศักยภาพของมหาวิทยาลัย จากข้อค้นพบดังกล่าวงานวิจัยนี้จึงเสนอว่า การออกแบบนโยบายเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมทั้งด้านกฎหมาย สังคม และการบริหารทรัพยากรบุคคล จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนความท้าทายของสังคมสูงวัยให้เป็นโอกาสในเชิงยุทธศาสตร์สำหรับระบบอุดมศึกษาไทย

2567
การออกแบบและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ก้อนเห็ดเศรษฐกิจ จ.สุพรรณบุรี
การออกแบบและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ก้อนเห็ดเศรษฐกิจ จ.สุพรรณบุรี

บทความการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1. เพื่อศึกษาข้อมูลของผลิตภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี 2. เพื่อออกแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจบรรจุภัณฑ์ต้นแบบของผลิตภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี 4. เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในปัจจุบันต้องได้รับการปรับปรุง จากการดำเนินการวิจัยโดยมีผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 2 ราย และลูกค้าที่ซื้อก้อนเพาะเห็ดเศรษฐกิจ จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 10 ราย เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก ส่งผลให้มีการออกแบบและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดแบบใหม่และได้ดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณแบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อบรรจุภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดแบบใหม่ โดยมีการเลือกสุ่มตัวอย่างแบบไม่เจาะจง จำนวน 100 ราย โดยใช้แบบสอบถาม พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามเป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย มีอายุ 20-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นพนักงานบริษัท รายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท สถานภาพโสด ที่อยู่อาศัยเป็นบ้าน โดยมีพฤติกรรมยังไม่เคยซื้อก้อนเพาะเห็ด ยังเห็นว่าการเพาะเห็ดควรเพาะเลี้ยงที่สวน ยังมีพฤติกรรมซื้อก้อนเห็ดมาเพาะเลี้ยงเห็ดเพื่อบริโภคในครัวเรือน ได้รับคำแนะนำการเพาะเลี้ยงเห็ดจากสื่อโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรืออินเตอร์เน็ต และผู้ตอบแบบสอบถามยังพบปัญหาและอุปสรรคการเพาะเลี้ยงเห็ดเนื่องด้วยไม่มีพื้นที่ที่เหมาะสมการเพาะเลี้ยงเห็ด จากการออกแบบบรรจุภัณฑ์ก้อนเพาะเห็ดพบว่า ด้านการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากที่สุดในด้านบรรจุภัณฑ์ช่วยอำนวยความสะดวก เช่น การถือ การจัดเก็บรักษา การขนส่ง เป็นต้น และด้านการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์ ผู้บริโภคมีความพึงพอใจมากในด้านบรรจุภัณฑ์บอกรายละเอียดของผลิตภัณฑ์อย่างครบถ้วน สุดท้ายความพึงพอใจเกี่ยวกับด้านอื่น ๆ มีระดับพอใจมากที่สุดในด้านบรรจุภัณฑ์ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่าด้านการออกแบบโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ โดยสรุปได้ว่าโครงสร้างและรูปร่างบรรจุภัณฑ์สะดวกต่อการงาน ทางด้านการออกแบบกราฟิกบนบรรจุภัณฑ์สามารถใช้สี การสื่อความหมาย และความครบถ้วนของข้อมูลในบรรจุภัณฑ์ได้ดี

2567