จำนวนงานวิจัย ( 261 )

การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ สำหรับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ สำหรับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจสำหรับการสูงเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ มีความสำคัญในยุคที่ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและการรับรู้ที่ส่งผลต้อความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ รวมถึงการมองเห็นที่ลดลงความจำและความเข้าใจที่ช้าลง และทักษะการอ่านเขียนที่อาจถดถอยลง การสื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์กราฟิกที่มีศักยภาพในการลดความซับซ้อนของข้อมูลทางการแพทย์และช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าใจและจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค1เพื่อศึกษาป็จจัยและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีผลต่อการรับรู้และเข้าใจสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการวิจัยผสมผสานที่ผสานวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุจำนวน 100 คน ที่ได้มาจากการสุม การวิจัยครอบคลุมการศึกษาปัจจัยการออกแบบ การพัฒนาสัญลักษณ์กราฟิกใหม่ใน ด้านหลัก และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับสัญลักษณ์แบบเดิม ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ต้องการภาพและตัวอักษรขนาดใหญ่ ผู้สูงอายุชอบใช้หลายสี และสีโทนเย็น ต้องการสัญลักษณ์แบบมีรายละเอียด และต้องการตัวอักษรประกอบ โดยชอบตัวอักษร Sans-serif ภาพการ์ตูน 3 มิติเป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุด ส่วนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสัญลักษณ์กราฟิกแบบใหม่กับแบบเดิมแสดงให้เห็นคุณภาพที่ดีกว่าของสัญลักษณ์แบบใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในทุกด้าน ได้แก่ การจำได้ การระลึกได้หลัง 1 สัปดาห์ ความเข้าใจ และเวลาในการตอบสนอง นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อสัญลักษณ์แบบใหม่สูงกว่าแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ แอปพลิเคชัน และป้ายบอกทางในโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการสื่อสารด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุต่อไป

2567
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) ศึกษาระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 285 คน เครืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า วัฒนธรรมองค์การของมหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.62 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วัฒนธรรมที่มีค่าฉลี่ยมากที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นโครงสร้างและกฏระเบียบ ม่ค่าเฉี่ย 3.91 ส่วนความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.53 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 3.78 และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒรธรรมองค์กรในภาพรวม กับระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับ สูง (r=.850) ซึ่งทุกตัวมีความสัมพันธ์กับทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางวถิติที่ระดับ .01

2567
การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น
การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น

การประมาณราคางานก่อสร้างแบบละเอียด ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ (1) การศึกษาแบบก่อสร้าง รายการประกอบแบบ และข้อกำหนด (2) ดูสถานที่ก่อสร้าง และรับฟังการชี้แจงแบบจากผู้ออกแบบ (3) หาปริมาณวัสดุ (4) วิเคราะห์ราคาค่าวัสดุ และค่าแรงงาน (5) วิเคราะห์ค่าดำเนินการ ภาษี กำไร ดอกเบี้ย และ (6) สรุปราคาค่าก่อสร้าง การหาปริมาณวัสดุนับเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องใช้นักประมาณราคาที่มีประสบการณ์ถึงจะทำให้การหาปริมาณวัสดุก่อสร้าง มีความถูกต้อง แม่นยำ ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้จริง ดังนั้นหากมีเครื่องมืออย่างง่ายที่สามารถหาปริมาณวัสดุ ที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และนักประมาณราคาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในงานประมาณราคามากนัก งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังในงานประมาณราคาค่าก่อสร้าง เลือกแบบก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น จำนวน 75 แบบ เป็นกรณีศึกษา นำมาวิเคราะห์หาตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Liner Regression Analysis) ได้สมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลัง (Y) = 1.834 + 1.243 (พื้นที่ผนังอิฐก่อ) - 0.639(พื้นที่ช่องเปิด) นำสมการที่ได้ไปทดสอบกับแบบบ้านพักอาศัยตัวอย่าง จำนวน 5 แบบ ที่มีรูปแบบคล้ายกัน และตัวแปรในการออกแบบเหมือนกัน พบว่า ปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังที่ได้จากสมการมากกว่าที่ประมาณราคาแบบละเอียด 2.88-5.36% ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้ ดังนั้นสมการที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังของโครงการใหม่ที่มีรูปแบบคล้ายกันกับงานวิจัยในครั้งนี้ในเบื้องต้นได้

2567
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System
การรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครต่อการรับประเมิน QS Star Rating System

งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้ และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้และการมีส่วนร่วมของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ต่อการรับประเมิน QS Star Rating System โดยมุ่งเน้นศึกษาการรับรู้ของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมหาวิทยาลัยเข้าสู่การประเมินมาตรฐานในการยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานสู่ระดับสากลตามเกณฑ์ ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System และการรับรู้ในการมีส่วนร่วมของหน่วยงานตนเอง ต่อเกณฑ์การประเมิน QS Star Rating System เพื่อนำผลการวิจัยไปหาแนวทางในการส่งเสริม สนับสนุนให้บุคลากรมีความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์การาประเมินและร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อยกระดับคุณภาพของมหาวิทยาลัยให้ได้รับผลการประเมินในระดับที่สูงขึ้นโดยประชากรท่มใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยแบ่งเป็น บุคลากรสายวิชาการจำนวน 519 บุคลากรสายสนันสนุนจำนวน 636 คน ประชากรทั้งหมดจะเท่ากับ 1,155 คน กลุ่มประชากรตัวอย่างทีใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 300 คน ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครมีการรับรู้การประเมิน QS Star Rating System คืออะไร จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% มีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System มีความสำคัญกับการพัฒนามหาวิทยาลัย จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% และมีการรับรู้ว่าการประเมิน QS Star Rating System เกี่ยวข้องกับการประเมินในหน่วยงานของตนเอง จำนวน 224 คน คิดเป็น 74.67% โดยมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการประเมินภาพรวมของ QS Star Rating System ค่าเฉลี่ย (X) อยู่ที่ 3.56 ระดับการรับรู้มาก และบุคลากรมีส่วนร่วมด้านการวิจัย มากที่สุด รองลงมาเป็น ด้านการสอน ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการพัฒนา ด้านวิชาการ ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ด้านนวัตกรรม ด้านความเป็นสากล ด้านการจ้างงาน และด้านความเท่าเทียม ตามลำดับ

2567
การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา

การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการเพิ่มมูลให้กับเครื่องประดับจากเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า และเพื่อออกแบบเครื่องประดับจากเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมและวิถีวิชิตของกลุ่มชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่อศัยอยู่ร่วมกับช้างป่าได้อย่างดี จึงนำเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า มีการตัดหัวผ้าและปลายผ้าทอทิ้ง นำเส้นไหมจำนวน 5-9 เส้น ต่างสีบางหรือสีเดียวกันนำมาปั่นเกลียวด้วยอุปกรณ์ปั่นเกลียวแบบพื้นบ้านให้มีขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ใช้เทคนิคหัตถกรรมพื้นบ้านการถัก การทอ และการสาน ผสมเส้นไหมดิ้นทอเพิ่มความหรูหรา ใช้ด้วยวัสดุธรรมชาติ วัสดุแต่งเครื่องประดับให้มีความทันสมัย และตกแต่งด้วยนวัตกรรมสารสะท้อนน้ำเคลือบเส้นใยไหม นำสัญลักษณ์รูปช้างมาประกอบตกแต่งบนชิ้นงานเพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณาวิเคราะห์ร่วมกับการใช้ข้อมูลเชิงสถิติ ในการวิเคราะห์การออกแบบเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการ/นักออกแบบแนการออกแบบแฟชั่น จำนวน 5 คน ผู้บริโภคในชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้บริโภคทางสื่อเทคโนยี จำนวน 100 คน ที่มีต่อรูปแบบการเครื่องประดับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ผลการศึกษา พบว่า การออกแบบเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จาการทอผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย อำเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้า และการออกแบบเครื่องประดับมี 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเครื่องประดับต่างหู จำนวน 3 รูปแบบ และกลุ่มเครื่องประดับสร้อยคอ จำนวน 3 รูปแบบ จากการสำรวจความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งประกอบด้วย ผู้ประกอบการ/นักออกแบบด้านการออกแบบแฟชั่นมีความพึงพอใจภาพรวมเฉลี่ย 4.29 และ กลุ่มผู้บริโภคความพึงพอใจในภาพรวมเฉลี่ย 4.27 โดยกลุ่ม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านอ่างเตย สามารถต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับเครื่องประดับเศษเส้นไหมเหลือใช้จากการทอผ้าของชุมชน และส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้มีการต่อยอดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่การผลิตเป็นสินค้าในกลุ่มของที่ระลึก เพื่อช่วยให้ชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อมในการลดการทิ้งขยะและช่วยให้ชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น

2567