จำนวนงานวิจัย ( 261 )

ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน
ผลกระทบจากอุณหภูมิและผลได้เชิงมวลต่อคุณสมบัติทางเชื้อเพลิงของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟคชัน

งานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาผลกระทบของเวลาในการทอร์รีแฟคชัน อุณหภูมิในการทอร์รี แฟคชัน และการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าว ต่อคุณสมบัติของฟางข้าวที่ผ่านกระบวนการทอร์รีแฟค ชัน โดยดำเนินการทอร์รีแฟคชันที่อุณหภูมิ 220 °C, 250 °C และ 280 °C โดยตั้งเป้าหมายการสูญเสีย น้ำหนักที่ 10%, 20% และ 30% ของน้ำหนักเริ่มต้น ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มอุณหภูมิในการ ทอร์รีแฟคชันช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการบรรลุการสูญเสียน้ำหนักของฟางข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ การ วิเคราะห์ทางกายภาพเผยให้พบว่าปริมาณคาร์บอนคงที่ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นหลังจากกระบวนการทอร์ รีแฟคชัน โดยมีค่าระหว่าง 22.45% ถึง 28.48% ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและการสูญเสียน้ำหนักของฟาง ข้าว ในทางตรงกันข้าม ปริมาณสารระเหยและความชื้นลดลง ซึ่งสะท้อนถึงคุณสมบัติพลังงานที่ดีขึ้น ของชีวมวลที่ผ่านการทอร์รีแฟคชัน ปริมาณเถ้าสูงขึ้นหลังจากการทอร์รีแฟคชัน แสดงให้เห็นถึงสาร อนินทรีย์ที่เหลืออยู่มากขึ้น การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีแสดงให้เห็นว่าปริมาณไนโตรเจนคงที่ ขณะที่ปริมาณคาร์บอนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อปริมาณไฮโดรเจนและออกซิเจนลดลงตามความ รุนแรงของกระบวนการทอร์รีแฟคชัน ค่าอุณหภูมิความร้อนสูงสุด (HHV) ของฟางข้าวเพิ่มขึ้นจาก 16.55 MJ/kg ก่อนการทอร์รีแฟคชัน เป็นค่าในช่วง 17.59 ถึง 18.88 MJ/kg ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความ มีประสิทธิภาพของกระบวนการในการเพิ่มพลังงานของเชื้อเพลิง โดยรวมแล้ว ผลการศึกษาชี้ให้เห็น ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเงื่อนไขการทอร์รีแฟคชันและคุณสมบัติของชีวมวล โดยการควบคุมอุณหภูมิ และการสูญเสียน้ำหนักของชีวมวลอย่างเหมาะสมสามารถปรับปรุงคุณภาพเชื้อเพลิงของฟางข้าวได้ อย่างมีนัยสำคัญ

2567
การศึกษาแนวทางแก้ปัญหามลพิษของเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง
การศึกษาแนวทางแก้ปัญหามลพิษของเตาเผาขยะประสิทธิภาพสูงเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชนใกล้เคียง

เนื่องจากในปัจจุบัน "ปัญหาขยะล้นเมือง" เป็นหนึ่งในปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตที่อยู่ บนโลก เพราะจำนวนขยะมหาศาลที่ไม่ถูกทำลายอย่างถูกต้องและเหมาะสม ก็จะไปเจือปนอยู่ในระบบนิเวศ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำ ดิน พืชผัก ทะเล รวมถึงสัตว์น้ำ และสัตว์ทะเลนานาชนิด สุดท้ายก็กลับมาสะสมใน ร่างกายมนุษย์ที่บริโภคสารปนเปื้อนเหล่านั้น อีกทั้งยังเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วยปัญหา ขยะล้นเมืองนั้นมีสาเหตุมาจากมนุษย์แทบทั้งหมด โดยใน 1 วัน ทุกคนจะสร้างขยะเฉลี่ยประมาณ 1.14 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นปริมาณที่มาก เมื่อเทียบกับการทำลาย และจัดการขยะที่ต่อวันที่ทำได้อย่างไม่สมดุลจน เกิดเป็นปัญหาขยะสะสม ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เพราะการกำจัดขยะในปริมาณ มากจะต้องใช้ทั้งเวลาและพื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากขยะแต่ละประเภทมีขั้นตอน และวิธีในการกำจัดที่แตกต่าง กันออกไป โครงการวิจัยนี้อธิบายการทำวิจัยและพัฒนาเตาเผาขยะชุมชนประสิทธิภาพสูงเพื่อนำเตาเผาขยะ ชุมชนประสิทธิภาพสูงไปใช้สู่เชิงพาณิชย์รับ โดยสามารถกำจัดได้ทั้งขยะแห้งและขยะเปียก เผาทำลายขยะ ทั้งใหม่และเก่า โดยการเผาทำลายนั้นต้องไม่ก่อมลพิษ ทั้งควัน, กลิ่น และ ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งต้องสามารถ นำขยะที่ผ่านกระบวนการเผามาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างมูลค่าต่อ เช่น น้ำมัน ,เม็ดพลาสติก และไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากได้ผลลัพธ์ทางตรงในการกำจัดขยะที่ตกค้างเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่แล้วยังจะเป็นการช่วยลดโลกร้อน สร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน และสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ผู้เกี่ยวข้องอย่างมากมาย

2567
การทวนสอบแรงบิดด้วยเทคนิคการต่อสเตรนเกจวงจรแบบฟูลบริดจ์เพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
การทวนสอบแรงบิดด้วยเทคนิคการต่อสเตรนเกจวงจรแบบฟูลบริดจ์เพื่อพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

งานวิจัยเรื่องการทวนสอบแรงบิดด้วยเทคนิคการต่อสเตรนเกจวงจรแบบฟูลบริดจ์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบชุดทดสอบและศึกษาค่าความคลาดเคลื่อนของชุดทดสอบทอร์กทรานสดิวเซอร์ โดยชุดทดสอบมีคานรับมวลความยาว 1,000 มิลลิเมตร สามารถสร้างแรงบิดที่ทอร์กทรานสดิวเซอร์ได้สูงสุดไม่เกิน 1,000 นิวตันต่อเมตร การทดลองจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงการทวนสอบชุดทดสอบทอร์กทรานสดิวเซอร์ และช่วงการทดลองหาความเป็นเชิงเส้นและค่าความคลาดเคลื่อนของชุดทดสอบทอร์กทรานสดิวเซอร์ โดยทั้ง 2 ช่วงจะทดลองที่อุณหภูมิ 25 องศา ใช้มวลขนาด 0.1 กิโลกรัม ถึง 103.10 กิโลกรัม ในสภาวะแรงบิดต่ำสุดที่ 1 นิวตันต่อเมตร และแรงบิดสูงสุด 880 นิวตันต่อเมตร จากการทดลองพบว่าความเป็นเชิงเส้นระหว่างแรงบิดที่ได้จากการคำนวณกับมาตรวัด และแรงบิดที่ได้จากการคำนวณกับสัญญาณแรงดัน ทางไฟฟ้า นั้นมีค่าความชันเฉลี่ย เท่ากับ 0.9851 และ 0.0050 มีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานของ มาตรวัดและสัญญาณแรงดันไฟฟ้า เท่ากับ 0.2883 และ 0.2564 และมีค่าความคลาดเคลื่อนจาก ชุดทดสอบทอร์กทรานสดิวเซอร์ มีค่าเท่ากับ 0.0148 (ร้อยละ 1.48)

2567
การทวนสอบอุปกรณ์ตรวจวัดความดันแบบเปียกเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม
การทวนสอบอุปกรณ์ตรวจวัดความดันแบบเปียกเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

งานวิจัยเรื่องการทวนสอบอุปกรณ์ตรวจวัดความดันแบบเปียกเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีวัตถุประสงค์ เพื่อออกแบบชุดทวนสอบอุปกรณ์วัดความดันและศึกษาความคลาดเคลื่อนของชุดทวนสอบอุปกรณ์วัดความดัน การออกแบบชุดสาธิตฯ เลือกใช้ประเภท Hydraulic dead weight tester และใช้น้ำมันเป็นสารตัวกลาง โดยการออกแบบนั้นอาศัยทฤษฎีคานงัดคานดีด ผลการศึกษาถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การทวนสอบ และ 2) การทดสอบความเป็นเชิงเส้น การเปรียบเทียบผลการทวนสอบความดันที่ได้จากการคำนวณและมาตรแสดงผลที่สภาวะความดันสูงสุดถูกพบว่า มีความแตกต่างกันร้อยละ 12.42 และที่สภาวะความดันต่ำสุด มีความแตกต่างกันร้อยละ 25 อีกทั้งการทดสอบความเป็นเชิงเส้นระหว่างความดัน ที่ได้จากการคำนวณและมาตรแสดงผล พบว่ามีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.9999 โดยมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.00558 และมีค่าความคลาดเคลื่อนระหว่างความดันที่ได้จาก การคำนวณและมาตรแสดงผล เฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 16.36

2567
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรเพื่อกำจัดสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง
นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรเพื่อกำจัดสารเคมีสังเคราะห์ตกค้าง

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ใบรางจืด, ใบยูคาลิปตัส, เปลือกส้มโอ และอบเชย ซึ่งมีศักยภาพในการกำจัดสารเคมีสังเคราะห์ที่ตกค้างในน้ำทิ้งและบนพื้นผิวสัมผัส ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากสมุนไพรที่ใช้เอทานอล 80% ที่ความเข้มข้น 0.05% สามารถลดการปนเปื้อนของสารเคมี 4 ชนิด คือ C.I. Reactive Brown 18, Crystal Violet, Methylene Blue และ Safranin โดยมีประสิทธิภาพที่น่าพอใจ เช่น สารสกัด Crystal Violet ลดลง 29.4% ขณะที่สารสกัด Methylene Blue ลดลงสูงถึง 70.6% นอกจากนี้ สารสกัดทั้ง 4 ชนิดนี้ไม่เป็นพิษต่อกลุ่มจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ ยกเว้นสารสกัดใบยูคาลิปตัส ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นพิษต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา Aspergillus niger ในระดับต่ำ โดยมีการลดลงประมาณ 10-20% บนอาหารแข็ง การทดลองในส่วนของการพัฒนาสูตรผสมของสารสกัดทั้ง 4 ชนิดในอัตราส่วน 1:1 พบว่าประสิทธิภาพรวมของสูตรนี้สามารถสูงเกิน 80% ในการลดการปนเปื้อนทั้งบนพื้นผิวและในน้ำ แต่ในกรณีของการใช้งานบนผ้าพบว่าประสิทธิภาพลดลง ไม่เกิน 50% หากสารเคมีแห้งไม่เกิน 30 นาที อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของสารสกัดเหล่านี้จะลดลงหากเก็บไว้นานเกิน 3 เดือน เช่น สารสกัดใบรางจืดเมื่อใช้งานกับ Crystal Violet พบว่าประสิทธิภาพลดลง 21.6% สารสกัดใบยูคาลิปตัสเมื่อทำการทดสอบกับ Methylene Blue ลดลง 6% และสารสกัดเปลือกส้มโอ ต่อ Methylene Blue ลดลง 29.2% ในขณะที่สารสกัดอบเชยต่อ Safranin ลดลง 36.8% การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์จากสารสกัดสมุนไพร 4 ชนิดนี้สามารถเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารเคมีสังเคราะห์จากธรรมชาติ โดยไม่ก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นมิตรต่อผู้ใช้ เนื่องจากสารสกัดเหล่านี้มาจากธรรมชาติและไม่มีสารกันบูด ซึ่งทำให้เหมาะสมกับการใช้งานในด้านความปลอดภัย ทั้งนี้ ควรเก็บสารสกัดไว้ ไม่เกิน 3 เดือนเพื่อรักษาประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีที่สุด โดยทางเลือกนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่สมุนไพร แต่ยังส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในการจัดการกับสารเคมีตกค้างในชีวิตประจำวันอีกด้วย

2567