จำนวนงานวิจัย ( 137 )

การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี
การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี

โครงการวิจัย การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี หน่วยงานที่รับผิดชอบ คือ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี คือ เป็นการรวบรวมการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) และเชิงปริมาณ (Quantitative Method) เข้าด้วยกัน โดยใช้การวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Explanatory Sequential Design) เป็นการวิจัยที่แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ช่วงแรกจะเป็นการวิจัยเชิงปริมาณก่อนเพื่อตอบปัญหาการวิจัย และต่อด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อช่วยในการอธิบายผลให้กระจ่างยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์หลักของโครงการวิจัย การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี มีด้วยกัน 3 ข้อ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการและให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเพชรบุรี และ 3) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างและพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรี โดยเป้าหมายของการศึกษาวิจัย คือ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว รวมไปถึงรูปแบบเส้นทางการท่องเที่ยว กิจกรรมนันทนาการเพื่อการท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชนสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการบริหารจัดการธุรกิจที่พักเพื่อสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ผลการวิจัย พบว่า ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในจังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับดี และสามารถพัฒนาได้อีก แต่ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบหลาย อย่างเพิ่มเติม ทั้งในเรื่องของงบประมาณที่ได้รับการสนับสนุน การประชาสัมพันธ์ การมีส่วนร่วม และนโยบายต่าง ๆ ที่ภาครัฐเสนอเพื่อที่จะนำมาพัฒนา ปรับปรุง และยกระดับแหล่งท่องเที่ยวให้มีความเหมาะสมกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากมีอัตราการเกิดน้อยลง เพราะเป็นผลมาจากสภาพเศรษฐกิจ สังคม และปัญหาที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ โดยเฉพาะในเรื่องของสุขภาพ ดังนั้นจึงต้องมีการกำหนดแนวทางและโยบายที่จะเข้าพัฒนาและยกระดับศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้มีมาตรฐาน และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรี ในส่วนของรูปแบบการจัดการและให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของจังหวัดเพชรบุรี ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนในแต่ละพื้นที่ โดยมีการจัดประชุม วางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่าง ๆ และยังมีบางกลุ่มที่มีความสนใจในการเข้าร่วมและมีจิตอาสาที่จะเข้าช่วยเหลือและพร้อมที่จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงรูปแบบการจัดการและการให้บริการการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากขึ้น และสุดท้ายแนวทางในการสร้างและพัฒนากระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนในจังหวัดเพชรบุรีการมีส่วนร่วมของคนในจังหวัดเพชรบุรีในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุนั้น คนในชุมชนส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการช่วยกันพัฒนาและเสนอแนวคิดในการสร้างสรรค์กระบวนการในการจัดการในเรื่องของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ถึงแม้ว่าในบางชุมชนจะไม่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพก็ตาม แต่ในภาพรวมของจังหวัดถือว่าเพชรบุรีเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติทุกช่วงวัยเดินทางไปท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางไปท่องเที่ยวนั้นจะคำนึงถึงความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการเดินทาง มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย มีที่พักแรมไว้คอยบริการและเพียงพอต่อการรองรับนักท่องเที่ยว อีกทั้งคนในชุมชนเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการช่วยกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน และพร้อมที่จะยอมรับในการเปลี่ยนแปลง เพื่อพัฒนาชุมชนของตัวเองให้ดีขึ้น

2566
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม
มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบริหารจัดการพลังงานภาคเกษตรกรรม

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายด้านการบริหารจัดการ พลังงานและการผลิตไฟฟ้าสำหรับชุมชน (2) เพื่อสร้างรายได้และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและลดข้อจำกัดทางด้านกฎหมายให้กับชุมชน (3) เพื่อนำเสนอนโยบายด้านกฎหมายต่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานและกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน การวิจัยใช้วิธีแบบผสมทั้ง เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed-method) โดยประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร (documentary research) ทบทวนวรรณกรรม การเก็บข้อมูลภาคสนาม (Field Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้เกี่ยวข้องจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน นักวิชาการด้านพลังงาน และผู้ประกอบการวิชาชีพกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 22 คน นอกจากนี้ยังมีการวิจัยเชิงปริมาณโดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) กลุ่มคนในชุมชนที่มีการใช้พลังงานในภาคเกษตรกรรม จังหวัดสระแก้ว รวม 400 คน ผลการวิจัยพบว่า จังหวัดสระแก้วมีการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในการสูบน้ำแบบบ่อบาดาลและผิวดินเพื่อการเกษตร เช่น ปั๊มหอยโข่ง ปั๊มซับเมอร์ส เป็นต้น รวมถึงนำ มีการติดตั้งระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ ตู้อบแห้ง และโรงอบแห้งมาใช้ในวิสาหกิจชุมชนเพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสร้างมูลค่าในทรัพยากรในท้องถิ่น มีการส่งเสริมและสนับสนุนอุปกรณ์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า รถลากจูง และรถเข็นโซลาร์เซล แต่ยังประสบปัญหาหลายประการ เช่น ข้อจำกัดการใช้ที่ดินในพื้นที่เกษตรกรรมหรือป่าไม้ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ การซ่อมบำรุงรักษา ขั้นตอนการขออนุญาติที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายและข้อบังคับเพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างจริงจัง รวมถึงการอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตและการบริหารจัดการในที่ดินการเกษตรหรือป่าไม้ นอกจากนี้ การส่งเสริมการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งด้านการเงิน อุปกรณ์ และการฝึกอบรม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในภาคเกษตรกรรม และช่วยลดต้นทุนไฟฟ้าในพื้นที่ชนบท

2566
การพัฒนาระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การพัฒนาระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพระบบจัดทำเอกสารค่าสอนเกินภาระงานสอน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อ ระบบที่พัฒนาขึ้นผลการศึกษาพบว่า ประสิทธิภาพของระบบด้วยการประเมินผลแบบ Black Box Texsting มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด คือด้านการทำงานได้ตามฟังก์ชั่นงานของระบบ ผละการทดสอบความเห็นชอบร่วมกันของการประเมินประสิทธิภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และได้นำไปใช้กับอาจารย์ สาขาวิชาระบบสารสนเทศ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 5 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงพบว่า อาจารย์มีความพึงพอใจในการใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นในระดับมากที่สุด และด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือด้านการทำงานของระบบเช่นเดียวกับผู้เชี่ยวชาญ ผลการทดสอบการกระจายของการประเมินความพึงพอใจของนักศึกษา ด้วยวิธี One Sample Kolmogorov-Smirnov Test พบว่า อาจารย์มีความเห็นไปในทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566
การรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจที่ส่งผลไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร
การรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจที่ส่งผลไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร

ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ได้ปรับเปลี่ยนไปด้วย การวิจัยครั้งนี้มีวัตุประสงค์ เพื่อศึกษาการรับรู้ความเสี่ยงความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจในการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ เพื่อศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจของผู้ใช้บริการที่มีผลต่อการเลือกใช้เทคโนโลยีทางการเงินของผู้ใช้บริการทางการเงินกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคคลกลุ่มเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ที่จับจ่ายในศูนย์การค้าย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจกรุงเทพมหานคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันและการวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกส์ ผลการวิจัยพบว่า ไลฟ์สไตล์การใช้ Mobile/ Online Payment มีการรับรู้ความเสี่ยงมากที่สุดและมีการไว้วางใจในการให้บริการ Electronic Money มากที่สุด ส่วน Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine มีความไว้วางใจมากที่สุดด้านความซื่อสัตย์ ส่วนผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้ความเสี่ยง Mobile/ Online Payment และ Electronic Money มีความสัมพันธ์กับความไว้วางใจในระดับสูง มีค่าความสัมพันธ์ในทางบวกลักษณะคล้อยตามกัน และส่วนผลการศึกษาอิทธิพลของการรับรู้ความเสี่ยงและความไว้วางใจพบว่า ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความไว้ใจด้านความซื่อสัตย์จะส่งผลในการเลือกใช้ Mobile/ Online Payment และ Electronic Money เพิ่มขึ้น ปัจจัยเสี่ยงและความไว้วางใจที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้ Debit/ Credit Card และ Automated Teller Machine คือ ความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัว ส่งผลในการเลือกใช้เพิ่มขึ้น

2566
ปัญหาการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการเสียภาษีของผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
ปัญหาการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย และการเสียภาษีของผู้ประกอบการร้านโชวห่วย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างลักษณะด้านปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย และการเสียภาษีเงินได้ที่มีผลต่อปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการร้านโชห่วย จำนวน 97 รายเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติการทดสอบ t-test, F-test) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยวิธีเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation Coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ ต่ำกว่า 30 ปี มีสถานภาพโสด การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มีประสบการณ์ในการเปิดร้านค้า ต่ำกว่า 10 ปี มีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่า 20,000 บาท ไม่เคยมีประสบการณ์การจัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย ไม่เคยมีประสบการณ์ในการเสียภาษีเงินได้ ผลการศึกษาป็ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ไม่ได้จดบันทึกบัญชีอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ไม่ทราบถึงรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่แท้จริง อยู่ในระดับมาก รองลงมา ไม่ได้เก็บเอกสารหลักฐานไว้เพียงพอ สำหรับจดบันทึกบัญชีและเสียภาษีเงินได้ อยู่ในระดับมาก ไม่มีเวลาในการจดบันทึกบัญชีทุกวัน อยู่ในระดับมาก มีความสับสนกับเรื่องเอกสารประกอบการลงบัญชี อยู่ในระดับมากขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย อยู่ในระดับปานกลาง และไม่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลในการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง อยู่ในระดับปานกลาง ในขณะที่ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล (อายุ สถานภาพ ประสบการณ์การเปิดร้าน ระดับรายได้ต่อเดือน) ที่แตกต่างกัน มีปัญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วยแตกต่างกัน นอกจากนี้ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกของการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและการเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการไม่มีความสัมพันธ์กับป้ญหาในการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายและเสียภาษีเงินได้ของผู้ประกอบการร้านโชห่วย

2566