จำนวนงานวิจัย ( 137 )

บทบาทของบทวิพากษ์วิจารณ์จากลูกค้าบนสื่อสังคมต่อการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย: เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่
บทบาทของบทวิพากษ์วิจารณ์จากลูกค้าบนสื่อสังคมต่อการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไทย: เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นเพื่อจะหาขัดมูลสำหรับการพื้นฟูการท่องเที่ยวในประทศไทยภายหลังสถานการณ์โควิด-19 เนื่องจากประเทศไทยมีรายได้หลักส่วนหนึ่งจากการท่องเที่ยว การปิดประเทศเนื่องจากสถานการณ์โรคระบาดทำให้ประเทศขาดรายได้เป็นจำนวนมหาศาล และส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจเกิดการชะลอตัว การทำแผนฟื้นฟูควรต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลความเป็นจริงและมีการวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำ นักวิจัยจึงมีความติดที่จะนำข้อมูลที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวมาวิเคราะห์ให้เห็นภาพจุดแข็งและข้อจำกัดของการท่องเที่ยวในประเทศไทยผ่านมุมมองของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยข้อมูลนี้ถูกนำมาจากบทวิพากษ์วิจารณ์ของนักท่องเที่ยวบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมซึ่งมีข้อดีคือ เป็นข้อมูลเปิด (open-source data),ที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีจำนวนที่มากพอที่จะทำให้ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลได้สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวในแง่มุมต่าง ๆ ในแง่ของเทศนิดที่ใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูล งาบวิจัยนี้ใช้ Retrievel - Augmented Generation (RAG) เพื่อเพิ่มความสามารถของแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ (Large Lanquage Models: LLMs) โดย RAG นี้สร้างขึ้นจาก Llama2 ซึ่งเป็น LLM ที่พัฒนาโดย Meta AI และข้อมูลมูลที่นำมาวิเคราะห์นี้มาจากบทวิพากษ์วิจารณ์ของนักท่องเที่ยวบน TripAdvisor ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับการท่องเที่ยว งานวิจัยนี้จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ RAG ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า LLMS ได้แก่ ChatGPT, Perplexity, Gemini และ Copilot ในแง่ของการให้ผลการวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ LLMs ดังกล่าวไม่เคยวิเคราะห์ได้มาก่อน ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้ใช้ผลลัพธ์จาก RAG มาใช้เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการท่องเที่ยวรวมถึงได้แนะนำแนวทางการปฏิบัติที่ใช้ในแต่ละสถานที่เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวต่อไป

2566
การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมบ้านตาคลองตาปลั่ง อ. บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
การยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม กรณีศึกษากลุ่มวิสาหกิจชุมชนมะพร้าวน้ำหอมบ้านตาคลองตาปลั่ง อ. บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

อายุการเก็บรักษาของมะพร้าวควั่นปอกเปลือก (Trimmed coconut) ที่ปอกเปลือกมักจะยืดออกด้วยการใช้สารต่อต้านการเกิดสีน้ำตาล เช่น กรดหรือคลอรีน อย่างไรก็ตามการใช้สารดังกล่าวถูกจำกัดสำหรับสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารสด วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของมะพร้าวออร์แกนิกที่ปอกเปลือกโดยใช้กรดซิตริก (CA), โซเดียมคลอไรด์ (NaCl) และกรดเปอร์ออกซีอะซิติก (PAA) มะพร้าวปอกเปลือกถูกแช่ใน CA (10% และ 20%), NaCl (10% และ 20%) และ PAA (80 ppm) เป็นเวลา 5 นาทีก่อนบรรจุ ทุกตัวอย่างถูกเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่แช่ในสารยับการเกิดสีน้ำตาล ในช่วง 15 วันของการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 5°C คุณภาพของมะพร้าวที่ผ่านการบำบัดรวมถึงคุณภาพทางสายตา ค่าสี (L*, a*, b*) และปริมาณเชื่อจุลินทรีย์รวม (TPC) บนพื้นผิวของตัวอย่างถูกประเมิน คุณภาพทางเคมี (ความเป็นกรดที่สามารถไทเทรตได้ (TA), pH และของแข็งที่ละลายทั้งหมด) ของน้ำมะพร้าวก็ถูกตรวจสอบเช่นกัน ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่ามะพร้าวที่ผ่านการบำบัดด้วยสารละลาย CA 20% และ NaCl 20% เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาคุณภาพทางสายตาและสี รวมทั้งควบคุมการเติบโตของจุลินทรีย์ (P<0.05) นอกจากนี้การแช่มะพร้าวในสารละลาย PAA ช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในเพลทที่ใช้ออกซิเจนได้สูงสุดเพียง 6 วันของการเก็บรักษาและทำให้เกิดสีเหลืองหลังจากการแช่ทันที ดังนั้น CA 20% และ NaCl 20% อาจเป็นทางเลือกในการบำบัดด้วยสารเคมีเพื่อควบคุมการเสื่อมสภาพหลังการเก็บเกี่ยวของมะพร้าวควั่นปอกเปลือก มะพร้าวเจียรไร้เปลือก (Polished coconut) เป็นผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่มีสัดส่วนทางการตลาดสูง แต่เน่าเสียได้ง่ายที่เกิดจากจุลินทรีย์และการเกิดสีน้ำตาลที่เปลือกในระหว่างด้านเนินการกระจายแบบแช่เย็น มะพร้าวเจียรไร้เปลือกถูกจุ่มในสารละลายเกลือ/กรด (SA; โซเดียมคลอไรด์ 10% และกรดซิตริก 10%) และเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 2 °C เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ในสภาพบรรยากาศควบคุม (CA) ที่แตกต่างกันสามแบบ โดยมีสภาพบรรยากาศปกติเป็นการควบคุม คุณภาพทางกายภาพ เคมี และจุลชีววิทยามะพร้าวเจียรไร้เปลือกถูกตรวจสอบ โดยมะพร้าวเจียรไร้เปลือกที่ผ่านการแช่สารละลาย SA+CA ร่วมกับสภาพบรรยากาศควบคุม 5% O2 + 7.5% CO2 แสดงให้เห็นว่าค่าดัชนีการเกิดสีน้ำตาลต่ำสุดที่ 29.13 ความเป็นกรดทั้งหมดไทเทรตได้ ปริมาณของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด และค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ในช่วง 0.026–0.071%, 6.86–8.96 °Brix และ 5.38–6.51 ตามลำดับ การนับจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมดและจำนวนของยีสต์และราอยู่ต่ำกว่า 4 log CFU/พื้นที่ของผลมะพร้าวเจียรไร้เปลือก จากผลการวิจัยนี้พบว่าการแช่มะพร้าวเจียรไร้เปลือกในสารละลาย SA+CA และเก็บในสภาวะที่มี 5% O2 + 7.5% CO2 เป็นแนวทางแบบเทคโนโลยีเฮอเดิลในการยืดอายุการเก็บรักษาของของผลิตภัณฑ์ อายุการเก็บรักษาของมะพร้าวไร้กะลาที่ไม่ได้ห่อ ห่อด้วยฟิล์มพีวีซี และบรรจุสุญญากาศ ถูกศึกษาที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียสและความชื้นสัมพัทธ์ 80–90% ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุแบบใดการสูญเสียน้ำหนักของมะพร้าวไร้กะลาเพิ่มขึ้นเล็กน้อยตามระยะเวลาการเก็บรักษา ค่าการส่องผ่านแสงและค่าความสว่าง (L*) ของน้ามะพร้าวลดลง (P<0.05) เมื่อระยะเวลาการเก็บรักษานานขึ น ค่า pH ของน้ามะพร้าวและเนื้อมะพร้าวจากการบรรจุสุญญากาศลดลงเมื่อระยะเวลาการเก็บรักษาเพิ่มขึ้น การวิเคราะห์ทางประสาทสัมผัสแสดงให้เห็นว่าสำหรับการบรรจุทุกวิธี ความเข้มของสีเหลืองของน้ามะพร้าวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความใสลดลงตามเวลา ความเปรี้ยวของน้ำมะพร้าวที่บรรจุสุญญากาศเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการเก็บรักษา มะพร้าวที่ห่อด้วยฟิล์ม ซึ่งมีอายุการเก็บรักษาสันที่สุด พบว่ามีเชื้อราบนเปลือกและกาบที่สิ้นสุดการเก็บรักษา การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่ามะพร้าวไร้กะลาที่ไม่ได้ห่อ ห่อด้วยฟิล์ม และบรรจุสุญญากาศ สามารถเก็บรักษาได้ถึง 9, 12 และ 15 วัน ตามล้าดับ ภายใต้สภาวะที่ใช้ในการศึกษานี้

2566
โครงการพัฒนาศักยภาพกรรมวิธีการผลิตสีธรรมชาติแบบครบวงจรเพื่องานอาหารและขนมไทยในระดับชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดบัวขาว บ้านโป่ง ราชบุรีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
โครงการพัฒนาศักยภาพกรรมวิธีการผลิตสีธรรมชาติแบบครบวงจรเพื่องานอาหารและขนมไทยในระดับชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดบัวขาว บ้านโป่ง ราชบุรีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ศึกษาผลของอัตราส่วนน้ำปูนใสต่อน้ำ 4 ระดับ และระยะเวลาในการตกตะกอนแบบเย็น 3 ระดับ ในการสกัดสีเขียวต่อเคมีฟิสิกส์ของใบเตย การใช้น้ำปูนใสในการสกัดสีเขียวในใบเตยแบบสกัดเย็นเพิ่มสีเขียว a* ลดสีเหลือง b* และค่า pH และค่าคลอโรฟิลล์ a และ b (ระยะเวลาในการตกตะกอน 3 วัน) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (P≤0.05) ส่วนระยะเวลาในการตกตะกอนแบบเย็นเพิ่มขึ้น ในการสกัดสีเขียวจากใบเตย พบว่าสีเขียว a* เพิ่มขึ้นอยู่ที่ -7.11 ถึง-7.24 แต่ค่าสีเหลือง b* ลดลงอยู่ในช่วง 5.88-5.23 และค่าคลอโรฟิลล์ a และ b มีปริมาณสูงสุดอยู่ที่ 6.8–6.41และ 0.23-0.29 ตามลำดับ ผลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการดัดแปรทางเคมีฟิสิกส์โดยการใช้น้ำปูนใสทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของในการสกัดสีเขียวในใบเตย ผลการทดลองสีของสีสกัดแก่นฝางจะให้สีแดงเข้มสด ต่างจากสีสกัดบีทรูทจะให้สีแดงเข้มออกคล้ำ ส่วนสีสกัดว่านหอมแดงแห้งให้สีแดงมากกว่าแบบสด แต่สีว่านหอมแดงแห้งออกสีแดงคล้ำไปทางน้ำตาลแดง ซึ่งแบบสดให้สีแดงสว่างสูงสุดทางด้านค่าสี ความสว่าง (L*) ค่าสีแดง (a*) และค่าสีเหลือง (b*) ทั้ง 4 ชนิด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยค่าสีแดงของแก่นฝางสูงที่สุด รองมาบีทรูท ว่านหอมแดงแห้ง และว่านหอมแดงสดตามลำดับ สีสกัดบีทรูทเมื่อคืนรูปกับน้ำที่มีสภาวะจำลองของสารละลายกรดด่าง (1-14) มีการเปลี่ยนแปลง โดยสารละลายกรดด่างที่มีค่าความเป็นกรด กลาง และด่างอ่อนๆ สีสกัดบีทรูทยังมีสีโทนแดง ส่วนสารละลายที่มีความเป็นด่างที่มีค่าpH 10 สีเริ่มเปลี่ยนเป็นแดงอมม่วง พอสารละลายด่างที่มีค่าpH 11 สีเปลี่ยนเป็นสีม่วงอย่างชัดเจน เมื่อสารละลายด่างสูงขึ้นที่มีค่าpH 12 สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล และสารละลายด่างเข้มข้นที่มีค่าpH 13-14 สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียวอมเหลืองจากการศึกษาการนำสีโทนแดงไปใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร พบว่า สีสกัดบีทรูทเหมาะสมกับการทำเมนูอาหารประเภทซอสที่ใช้กระบวนการต้ม และเมนูอาหารประเภท ผลการทดลองการศึกษาปริมาณผงกาบมะพร้าวเผาเสริมในขนมลืมกลืน 3 ระดับ พบว่า ผู้ชิมให้การยอมรับที่ระดับ 7% ในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ และความชอบโดยรวม โดยมีค่าเฉลี่ย 8.14 8.04 8.00 7.98 และ 8.08 ตามลำดับ อยู่ในระดับความชอบมาก และผู้ชิมให้การยอมรับที่ระดับ 5% ของน้ำหนักแป้งถั่วเขียว ในด้านเนื้อสัมผัส โดยมีค่าเฉลี่ย 8.04 อยู่ในระดับความชอบมาก เมื่อนำมาวิเคราะห์ความแปรปรวน และเปรียบเทียบความแตกต่างทางสถิติพบว่า คุณลักษณะในด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เนื่องจากผงกาบมะพร้าวเผามีสีดำ และเสริมในขนมลืมกลืนในปริมาณที่ต่างกันน้อยมาก จึงทำให้ไม่มีผลอะไรกับขนมลืมกลืน ในขณะที่มีสีดำที่ได้จากผงกาบมะพร้าวเผา

2566
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมจังหวัดราชบุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและกลุ่มแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมในจังหวัดราชบุรี เพื่อส่งเสริมการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน โครงการมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ ได้แก่ (1) การสร้างระบบติดตาม รายงานข้อมูล และควบคุมกระบวนการเพาะปลูกมะพร้าวน้ำหอมผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศ (MAP) เพื่อยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวน้ำหอมแบบปอกเปลือก และ (3) การสร้างนวัตกรรมทางการตลาดสำหรับมะพร้าวน้ำหอมและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าวน้ำหอม ผลการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ข้อแรกพบว่า ระบบ IoT ที่พัฒนาขึ้นสามารถติดตามและควบคุมกระบวนการเพาะปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในด้านการจัดการน้ำและการควบคุมสภาพแวดล้อม ซึ่งช่วยลดการสูญเสียในกระบวนการเพาะปลูกลงได้ถึง 20% และเพิ่มผลผลิตได้ 15% เกษตรกรสามารถตรวจสอบและปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูกผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้งานง่าย ส่งผลให้การเพาะปลูกมีความแม่นยำและประหยัดทรัพยากรมากขึ้น สำหรับวัตถุประสงค์ข้อที่สอง ผลการทดสอบบรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศพบว่าสามารถยืดอายุการเก็บรักษามะพร้าวน้ำหอมแบบปอกเปลือกได้ถึง 3 เท่า หรือจาก 5 วัน เป็น 15 วัน เมื่อเปรียบเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบปกติ บรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นช่วยรักษาความสดและคุณภาพของมะพร้าวน้ำหอมไว้ได้นานขึ้น ท้าให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าสนใจมากขึ้นในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และวัตถุประสงค์ข้อที่สาม โครงการได้พัฒนานวัตกรรมทางการตลาดใหม่ ๆ เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและมีเอกลักษณ์ การใช้กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ และการขยายช่องทางการจัดจ้าหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ การทดลองตลาดด้วยผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 25% ภายในช่วง 6 เดือนแรกหลังการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มะพร้าวน้ำหอมของกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพในการแข่งขันเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืนผลสรุปของโครงการวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยี IoT บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศ และนวัตกรรมทางการตลาดสามารถเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเกษตรกรมีความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่ยั่งยืนในระยะยาว

2566
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน
การสร้างนวัตกรรมและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกและแปรรูปกล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน

โรคแอนแทรคโนสในกล้วยมีสาเหตุมาจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioidese สามารถระบาดและทำความเสียหายต่อกล้วยได้ทุกระยะโดยเฉพาะระยะหลังการเก็บเกี่ยว งานวิจัยนี้มีวัตุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการสกัดสารสำคัญจากกระเทียมเพื่อยับยั้งโรคแอนแทรคโนสในกล้วย เพื่อศึกษาความเข้มข้นของสารสำคัญที่เหมาะสมต่อการยับยั้งโรคแอนแทรคโนสในกล้วย และเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้ลงสู่เกษตรกรและกลุ่มเป้าหมายคือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี จาการศึกษาพบว่าเมื่อใช้สารละลายเอทานอล 95% ต่อการสกัด ผงกระเทียม 250 กรัม ได้เปอร์เซ็นต์สารสกัดกระเทียมที่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นนำสารสกัดที่ได้ไปศึกษาความเข้มข้นที่เหมาะสมต่อการยับยั้งเชื้อ C. gloeosporioidese บนอาหารแข็ง PDA พบว่าที่ความเข้มข้น 40 และ 80 ppm สารสกัดกระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราบนอาหาร PDA เมื่อบ่มจานเพาะเชื้อที่มีเชื้อราอุณหภูมิ 30 °C เป็นเวลา 5 วัน ได้โดยสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อราอยู่ที่ 11.21 และ 11.59 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อย่างไรก็ตามสารสกัดทั้ง 2 ความเข้มข้น ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติจึงเลือกความเข้มข้นที่ 40 ppm เพื่อทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราของสารสกัดกระเทียมในกล้วย โดยแช่ผลกล้วยในน้ำกลั่น (ชุดควบคุม) และแช่ในสารสกัด ร่วมกับการวางเชื้อราเป็นเวลา 7 วัน พบว่ากล้วยที่จุ่มด้วยสารสกัดกระเทียมมีค่าเฉลี่ยเส้นผ่านศูนย์กลางรอยโรคที่ 8.10 มิลลิเมตร ซึ่งน้อยกว่าชุดควบคุมที่มีค่า 10.57 มิลลิเมตร และทดสอบประสิทธิภาพของสารสกัดต่อการต้านทานการเกิดโรคตามธรรมชาติของกล้วย พบว่าสารสกัดกระเทียมมีผลลดการเกิดโรคตามธรรมชาติเมื่อเปรียบเทียบกับกล้วยที่ไม่แช่และกล้วยที่แช่ด้วยน้ำกลั่นโดยมีการเปลี่ยนแปลงของสีเปลือกน้อยกว่าและมีอัตราการสุกช้ากว่าชุดควบคุม โครงการวิจัยเรื่อง บรรจุภัณฑ์ดัดแปลงบรรยากาศเพื่อยืดอายุการเก็บรักษากล้วยสุกเพื่อกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉมจังหวัดสิงห์บุรีสู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน ทำการทดลองโดยนำกล้วยหอมตัดพร้อมเปลือกบรรจุในภาชนะที่มีการปรับอากาศ 3 สภาวะ คือ 1) สภาวะบรรยากาศปกติ 2) สภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 20% และ N2 80% และ 3) สภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 60% และ N2 40% ตามลำดับ ตัวอย่างเก็บที่อุณหภูมิ 14 ± 2 องศาเซลเซียส โดยทำการสุ่มตัวอย่างทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์ โดยสุ่มสภาวะละ 6 ซ้ำซ้ำละ 4 ผล แล้วนำมาทดสอบคุณภาพทางเคมี ทางกายภาพ ทางจุลินทรีย์ และทางประสาทสัมผัส พบว่า กล้วยหอมตัดพร้อมเปลือกแล้วบรรจุในภาชนะที่มีการปรับอากาศสภาวะ MAP โดยใช้แก๊สผสม CO2 60% และ N2 40% เป็นสภาวะที่เหมาะที่สุด เนื่องจากผู้ทดสอบให้คะแนนความชอบคะแนน เฉลี่ยสูงสุดในทุกด้าน (p < 0.05) และมีความปลอดภัยในการบริโภค โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากส่วนเหลือทิ้งในการปลูกและแปรรูป กล้วยของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม จังหวัดสิงห์บุรี สู่การแข่งขันเชิงพานิชย์อย่างยั่งยืน ได้ศึกษาการนำกาบมะพร้าวมาทำปลอกรักษาอุณหภูมิสำหรับเครื่องดื่ม โดยศึกษาคุณสมบัติทาง กายภาพ และทางเคมีของกาบกล้วย และกาบกล้วยอบแห้ง พบว่า มีค่าปริมาณน้ำอิสระ (aw) ไม่เกิน 0.6 และมีค่าปริมาณความชื้น, ค่าปริมาณเส้นใยหยาบ, และค่าปริมาณเถ้า มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) และได้ศึกษารูปแบบของกาบกล้วยที่เหมาะสมในการทำปลอกรักษา อุณหภูมิเครื่องดื่ม พบว่า แบบหนาเหมาะสำหรับปลอกรักษาอุณหภูมิแบบหุ้มด้วยหนัง ทั้งแบบ เปเปอร์มาเช่และแบบหนามีการรักษาอุณหภูมิของเครื่องดื่มได้ดีใกล้เคียงกัน ปลอกรักษาอุณหภูมิ แบบเปเปอร์มาเช่ และกาบกล้วยแบบหนาเหมาะสำหรับปลอกรักษาอุณหภูมิแบบหุ้มด้วยหนังเพราะ ความหนาสามารถรักษาอุณหภูมิได้ดีมากขั้น อีกทั้งยังช่วยขึ้นรูปได้ง่าย ดังนั้นด้านความพึงพอใจผู้ ทดสอบให้การยอมรับมากที่สุดผู้ บริโภคมีความพึงพอใจผลดีต่อการรักษาอุณหภูมิของปลอกแก้ว รักษาอุณหภูมิอยู่ในระดับชอบมาก ผลการศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค (Consumer test) พบว่า ผู้บริโภคจำนวน 100 คน ให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ ร้อยละ 100 หากมีผลิตภัณฑ์ปลอกรักษาอุณหภูมิ แบบหุ้มด้วย และหนังปลอกรักษาอุณหภูมิแบบเปเปอร์มาเช่กาบกล้วยแบบหนาเหมาะสำหรับ วาง จำหน่าย คาดว่าจะซื้อ ร้อยละ 89 ได้คะแนนความชอบอยู่ในระดับที่ชอบมาก

2566