จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 138 )
ไทเขิน : อัตลักษณ์และเส้นทางพหุวัฒนธรรมด้านงานศิลปหัตถกรรม
การวิจัยเรื่อง ไทเขิน : อัตลักษณ์และเส้นทางพหุวัฒนธรรมด้านงานศิลปหัตถกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทและอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน 2) ศึกษาเส้นทางพหุวัฒนธรรมด้านงานศิลปหัตถกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน และ 3) ออกแบบลวดลายและผลิตภัณฑ์กระเป๋าจาก อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยมีเครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย 5 เครื่องมือ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์บริบทและอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน 2) แบบสัมภาษณ์เส้นทางพหุวัฒนธรรมด้านงานศิลปหัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบลวดลายจากอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการออกแบบลวดลายและผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสังเกตุและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้อาวุโส ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นาชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 30 คน ผู้ประกอบการด้านกระเป๋า จำนวน 15 คน และกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านห้วยนาขุ่น จำนวน 15 คน รวมจำนวนทั้งสิน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลจากการศึกษาพบว่า บริบทและอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่มี การเปลี่ยนแปลง จำนวน 3 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะวางรากฐานชุมชน 2) ระยะวางรากฐานชุมชนสู่ การเปลี่ยนแปลง และ 3) ระยะชุมชนบนเส้นทางการเปลี่ยนแปลง และอัตลักษณ์ที่เกิดจาก การรวมกลุ่มอาชีพ เครื่องเขิน เครื่องจักสาน และผ้าทอเส้นทางพหุวัฒนธรรมด้านงานศิลปหัตถกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน พบว่ามี 4 เส้นทาง ได้แก่ 1) การแลกเปลี่ยนซื้อขายวัตถุดิบ 2) โครงสร้างความเชื่อในพื นที่ทางวัฒนธรรม 3) กระบวนการผลิตงานศิลปหัตถกรรม และ 4) การเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรม สู่การผลิตซาทางการค้า และผลการออกแบบลวดลายจากอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน จำนวน 1 ลวดลาย ได้แก่ ลายดอกบัวตอง นาลวดลายมาออกแบบด้วยวิธีการเลเซอร์คัต (Laser Cutting) บนผลิตภัณฑ์กระเป๋า จำนวน 5 รูปทรง รวมทั้งสิน 15 รูปแบบ ได้แก่ 1) กระเป๋าทรงถัง (Bucket Bag) เลือกรูปแบบที่ 3 มีค่าเฉลี่ย ( X = 4.32) 2) กระเป๋าที่มีช่องตกแต่งด้านนอก (Cargo Bag) เลือกรูปแบบที่ 1 มีค่าเฉลี่ย ( X = 4.34) 3) กระเป๋าขนาดใหญ่ (Oversized Bag) เลือกรูปแบบที่ 2 มีค่าเฉลี่ย ( X = 4.33) 4) กระเป๋ารูปทรงเรขาคณิต (Sculptural Shapes Bag) เลือกรูปแบบที่ 3 มีค่าเฉลี่ย ( X = 4.37) และ 5) กระเป๋าแบบถัก (Crochet Bag) เลือกรูปแบบที่ 3 มีค่าเฉลี่ย ( X = 4.35) และความพึงพอใจของผู้ประกอบการด้านกระเป๋า และกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่บ้านห้วยนาขุ่นที่มีต่อกระเป๋าจากลวดลายอัตลักษณ์กลุ่มชาติพันธุ์ไทเขินภาพรวมพบว่า อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด ( X = 4.34) อัตลักษณ์และเส้นทางพหุวัฒนธรรมด้าน งานศิลปหัตถกรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ไทเขิน เป็นกลไกสำคัญในการธารงอัตลักษณ์ในการปรับตัวของชุมชนต่อการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และเป็นการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน
การรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่า ตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาการสนับสนุนตราสินค้าที่ส่งผลต่อการรับรู้ คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าตราสินค้ากีฬาของผู้บริโภคในเขต กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริโภคใน เขตกรุงเทพมหานครที่เคยใช้สินค้ากีฬาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมาก่อนและปัจจุบันก็ยัง คงใช้อยู่ โดยใช้ แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบ ส ม ม ติฐ า น ด้ว ย Independent Samples T-test, One-way ANOVA แ ล ะ Multiple Regression Analysis ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 71.00 อายุ 15 – 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 63.00 การศึกษาระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 83.25 และมีรายได้เฉลี่ย ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 34.00 มีความคิดเห็นในด้านของการรับรู้คุณค่าตราสินค้า กีฬาของผู้บริโภค ประกอบด้วย ด้านการตระหนักรู้ตราสินค้า ด้านคุณภาพการรับรู้ ด้านความเชื่อมโยง กับตราสินค้าโดยรวม อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07, 4.17 และ 4.04 ตามลำดับ มีความ คิดเห็นในด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของผลิตภัณฑ์กีฬา ประกอบด้วย ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย และด้านการส่งเสริมการตลาดโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.11, 4.08, 4.20 และ 4.07 ตามลำดับ และมีความคิดเห็นในการสนับสนุนตราสินค้า ประกอบด้วย ความภักดีต่อตราสินค้า การมีส่วนร่วมกับตราสินค้า การมีปฏิสัมพันธ์กับตราสินค้า คุณค่าของตราสินค้า และความรักในตราสินค้า โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14, 4.04, 4.07, 4.17 และ 4.13 ตามลำดับ
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี
การศึกษ านี้มีวัตถุป ระสงค์เพื่อ 1) ศึกษ าปัจจัยส่วน บุคคลของนักเรียน ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือก เรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี 3) ศึกษา ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลกับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน ที่กำลังศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี จำนวน 200 คน ด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าไคสแควร์ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 65.50 มีอายุ17 ปี คิดเป็นร้อยละ 45.00 เลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาอาหารและโภชนาการ คิดเป็นร้อยละ 81.50 และมีเกรดเฉลี่ยสะสม ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่าง 3.01-3.50 คิดเป็นร้อยละ 49.50 2) การตัดสินใจเลือกเรียนต่อ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ( x = 3.94, S.D. = 0.639) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงจากมากไปหาน้อย พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านภาพลักษณ์ของวิทยาลัย (x = 3.99, S.D. = 0.707) รองลงมาคือ ด้านสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ที่สนับสนุนการสอน ( x = 3.96, S.D. = 0.730) และน้อยที่สุดคือ ด้านหลักสูตร ( x = 3.89, S.D. = 0.709) และ 3) ปัจจัยส่วนบุคคล จำแนกตามเพศ และสาขาวิชาที่เลือกเรียน มีความสัมพันธ์ กับการตัดสินใจเลือกเรียนต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาคหกรรม วิทยาลัย อาชีวศึกษาธนบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การตัดสินใจซื้อซํ้าของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย เขตกรุงเทพมหานคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคล คุณภาพบริการ การรับรู้คุณค่า ตราสินค้า และกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย เขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคที่เคยซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ ช่วงอายุ 28 – 43 ปี จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่าสถิติ F-test (One way ANOVA) เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบรายคู่ (Multiple Comparison) ด้วยวิธี Least Significance Difference (LSD) และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis; MRA) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยประชากรศาสตร์บางด้าน ได้แก่ เพศ การศึกษา และรายได้เฉลี่ย ต่อเดือน ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำของเสื้อผ้าแฟชั่นออนไลน์ในเจเนอเรชั่นวาย เขตกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ปัจจัยคุณภาพบริการ ปัจจัยการรับรู้คุณค่าตราสินค้า และกลยุทธ์ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับ กรณีศึกษา: นิคมอุตสาหกรรมอัญมณี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับของนิคมอุตสาหกรรมอัญธานี 2) ศึกษากระบวนการ และขั้นตอนในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ 3) สำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) เสนอแนะแนวทางและตัวแบบในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed - Method Research) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 12 คน และเชิงปริมาณ ประกอบด้วยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร ผู้ประกอบการอัญมณี ผู้จัดการหรือหัวหน้างาน ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีและเครื่องประดับจากกลุ่มตัวอย่าง 355 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าจำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบตวามแตกต่าง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาเชิงคุณภาพ พบว่า นิคมอุตสาหกรรมอัญธานีมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบคลัสเตอร์ แต่ยังขาดระบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์การพัฒนาทักษะแรงงานและการยกระดับอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะด้านการฝึกอบรม การจัดหลักสูตรเฉพาะทาง การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการใช้เทคโนโลยีร่วมกับงานฝีมือ นอกจากนี้ยังพบความแตกต่างทางด้านมุมมองระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการออกแบบระบบการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และมีความร่วมมือเชิงพื้นที่แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งควรดำเนินการผ่าน 1) การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้กลางอยู่ในนิคมที่เชื่อมโยงกับสถานประกอบการและชุมชน 2) การพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการร่วมระหว่างภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา 3) การส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านระบบรางวัลและการยกย่องช่างฝีมือ 4) การสร้างเครือข่ายนวัตกรรมขึ้นในระดับนิคม และ 5) การสนับสนุนนโยบายเฉพาะพื้นที่เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับ ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความแตกต่างปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง และระยะเวลาในการปฏิบัติงาน พบว่าตัวแปร เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในงานด้านอัญมณีและเครื่องประดับ มีระดับความคิดเห็นทั่วไปเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ และประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทำการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า ปัจจัยด้านอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ และโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ มีอิทธิพลต่อการรับรู้ถึงประโยชน์ของเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรตามได้ถึงร้อยละ 74.30 และด้านโครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้สามารถพยากรณ์ปัจจัยของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับได้ร้อยละ 71.40 นอกจากนี้โครงสร้างหลักของเมืองแห่งการเรียนรู้ ยังส่งผลต่อประโยชน์ของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากการสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากข้อค้นพบของการวิจัย ผู้วิจัยได้สร้างตัวแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับสำหรับประเทศไทย โดยใช้ตัวแบบ “4-C 1-P Model” ประกอบด้วย 1) Collaboration: การสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ 2) Curriculum: การสร้างหลักสูตรที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ 3) Community: การอาศัยแรงสนับสนุนการเรียนรู้จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 4) Culture: การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง ผนวกด้วย 5) 1-P: Policy: การขับเคลื่อนเชิงนโยบายจากภาครัฐ ซึ่งตัวแบบนี้จะสามารถประยุกต์ใช้กับนิคมอุตสาหกรรมอื่นในประเทศไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับ นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตของแรงงานและผู้เกี่ยวข้องได้อย่างยั่งยืน