จำนวนงานวิจัย ( 137 )
ต้นแบบระบบตรวจสอบประเภทของยาบนแพลตฟอร์มซีร่าคอร์
คณะผู้วิจัยได้ศึกษาการใช้งานแพลตฟอร์มซีร่าคอร์เพื่อประยุกต์ใช้งานกับงานวิจัยทางด้านธุรกิจทางการแพทย์ ซึ่งพบว่าสามารถนำซีร่าคอร์มาเป็นแพลตฟอร์มหลักในการพัฒนาระบบสนับสนุนในขั้นตอนต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล ซึ่งขั้นตอนหนึ่งที่น่าสนใจ คือ ขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องในการจ่ายยา ซึ่งพบว่าในปัจจุบันเกิดความ คือ มีการจ่ายยาที่ผิดพลาดในบางกรณี ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ ได้แก่ ความคล้ายคลึงของบรรจุภัณฑ์ยา ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดในการพัฒนาระบบในการช่วยตรวจสอบประเภทของยา เพื่อช่วยตรวจทานให้กับเจ้าหน้าที่จัดยา และเภสัชกร โดยระบบที่พัฒนาขึ้นใช้เทคนิคการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ซึ่งระบบประกอบด้วยกล้องทำหน้าที่ตัวตรวจจับบรรจุภัณฑ์ของยา และนับจำนวนเม็ดยา ระบบออกแบบและพัฒนาโดยใช้แพลตฟอร์มซีร่าคอร์เพื่อลดความซับซ้อนในการพัฒนาระบบ แพลตฟอร์มซีร่าคอร์ออกแบบมาบนแนวคิด Low Code ซึ่งระบบที่พัฒนาขึ้นนี้จะสามารถคัดแยกและนับยา
การพัฒนาการทำงานของพนักงานแม่บ้านในโรงแรมเขตกรุงเทพมหานคร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและผลกระทบการทำงาน และการพัฒนาการทำงานของพนักงานแผนกแม่บ้านในโรงแรมในช่วงการระบาด COVID-19 เป็นการวิจัยแบบเชิงผสม (Mix Method Research) โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 169 คน และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาและผลกระทบการทำงานของพนักงานแผนกแม่บ้านในโรงแรม สรุปภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.40 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความมั่นคงในการทำงานเป็นปัญหาและผลกระทบการทำงานอันดับหนึ่ง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.096 และน้อยที่สุดด้านสุขภาพอนามัยอยู่ในระดับปานกลางมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.91 ส่วนการพัฒนาการทำงานของพนักงานแผนกแม่บ้านในโรงแรมในช่วงการระบาด COVID-19 สรุปภาพรวมการพัฒนาการทำงานของพนักงานแผนกแม่บ้านในโรงแรมในช่วงการระบาด COVID-19 อยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการส่งเสริมการพัฒนาพนักงานแม่บ้านของโรงแรมอันดับหนึ่ง อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.15 และน้อยที่สุดด้านการพัฒนาตนเองของพนักงานแม่บ้าน อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.12 นอกจากนี้ต้องเข้าใจถึงบริบทที่แท้จริงถึงสภาพปัญหาและความต้องการโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านจิตใจและด้านปัญญาความรู้
วิเคราะห์ภาพสะท้อนและแนวคิดทางสังคมที่ปรากฏในร้อยกรอง ข้างคลองคันนายาว ช่วงปี พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2565
การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1.เพื่อศึกษาภาพสะท้อนและแนวคิดทางสังคม ที่ปรากฏในร้อยกรอง “ข้างคลองคันนายาว” ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ช่วง พ.ศ. 2564 – กันยายน พ.ศ. 2565 2.เพื่อเผยแพร่ภาพสะท้อนและแนวคิดทางสังคม ในร้อยกรอง“ข้างคลองคันนายาว” ของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพื่อความเข้าใจของประชาชนโดยทั่วไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย บทร้อยกรอง ข้างคลองคันนายาว ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันอาทิตย์ ตลอดปี พ.ศ. 2564 – กันยายน 2565 โดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยดังนี้ 1.ภาพสะท้อนและแนวคิดเกี่ยวกับสังคมได้สะท้อนภาพสังคมที่กระทบต่อบุคคลดดยทั่วไป และเหตุการณ์สำคัญที่เกิดมาในช่วงเวลานั่น ๆ พร้อมทั้งมีการสอดแทรกคติธรรมทางพุทธศาสนาเข้าไป เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงของวิถีชีวิต ของคนในสังคมตลอดเวลา โดยในการสะท้อนภาพสังคมของเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ในทุกสัปดาห์ จึงทำให้เสมือนเราได้อ่านบทสรุปเรื่องราวทางสังคมในสัปดาห์นั่น ๆ ผ่านมุมมองของกวี 2.ภาพสะท้อนและแนวคิดเกี่ยวกับเศษฐกิจในด้านเศรษฐกิจ มีเพียงการแนะนำการทำงานที่แฝงด้วยคติธรรมในการทำงาน ที่ทำเพื่อตนเอง หรือทำเพื่อส่วนรวม 3. ภาพสะท้อนและแนวคิดด้านสังคมที่มีผลมาจากสภาพการเมืองในช่วงเวลา 2 ปี อาจารย์เนาวรัตน์พงษ์ไพบูลย์ ไม่ได้สะท้อนภาพทางการเมือง อะไรออกมามากมายนัก อาจจะเนื่องจาก ตัวท่านเอง ดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสภาจึงอาจจะไม่เหมาะสมในการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองจนมากเกินไปจึงทำให้มี บทร้อยกรองที่สะท้อนภาพการเมืองออกมาเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญๆ เท่านั้น
การจัดการทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคาดหวังของรูปแบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร 3) เป็นแนวทางในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม เก็บข้อมูลกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีจำนวน 288 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการศึกษา พบว่า 1. ความคาดหวังของรูปแบบการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร อยู่ในระดับมาก โดย เจเนอเรชั่นแซด และเจเนอเรชั่นวาย มีความคาดหวังในด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ให้มีการนำผลการประเมินมาเป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาบุคลากร สำหรับเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ มีความคาดหวังในด้านการสรรหาและคัดเลือก มีกระบวนการสรรหาและคัดเลือกที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ในด้านการฝึกอบรมและพัฒนา คาดหวังให้มีการพัฒนาทักษะ ความรู้ และความสามารถของบุคลากรในการเตรียมความพร้อมสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น 2. ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร อยู่ในระดับปานกลาง โดย เจเนอเรชั่นแซด พบปัญหาและอุปสรรคในด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ การจัดสวัสดิการภายในมหาวิทยาลัยที่ไม่เหมาะสมกับบุคลากร เจเนอเรชั่นวาย และเจเนอเรชั่นเอ็กซ์ พบปัญหาและอุปสรรคในด้านการสรรหาและคัดเลือก ขาดการประชาสัมพันธ์ ข่าวสาร การรับสมัครงานอย่างกว้างขวาง 3. แนวทางการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ภายใต้ความหลากหลายของช่วงวัยบุคลากร 1) ควรมีการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติงาน เพื่อเตรียมความพร้อมเพื่อบุคลากรเข้าสู่ตำแหน่งงานที่สูงขึ้น 2) การจัดสวัสดิการต่าง ๆ และสร้างหลักประกันในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคนให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน 3) ควรมีความเสมอภาค เท่าเทียม ยุติธรรม เที่ยงตรง โปร่งใสในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ และ 4) ส่งเสริม สนับสนุนบุคลากรเลือกทำงานได้ตามความชอบ และความถนัด
ผลของอัตราส่วนน้ำตาล และกะทิต่อคุณภาพทางกายภาพ และประสาทสัมผัสของข้าวเหนียวมูนเพื่อสุขภาพ
จากศึกษาปริมาณกะทิ : น้ำตาลทราย (กรัม) พบว่าข้าวเหนียวมูนที่อัตราส่วนน้ำตาลทราย ต่อสารให้ความหวาน ที่ 50 : 50 มาทาการวัดค่าคุณภาพทางกายภาพ และประสาทสัมผัสของข้าวเหนียวมูน เมื่อนำไปทำข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวมีลักษณะร่วนไม่เกาะติดกัน ทำใช้สารให้ความหวานเพื่อทดแทนน้ำตาลที่ระดับ 50 ปอร์เซ็นต์ ทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายในน้า 68 0Brix มี ค่าความสว่าง (L*) เท่ากับ 39.40 ± 0.30 ค่าสีแดง (a*) เท่ากับ 7.39 ± 0.95 ค่าสีเหลือง (b*) เท่ากับ 4.98 ± 0.59 และค่า pH เท่ากับ 3.92 ± 0.78 ผลจากการใช้สารให้ความหวานเพิ่มขึ้นมีผลทาให้ค่าความสว่างลดลง และส่งผลให้ค่าเนื้อสัมผัสของข้าวเหนียวมูนแน่นเนื้อเพิ่มมากขึ้น เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และนำข้าวเหนียวมูน มาศึกษากะทิ : น้ำตาลทราย (กรัม) พบว่า ทำให้ปริมาณของแข็งที่ละลายในน้ำ 62 0Brix มี ค่าความสว่าง (L*) เท่ากับ 49.30 ± 0.30 ค่าสีแดง (a*) เท่ากับ 6.74 ± 0.95 ค่าสีเหลือง (b*) เท่ากับ 5.98 ± 0.59 ผลจากการใช้กะทิลดลงมีผลทำให้ค่าความสว่างเพิ่มขึ้น และส่งผลให้ค่าเนื้อสัมผัสของข้าวเหนียวมูนแน่นเนื้อเพิ่มมากขึ้น ผู้บริโภคมีความชอบโดยรวมอยู่ในระดับชอบปานกลาง คิดเป็น 65 เปอร์เซ็นต์ ข้าวเหนียวมูนที่ได้มีคะแนนความชอบเฉลี่ยทุกด้านสูงสุดอยู่ในระดับชอบมาก ผู้บริโภคให้การยอมรับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 86 และจะซื้อผลิตภัณฑ์ร้อยละ 86 โดยให้ราคา 120 บาท