จำนวนงานวิจัย ( 137 )

วิเคราะห์วรรณกรรมประเภทนิราศของสุนทรภู่กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา นิราศสุพรรณ
วิเคราะห์วรรณกรรมประเภทนิราศของสุนทรภู่กับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา นิราศสุพรรณ

งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาความสำคัญ และบทบาทวรรณกรรมประเภทนิราศสุพรรณที่มีต่อเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเพื่อศึกษาโลกทัศน์ของสุนทรภู่ที่ปรากฏในวรณณกรรมประเภทนิราศกับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยการสอบถามจากปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และประชากรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับประชากรที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวภายในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่ให้ความสนใจในการท่องเที่ยวในจังหวัดสุพรรณบุรี โดยเน้น 1) สถาปัตยกรรมและโบราณสถานในจังหวัดสุพรรณบุรี 2) แหล่งอาหารและขนมหวาน และของฝากในจังหวัดสุพรรณบุรี 3) ประเพณี และวัฒนธรรมในจังหวัดสุพรรณบุรี 4) สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ต่าง ๆ เช่น วัด โบราณสถาน ฯลฯ 5) รูปแบบวิถีชีวิตของผู้คนภายในจังหวัดสุพรรณบุรี 6) แหล่งสินค้าพื้นเมือง และของที่ระลึกในจังหวัดสุพรรณบุรี และ 7) งานศิลปกรรมแขนงต่าง ๆ เช่น งานแกะสลักไม้ งานปูนปั้น งานจิตรกรรมฝาผนัง ตามลำดับ และในส่วนของความคิดเห็นในการนำนิราศสุพรรณมาใช้ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้านการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยว ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้านขีดความสามารถในการรองรับของพื้นที่ ด้านความพร้อมของคนในชุมชนที่มีต่อการท่องเที่ยว ด้านการประชาสัมพันธ์ และด้านความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกของแหล่งท่องเที่ยว

2566
การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในจังหวัดเพชรบุรี
การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทย ในจังหวัดเพชรบุรี

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาบริบทของอาหารที่อยู่ในเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรี 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยว เชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี 3. เพื่อศึกษากระบวนการในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี โดยดำเนินการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ.2565 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 เป็นการวิจัยเชิงสำรวจที่ใช้เครื่องมือแบบสอบถาม ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม 2) พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี และ 3) ความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี โดยมีกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 400 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพรรณนาสำหรับข้อมูลลักษณะทางประชากรศาสตร์ ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพพนักงาน / ลูกจ้างบริษัทเอกชนและมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 25,000 บาท พฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยพิจารณาเป็นรายด้าน ดังนี้ ด้านวัตถุประสงค์ในการเดินทางมาจังหวัดเพชรบุรี พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เดินทางมาจังหวัดเพชรบุรีเพื่อชิมอาหารประจำถิ่น / เครื่องดื่มจากร้านดังที่สื่อ/สังคมออนไลน์แนะนำ ด้านค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารต่อครั้ง พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารต่อครั้งอยู่ที่ 500 – 1,000 บาท ด้านเหตุผลในการเลือกรับประทานอาหารท้องถิ่นของจังหวัดเพชรบุรี พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ให้เหตุผลในการเลือกรับประทานอาหารท้องถิ่นของจังหวัดเพชรบุรีในด้านของรสชาติดี / อร่อย และด้านอาหารที่ชอบรับประทานเมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เลือกรับประทานอาหารพื้นเมือง / อาหารประจำถิ่นจากร้านที่คุ้นเคยหรือรับประทานเป็นประจำ ในส่วนของความคิดเห็นต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดเพชรบุรี ในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด โดยพิจารณาเป็นรายด้าน ดังนี้ ด้านการตัดสินใจในการเดินทางมาท่องเที่ยว คือ ชื่นชอบในราคาอาหารที่มีความเหมาะสมกับปริมาณของอาหาร ด้านความสะดวกในการเข้าถึง คือ มีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว และด้านความประทับใจ คือ ร้านอาหารในจังหวัดเพชรบุรีมีการประชาสัมพันธ์อาหารผ่านสื่อต่าง ๆ หรือสังคมออนไลน์เพื่อให้นักท่องเที่ยวเกิดความสนใจ

2566
การพัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี
การพัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว ชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจและประสิทธิภาพที่มีต่อการใช้คู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร สำหรับสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี กลุ่มประชากร คือผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยวและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ชุมชนย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 30 คน โดยไม่แยกเพศอายุและระดับการศึกษา โดยวิธีเลือกแบบสุ่มโดยสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบความพึงพอใจที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบด้วยการประเมิน 2 ด้าน คือ ด้านรูปเล่ม ด้านเนื้อหา ใช้มาตรวัดระดับความพึงพอใจตามแบบวิธีลิเคอร์ทสเกล (Likert Scale) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test โดยใช้โปรแกรม SPSS/PC ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับที่พักอาศัย ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกและด้านวัฒนธรรมตามดำดับ โดยมีภูมิหลังการศึกษาในระดับปริญญาตรีและประกาศนียบัตร และมีประเมินทักษะภาษาอังกฤษด้านการฟังและพูดของตนเองได้ระดับที่ดี ตามด้วยทักษะด้านการอ่านและการเขียน ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ความคิดเห็นที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.47) เนื้อหาของคู่มืออ่านเข้าใจง่าย มีค่าเฉลี่ย 4.60 และเนื้อหาตรงต่อความต้องการและมีความทันสมัย มีค่าเฉลี่ย 4.55 ตามลำดับ ขณะความคิดเห็นที่มีต่อความคิดเห็นที่มีต่อคู่มือภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านประโยชน์การนำไปใช้อยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.28) นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามยังให้ความคิดเห็นควรมีเนื้อหาในรูปแบบ QR Code ที่สามารถสแกนฟังเสียงคำศัพท์และรูปประโยค เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจในการออกเสียงและการสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการ

2566
การยกระดับจังหวัดกาญจนบุรีสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
การยกระดับจังหวัดกาญจนบุรีสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

การวิจัยเรื่อง การยกระดับจังหวัดกาญจนบุรีสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำของจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ”กาญจนบุรี: เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ” และเพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีไปสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การวิจัยนี้เป็นแบบปริมาณ การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบคุณภาพ ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยวในพื้นที่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ และกลุ่มผู้บริหารระดับสูงภาครัฐที่มีความเกี่ยวเนื่องในระดับการกำหนดยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ผลการวิจัย พบข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีไปสู่เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ 4 แนวทางคือ 1) แนวทางการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเป็นกิจกรรมแบบคาร์บอนต่ำ 2) แนวทางการสร้างความรู้ทางการเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง 3) แนวทางการกำหนดมาตรการด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ 4) แนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ “กาญจนบุรี: เมืองท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ”

2566
ความต้องการ สภาพ และปัญหาการจัดกิจกรรมของนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ความต้องการ สภาพ และปัญหาการจัดกิจกรรมของนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยเรื่องความต้องการ สภาพและปัญหาการจัดกิจกรรมของนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความต้องการในการเข้าร่วมกิจกรรม สภาพการจัดกิจกรรมนักศึกษา และปัญหาการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครชั้นปี่ที่ 1- 4 ทั้ง 9 คณะ ปีการศึกษา 2566 โดยใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กำหนดกลุ่มตัวอย่างมี 400 คน ในการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบผสมผสาน (Mixed Sampling) คือการเลือกตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น (Probability Sampling) และไม่ใช้ความน่าจะเป็น(Non-Probability Sampling) ซึ่งสามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ ผลการวิจัยลักษณะประชากรพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง และเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 มากที่สุด ในส่วนของความต้องการการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 พบว่าด้านกิจกรรมบังคับแกน และ ด้านกิจกรรมพัฒนานักศึกษาสู่บัณฑิตพึงประสงค์ อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนความต้องการด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมหลังยุคโควิด-19 อยู่ในระดับมาก นักศึกษาส่วนมากมีความต้องการกิจกรรมพัฒนานักศึกษาสู่การเป็นบัณฑิตพึงประสงค์ด้วยตนเองอย่างอิสระแบบออนไลน์ สภาพการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลัง โควิด-19 ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และปัญหาการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 อยู่ในระดับมาก โดยพบว่าการประชาสัมพันธ์การจัดกิจกรรมนักศึกษาเป็นปัญหามากที่สุด การทดสอบสมมติฐานพบว่าลักษณะทางประชากรของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร ไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 สภาพของการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19 และปัญหาการจัดกิจกรรมนักศึกษาในยุคหลังโควิด-19

2566