จำนวนงานวิจัย ( 253 )

การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System โดยมุ่งเน้นศึกษาการรับรู้ของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยเข้าสู่การประเมินมาตรฐานในการยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System และการรับรู้ในการมีส่วนร่วมของหน่วยงานตนเอง ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System เพื่อนำผลการวิจัยไปหาแนวทางในการส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์การาประเมินและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ได้รับผลการประเมินในระดับที่สูงขึ้นโดยประชากรท่มใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยแบ่งเป็น บุคลากรสายวิชาการจำนวน 519 บุคลากรสายสนันสนุนจำนวน 636 คน ประชากรทั้งหมดจะเท่ากับ 1,155 คน กลุ่มประชากรตัวอย่างทีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครมีการรับรู้การประเมิน QS Star Rating System คืออะไร จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% มีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System มีความสำคัญกับการพัฒนามหาวิทยาลัย จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% และมีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System เกี่ยวข้องกับการประเมินในหน่วยงานของตนเอง จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% โดยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการประเมินภาพรวมของ QS Star Rating System ค่าเฉลี่ย (X) อยู่ที่ 3.56 ระดับการรับรู้มาก และบุคลากรมีส่วนร่วมด้านการวิจัย มากที่สุด รองลงมาเป็น ด้านการสอน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการพัฒนา ด้านวิชาการ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านนวัตกรรม ด้านความเป็นสากล ด้านการจ้างงาน และด้านความเท่าเทียม ตามลำดับ

2567
การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลให้กับเครื่องประดับจากเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า และเพื่อออกแบบเครื่องประดับจากเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมและวิถีวิชิตของกลุ่มชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่อศัยอยู่ร่วมกับช้างป่าได้อย่างดี จึงนำเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า มีการตัดหัวผ้าและปลายผ้าทอทิ้ง นำเส้นไหมจำนวน 5-9 เส้น ต่างสีบางหรือสีเดียวกันนำมาปั่นเกลียวด้วยอุปกรณ์ปั่นเกลียวแบบพื้นบ้านให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ใช้เทคนิคหัตถกรรมพื้นบ้านการถัก การทอ และการสาน ผสมเส้นไหมดิ้นทอเพิ่มความหรูหรา ใช้ด้วยวัสดุธรรมชาติ วัสดุแต่งเครื่องประดับให้มีความทันสมัย และตกแต่งด้วยนวัตกรรมสารสะท้อนน้ำเคลือบเส้นใยไหม นำสัญลักษณ์รูปช้างมาประกอบตกแต่งบนชิ้นงานเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณาวิเคราะห์ร่วมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติ ในการวิเคราะห์การออกแบบเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการ/นักออกแบบแนการออกแบบแฟชั่น จำนวน 5 คน ผู้บริโภคในชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้บริโภคทางสื่อเทคโนยี จำนวน 100 คน ที่มีต่อรูปแบบการเครื่องประดับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการศึกษา พบว่า การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า และการออกแบบเครื่องประดับมี 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเครื่องประดับต่างหู จำนวน 3 รูปแบบ และกลุ่มเครื่องประดับสร้อยคอ จำนวน 3 รูปแบบ จากการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการ/นักออกแบบด้านการออกแบบแฟชั่นมีความพึงพอใจภาพรวมเฉลี่ย 4.29 และ กลุ่มผู้บริโภคความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ย 4.27 โดยกลุ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย สามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้าของชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่การผลิตเป็นสินค้าในกลุ่มของที่ระลึก เพื่อช่วยให้ชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อมในการลดการทิ้งขยะและช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

2567
การเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมตนเองเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
การเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมตนเองเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มวัยกลางคนที่มีความสัมพันธ์กับการเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ 2) เพื่อศึกษาความถี่ในการเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนที่มีความสัมพันธ์กับวิธีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคน และ 3) เพื่อศึกษาการเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนที่มีความสัมพันธ์กับวิธีการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคน ผลการวิจัยพบว่า สมมุติฐานที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มวัยกลางคนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส อายุ ระดับการศึกษา ระดับรายได้ อาชีพ ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน ทรัพย์สิน การอยู่อาศัยร่วมบ้าน/ที่พักอาศัยปัจจุบัน สมมุติฐานที่ 2 ความถี่ในการเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับระดับการรับรู้ข้อมูลการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคน ได้แก่ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ สื่อบุคคล สื่อสิ่งพิมพ์ เว็บไซต์ ไลน์ ติ๊กต่อก เอ็กซ์ สื่ออินเทอร์เน็ตประเภทพ็อดแคส ยูทูบ ทั้งนี้ เมื่อผู้รับสารมีความถี่ในการเปิดรับสื่อรณรงค์มากย่อมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้ สมมุติฐานที่ 3 การเปิดรับสื่อรณรงค์เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ โดยแบ่งการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนเป็นจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ความพร้อมทางด้านสุขภาพ ความพร้อมทางด้านสังคม ความพร้อมทางด้านเศรษฐกิจ และความพร้อมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งการเปิดรับสื่อเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณของกลุ่มวัยกลางคนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณในทุกด้าน

2567
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต ของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตรเทคโนโลยี บัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกครีเอทีฟมีเดียเทคโนโลยี คณเทคโนโลยี สื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 175 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสนทนากลุ่ม จำนวน 5 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ใช้บัณฑิต อาจารย์ ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมทั้งสิ้น 41 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า กำลังศึกษาในโรงเรียนรัฐบาล สังกัดแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มาจากครอบครัวที่มีรายได้ระดับปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเผยให้เห็นปัจจัยเชิงโครงสร้างในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย 4 องค์ประกอบหลัก ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญของการสร้างตราสินค้าสถาบันให้แข็งแกร่ง ควบคู่กับการพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันต่อความต้องการของตลาดแรงงาน การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการสื่อสารการตลาดที่มีประสิทธิผลต่อกลุ่มเป้าหมาย ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและจุดอ่อนของบัณฑิต รวมทั้งแนวทางในการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะความสามารถหลากหลาย โดยควรบูรณาการทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้ากับการเรียนการสอนที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริงและส่งเสริมการปฏิบัติงานในสถานประกอบการ ซึ่งล้วนเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการพัฒนาหลักสูตรและการวางกลยุทธ์การรับนักศึกษาในอนาคต

2567
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตร เทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตร เทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยเรื่อง “การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรเทคโนโลยีการ ภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร” เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-methods Research) โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสำรวจความต้องการของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในเขตกรุงเทพมหานครในการศึกษาต่อด้านเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามความต้องการของสถานประกอบการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลสำหรับคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนและสถานประกอบการการวิจัยเชิงปริมาณใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในเข๖กรุงเทพมหานคร จำนวน 401 คน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders) จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์, ผู้กำกับภาพยนต์, ตัวแทนภาครัฐหรือสมาคมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย, นักวิจารณ์ภาพยนตร์ และนักวิชาการด้าน ภาพยนตร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า มีความต้องการศึกษาต่อในหลักสูตร เทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลในระดับสูง โดยปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาสูงสุด ได้แก่ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ (ค่าเฉลี่ย 4.22), การเรียนที่เน้นการฝึกปฏิบัติจริง (ค่าเฉลี่ย 4.19), การมี อาจารย์พิเศษผู้เชี่ยวชาญจากวงการ (ค่าเฉลี่ย 4.16), การมีทุนสนับสนุนการศึกษาแบบให้เปล่า (ค่าเฉลี่ย 4.13) และความพร้อมของเครื่องมืออุปกรณ์ (ค่าเฉลี่ย 4.07) 2. ในด้านคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ สามารถแบ่งคุณลักษณะออกได้เป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ 1)ความพร้อมใช้งานและสมรรถนะการทำงานจริง 2) ความหลากหลายของทักษะและความยืดหยุ่นในการปรับตัว 3) ทัศนคติและความเป็นมืออาชีพ 4) ความคิดสร้างสรรค์และวิสัยทัศน์เชิงศิลปะ และ 5) คุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ โดยพบว่าอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยปัจจุบัน ยังขาดแคลนบุคลากร ที่มีทักษะด้านการเขียนบทภาพยนตร์และการบริหารจัดการเชิงธุรกิจเป็นอย่างมาก 3. แนวทางการพัฒนาหลักสูตร สามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ด้านการวางตำแหน่งและโครงสร้างหลักสูตร 2 ด้านเนื้อหาและสมรรถนะหลัก 3) ด้านกลยุทธ์การจัดการเรียนการสอน 4 ด้าน คณาจารย์และความร่วมมือกับอุตสาหกรรม 5) ด้านการรับนักศึกษาและการส่งเสริมผู้เรียน 6) ด้านทรัพยากรและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ 7) ด้านการบริหารและประเมินหลักสูตร ผลการวิจัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความต้องการที่สอดคล้องกัน ระหว่างผู้เรียนและสถานประกอบการ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญในการยืนยันถึงความจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีการภาพยนตร์และสื่อดิจิทัลที่เน้นสมรรถนะ (Competency-Based) เพื่อลดช่องว่างระหว่างโลกการศึกษากับโลกวิชาชีพ และสามารถผลิตบัณฑิตที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศได้อย่างแท้จริง

2567