จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 138 )

สมบัติการย้อมสีและความคงทนของสีบนผ้าไหมย้อมด้วยเปลือกของฝักมะขาม
สมบัติการย้อมสีและความคงทนของสีบนผ้าไหมย้อมด้วยเปลือกของฝักมะขาม

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการย้อมสีผ้าไหมด้วยสารสกัดจากเปลือกฝักมะขาม ซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นสีย้อมธรรมชาติที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อกระบวนการย้อมสี ได้แก่ อุณหภูมิ เวลา ค่า pH ความเข้มข้นของสารละลายสีย้อม อิทธิพลของสารมอร์แดนท์ต่อความเข้มของสีบนผ้าไหมรวมถึงความคงทนของสีต่อการซักล้าง น้ำ เหงื่อ ขัดถู และแสงแดด ผลการวิจัยพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการย้อมคือ 90 องศาเซลเซียส เวลา 60 นาที ค่า pH 7 โดยผ้าไหมมีเฉดสีน้ำตาลแดงเข้ม และมีค่าความเข้มสี (K/S) สูงสุด สำหรับผลของความเข้มข้นของสารละลายสีย้อมพบว่าช่วงความเข้มข้น 70–80% o.w.f. เป็นช่วงที่ให้ค่าความเข้มของสีสูงสุด การใช้สารมอร์แดนท์ประเภทสารส้ม และจุนสีจะให้เฉดสีน้ำตาลออกแดง ในขณะที่สแตนนัสคลอไรด์จะให้เฉดสีครีมออกเหลืองจนถึงสีน้ำตาลอ่อนอย่างไรก็ตามถ้าใช้สารมอร์ แดนท์ประเภทสนิมเหล็กผ้าไหมมีเฉดสีน้ำตาลเทาดำ ผ้าไหมที่ย้อมด้วยสารสกัดจากเปลือกของ ฝักมะขามโดยใช้และไม่ใช้สารมอร์แดนท์มีค่าความคงทนของสีต่อการซักล้าง น้ำเหงื่อ อยู่ในระดับปานกลางถึงดี ค่าความคงทนของสีต่อการขัดถูมีค่าอยู่ในระดับปานกลางถึงดี ยกเว้นเมื่อใช้สนิมเหล็กและ สแตนนัสคลอไรด์เป็นสารมอร์แดนท์ในสภาวะการทำมอร์แดนท์พร้อมการย้อมสีพบว่าค่าความคงทนของสีอยู่ในระดับต่ำถึงพอใช้ ในส่วนค่าความคงทนของสีต่อแสงมีค่าอยู่ในระดับต่ำถึงพอใช้ จากผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเปลือกของฝักมะขามมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นสีย้อมธรรมชาติที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อมสำหรับย้อมผ้าไหมอย่างยั่งยืน

2567
การย้อมสีเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายด้วยผลคอคอเด๊าะ และการประยุกต์ใช้สาหรับผ้าปักมือ
การย้อมสีเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายด้วยผลคอคอเด๊าะ และการประยุกต์ใช้สาหรับผ้าปักมือ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีการเตรียมเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้าย สำหรับการย้อมจากผลคอคอเด๊าะที่เหมาะสม 2) ศึกษาวิธีการเตรียมน้ำสีย้อมและวิธีการย้อมสี เส้นด้ายผสมระหว่าง กัญชงและฝ้ายจากผลคอคอเด๊าะที่เหมาะสม 3) ประเมินค่าความคงทนของสีย้อมบนเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายที่ถูกย้อมสีด้วยผลคอคอเด๊าะ และ 4) สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าปักมือจากเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายที่ย้อมสีจากผลคอคอเด๊าะวิธีการวิจัยเริ่มต้นด้วยการชุบมันเส้นด้ายก่อนแล้วจึงนำเส้นด้ายไปทำความสะอาดและฟอกขาว จากนั้นแบ่งเส้นด้ายส่วนหนึ่งไปทำการปรับประจุบวกเพื่อเตรียมไว้สำหรับการย้อมสีการเตรียมน้ำย้อมจากผลคอคอเด๊าะ ทำโดยการทำความสะอาดผลแล้วต้มในถุงกรองผ้าใยสังเคราะห์และต้องระวังอย่าทำให้เมล็ดภายในผลคอคอเด๊าะแตก ทำการย้อมสีเส้นด้ายในขณะต้มผลคอคอเด๊าะได้โดยไม่ต้องแยกน้ำสีออก แล้วนำเส้นด้ายทั้งที่ผ่านการปรับประจุและไม่ผ่านการปรับประจุลงไปย้อมพร้อม ๆ กัน จากนั้นเส้นด้ายที่ผ่านการย้อมสีไปวิเคราะห์ผลการย้อมสี และทดสอบความคงทนของสีย้อมบนเส้นด้าย และนำเส้นด้ายไปสร้างสรรค์เป็นผ้าปักมือต่อไปผลการศึกษาพบว่าเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายที่ผ่านการปรับประจุบวกจะได้ค่าความเข้มสี (K/S) มากเป็น 2.8 เท่าของเส้นด้ายที่ไม่ผ่านการปรับประจุบวก ส่วนผลการทดสอบค่าความคงทนของสีย้อมในเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายที่ย้อมด้วยสีจากผลคอคอเด๊าะ พบว่า ความคงทนของสีต่อการซักล้าง ความคงทนของสีต่อการขัดถู ความคงทนของสีต่อเหงื่อ และความคงทนของสีต่อน้ำอยู่ในระดับ ดี ถึง ดีมาก ขณะที่ความคงทนของสีต่อแสงอยู่ในระดับที่ต่ำ ถึง ต่ำมาก สำหรับการนำเส้นด้ายผสมระหว่างกัญชงและฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีจากผลคอคอเด๊าะไปปักลายลงบนผ้าด้วยมือผู้วิจัยได้ดำเนินการปักลายเป็นภาพ พระธาตุดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่โดยทำเป็นกรอบภาพเพื่อการแขวนประดับตกแต่ง

2567
การพิมพ์ผ้าไนลอน 66 ด้วยสีผงธรรมชาติจากฝักสะตอและการประยุกต์ใช้ สำหรับทำกระเป๋าเป้สะพายหลัง
การพิมพ์ผ้าไนลอน 66 ด้วยสีผงธรรมชาติจากฝักสะตอและการประยุกต์ใช้ สำหรับทำกระเป๋าเป้สะพายหลัง

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษผ้าไนลอน 66 ที่เหลือจากกระบวนการ ผลิตถุงลมนิรภัยในอุตสาหกรรมยานยนต์มาผ่านกระบวนการพิมพ์ด้วยสีผงจากฝักสะตอ อีกทั้งพัฒนา สูตรแป้งพิมพ์ และสภาวะที่เหมาะสมสาหรับการพิมพ์สีผงธรรมชาติจากฝักสะตอ ลงบนผ้าไนลอน 66 พร้อมทั้งศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพ และความคงทนของสีพิมพ์ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เป็นกระเป๋าเป้สะพายหลัง ผลการศึกษาพบว่าผ้าไนลอน 66 ที่ผ่านการพิมพ์ด้วยสีผงจากฝักสะตอให้เฉดสีน้าตาลออก เหลือง และเมื่อใช้สารมอร์แดนท์ชนิดสนิมเหล็กให้เฉดสีเทา-ดา ขณะที่ใช้สารส้มให้เฉดสีน้าตาล-เหลือง และยังช่วยเพิ่มความสว่างของเฉดสี และเมื่อใช้สารมอร์แดนท์จุนสีให้เฉดสีน้าตาล ทั้งนี้นอกจากสาร มอร์แดนท์จะทาให้เฉดสีบนผ้าพิมพ์มีสีที่ความแตกต่างกันแล้ว ยังมีบทบาทสาคัญในการเพิ่ม ประสิทธิภาพในส่วนของความคงทนของสีต่อการการซักล้าง การขัดถู เหงื่อ น้า และแสงแดดเทียม อีกด้วย โดยเฉพาะสนิมเหล็กที่ให้ผลลัพธ์ในด้านความคงทนที่ดีมาก ในขณะที่ผ้าพิมพ์ที่ได้มีความ กระด้างของผ้าเล็กน้อย เนื่องจากการพิมพ์สีพิกเม้นท์ มีส่วนประกอบของ ไบเดอร์ สารข้น และเม็ดสี ยังคงยึดเกาะอยู่บนเส้นใย จึงมีผลทาให้ผ้าเกิดวามแข็งกระด้างเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผ้าก่อนการพิมพ์ผลิตภัณฑ์ต้นแบบได้รับการพัฒนาด้วยเทคนิคการสร้างแบบตัดแบบไม่สมมาตร และการ ตัดเย็บด้วยวัสดุเศษผ้าไนลอน 66 ที่เหลือจากกระบวนการผลิตถุงลมนิรภัย กระเป๋าเป้สะพายหลังที่ พัฒนาแล้วมีคุณภาพการใช้งานที่หลากหลาย สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม และสนับสนุนการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน ทั้งยังเป็นการนาเสนอแนวทางใหม่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัสดุเหลือใช้ ผ่านการผสมผสานการออกแบบผลิตภัณฑ์ และการใช้สีผงธรรมชาติจากฝักสะตอ

2567
การศึกษาสมบัติด้านกายภาพของผ้าทอที่ผ่านการตกแต่งด้วย สารหน่วงไฟสำหรับการผลิตเสื้อผ้าเด็ก
การศึกษาสมบัติด้านกายภาพของผ้าทอที่ผ่านการตกแต่งด้วย สารหน่วงไฟสำหรับการผลิตเสื้อผ้าเด็ก

งานวิจัยเรื่อง“การศึกษาสมบัติด้านกายภาพของผ้าทอที่ผ่านการตกแต่งด้วยสารหน่วงไฟสำหรับการผลิตเสื้อผ้าเด็ก” นี้ มีที่มาจากการที่ผู้วิจัยมีอาชีพเป็นแพทย์ และได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตในต่างประเทศหลายปี พบว่า ชุดนอนของเด็กในต่างประเทศมีสมบัติหน่วงไฟ อันเนื่องมาจากมีข้อกำหนดทางกฎหมาย แต่สำหรับในประเทศไทยไม่มี ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีแนวความคิดที่จะทดลองผลิตผ้าหน่วงไฟที่สามารถใช้งานในชีวิตประวันของเด็กได้จริงเพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการกำหนดเป็นกฎหมายในอนาคตต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาผลของความเข้มข้นของสารหน่วงไฟที่มีผลต่อผ้าฝ้ายและผ้าฝ้ายผสม 2) เพื่อศึกษาสมบัติการหน่วงไฟของผ้าก่อนและหลังการซักแห้ง 3) เพื่อทดสอบสมบัติเชิงกายภาพของผ้า ภายหลังจากการตกแต่งหน่วงไฟ และ 4) เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบ (ชุดนอนเด็ก) จากผ้าที่มีสมบัติหน่วงไฟ วิธีการวิจัย เริ่มด้วยการเตรียมผ้าฝ้ายทอและผ้าฝ้ายทอเส้นใยผสม 2 ชนิด คือ ผ้า ซีวีซี (CVC) และผ้าทีซี (T/C) ให้มีความพร้อมสำหรับการตกแต่ง จากนั้นนำผ้าทอทั้ง 3 ชนิด ไปทำการตกแต่งด้วยสารหน่วงไฟ ซึ่งในงานวิจัยนี้ใช้สาร Flamegard CP โดยกำหนดปริมาณการใช้สารหน่วงไฟให้มีความเข้มข้น 100, 150, 200, 250 และ 300 กรัมต่อลิตร สำหรับกรดฟอสฟอริคที่ใช้ปรับค่า pH ของสารหน่วงไฟ มีปริมาณอยู่ที่ 10, 15, 20, 25 และ 30 กรัมต่อลิตร ตามลำดับ ส่วนอุณหภูมิที่ใช้ในการผนึกสารหน่วงไฟทุกความเข้มข้น คือ 165 องศาเซลเซียส และเวลาที่ใช้ในการผนึกสารหน่วงไฟกำหนดให้เป็น 30, 45 และ 60 วินาที จากนั้นนำผ้าที่ผ่านการตกแต่งไปทดสอบการเผาไหม้ และทดสอบความทนทานในด้านต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบกับผ้าที่ไม่ผ่านการตกแต่งด้วยสารหน่วงไฟ ผลการศึกษาพบว่า ปริมาณและสภาวะที่เหมาะสมในการตกแต่งสารหน่วงไฟลงบนผ้าทอทั้ง 3 ชนิด คือใช้สารหน่วงไฟปริมาณ 100 กรัมต่อลิตร ร่วมกับกรดฟอสฟอริคจำนวน 10 กรัมต่อลิตร ใช้อุณหภูมิในการผนึกสารหน่วงไฟที่ 165 องศาเซลเซียส และใช้เวลาในการผนึกสารหน่วงไฟ 30 วินาที ในส่วนของการทดสอบการเผาไหม้ พบว่า ผ้าทอทั้ง 3 ชนิด ที่ผ่านตกแต่งด้วยสารหน่วงไฟและนำผ้าไปทำการซักแห้งด้วยสารเปอร์คลอโรเอททิลลีน จำนวน 1 ครั้ง พบว่า ผ้ายังคงมีสมบัติหน่วงไฟได้เหมือนกับผ้าที่ไม่ผ่านการซักแห้ง และสำหรับผลการทดสอบสมบัติเชิงกายภาพของผ้าทอทั้ง 3 ชนิดหลังการตกแต่งด้วยสารหน่วงไฟ พบว่า ค่าความกระด้างของผ้า (stiffness) เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ค่าความแข็งแรงของผ้าต่อแรงดึงขาด (tensile strength) และค่าความแข็งแรงของผ้าต่อการขัดถู (abrasion resistance) ลดลงเล็กน้อย ส่วนค่าความแข็งแรงของผ้าต่อแรงฉีกขาด (tear strength) ลดลงค่อนข้างมาก

2567
การย้อมสีผ้าไนลอนด้วยเปลือกปลีกล้วยน้าว้าเพื่อป้องกันรังสียูวี
การย้อมสีผ้าไนลอนด้วยเปลือกปลีกล้วยน้าว้าเพื่อป้องกันรังสียูวี

งานวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้เปลือกปลีกล้วยน้ำว้าที่เหลือใช้ทางการเกษตรนำมาย้อมผ้า ไนลอน 6 โดยการการวิเคราะห์สภาวะที่เหมาะสมในการย้อมสี ซึ่งได้แก่ อุณหภูมิ เวลา ค่าความเป็น กรด-ด่าง (pH) อัตราส่วนของวัสดุต่อน้ำย้อม ความเข้นข้นของสารละลายสีย้อม ตลอดจนศีกษาผลการ ใช้สารมอร์แดนท์สำหรับการย้อมสี และศึกษาค่าความคงทนของสี จากผลการวิจัยพบว่าสภาวะที่ให้ ความเข้มสีสูงสุดโดยใช้อุณหภูมิการย้อมที่ 90 องศาเซลเซียส เวลาย้อม 60 นาที ค่า pH 3 ความ เข้มข้นสารละลายสีย้อม 50%. o.w.f อัตราส่วนวัสดุต่อน้ำย้อมเท่ากับ 1:100 การวิจัยครั้งนี้ใช้สารมอร์ แดนท์ 4 ชนิด ได้แก่ สารส้ม จุนสี สนิมเหล็ก และสแตนนัสคลอไรด์ ผลการวิจัยพบว่าผ้าไนลอน 6 ย้อมด้วยเปลือกปลีกล้วยน้ำว้าโดยไม่ใช้สารมอร์แดน์และใช้สารมอร์แดนท์ประเภท สารส้ม จุนสีและส แตนนัสคลอไรด์ ให้เฉดสีน้ำตาลออกแดง อย่างไรก็ตามถ้าใช้มอร์แดนท์ประเภทสนิมเหล็กให้เฉดสี น้ำตาลออกเทา ผลการวิจัยยังพบอีกว่าค่าความเข้มข้นของสารละลายสีย้อมเพิ่มขึ้นส่งผลให้ค่าความเข้ม สีบนผ้าไนลอนเพิ่มขึ้น ค่าการป้องกันรังสียูวี (UPF) ของผ้าไนลอน 6 ก่อนการย้อมสีไม่สามารถป้องกัน รังสียูวีได้และเมื่อนำไปย้อมสีด้วยเปลือกปลีกล้วยน้ำว้าโดยใช้และไม่ใช้สารมอร์แดนท์พบว่าผ้าไนลอนมี ประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวี (UPF) ได้ในระดับดีเยี่ยม (UPF ≥ 40) ค่าความคงทนของสีต่อการซัก ล้างอยู่ในระดับปานถึงดี ค่าความคงทนของสีต่อน้ำและความคงทนของสีต่อการขัดถูอยู่ในระดับดีถึงดี มาก ความคงทนของสีต่อเหงื่อเทียมอยู่ในระดับปานกลางถึงดีในขณะที่ค่าความคงทนของสีต่อแสงอยู่ ในดับต่ำถึงพอใช้งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้ประโยชน์เปลือกปลีกล้วยน้ำว้าในฐานะ วัสดุย้อมสีธรรมชาติที่สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ได้ต่อผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

2567