จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 143 )

การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด

กระท่อมเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในสมัยโบราณมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการติดเชื้อในลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอ ทำให้นอนหลับ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบ หรือชงเป็นน้ำชา ในปี 2565 หลังจากมีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหาร ทำให้ปัจจุบันสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือผลิตเป็นยาสำหรับรักษาโรคได้ โดยนอกจากการซื้อขายใบสดแล้วนั้น ได้มีการแปรรูปใบกระท่อมนั้นมีด้วยกันหลายชนิดทั้งการใส่แคปซูลเป็นสารสกัดเข้มข้น รวมถึงประเภทใบแห้ง และ ชนิดผง ซึ่งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเช่นเครื่องดื่มผสมใบกระท่อม กระท่อมบรรจุถุงชาพร้อมชง เป็นต้น จึงมีความสนใจที่จะศึกษาการนำใบกระท่อมมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบด ซึ่งเครื่องอบแห้งแบบ ฟลูอิดไดซ์เบด ที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักใบกระท่อมในการอบแห้ง 1 กิโลกรัม, 2 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ทดลองอบใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 50°C, 55°C, 60°C, 65°C และ 70°C บันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงในแต่ละช่วงเวลา ใช้แบบจำลองการอบแห้ง Newton, Page, Midilli, Wang and Singh และ Logarithmic ในการทำนายผลการอบแห้ง ผลการทดลองพบว่า การอบแห้งใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 55°C ใช้เวลาในการอบแห้ง 150 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งใบกระท่อมที่ดีที่สุด เนื่องจากเมื่อเทียบกับการอบแห้งที่อุณหภูมิ 50°C พบว่าความชื้นจะลดลงช้ากว่าและสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะสูงกว่า และเมื่อเทียบกับอุณหภูมิ 60°C, 65°C และ 70°C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า แต่ทำให้ปริมาณสารไมทราไจนีลใน ใบกระท่อมมีปริมาณที่ลดลงไป ตามอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น สำหรับการจำลองพบว่า แบบจำลอง Midilli model ให้ค่าตัวชี้วัด R2 สูงสุดถึง 0.9998 และค่าตัวชี้วัด RMSE ต่ำสุดถึง 0.0055 ในขณะที่แบบจำลองอื่น ๆ มีค่าตัวชี้วัด R2 ที่ต่ำกว่า และค่าตัวชี้วัด RMSE ที่สูงกว่าแบบจำลองของ Midilli model ทั้งหมด ดังนั้นแบบจำลองของ Midilli model สามารถทำนายผลได้แม่นยำสูงสุดในทุกสภาวะอบแห้ง เป็นแบบจำลองการอบแห้งที่เหมาะสำหรับการอบแห้งใบกระท่อมด้วยลมร้อน

2567
การศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องพ่นแอสฟัลต์
การศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องพ่นแอสฟัลต์

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดน้ำมันดีเซล โดยวิธีการปรับเปลี่ยนความดันเชื้อเพลิง การศึกษานี้ทำการทดสอบกับเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ชนิดเคลื่อนที่ได้ ติดตั้งอยู่กับรถบรรทุก 6 ล้อ การปรับเปลี่ยนความดันเชื้อเพลิงในแต่ละครั้งจะขึ้นอยู่กับภาระความต้องการใช้งานเร่งด่วนของหน้างานและผู้ใช้งาน ปัญหาของเตาเผาที่เกิดขึ้น คือ เตาเผาจุดติดไฟยาก และขณะเตาเผาทำงานจะมีปริมาณควันดำที่ปล่อยออกมาจากปล่องไอเสียเป็นจำนวนมาก โดยมีเงื่อนไขในทดสอบ คือ การปรับเปลี่ยนระดับความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 40-80 psi และทำการบันทึกค่าวัดไอเสียเตาเผา จากการทดสอบการปรับเปลี่ยนระดับความดันเชื้อเพลิง และการทำงานของเตาเผาเครื่องพ่นแอสฟัลต์ พบว่า ที่ระดับความดันเชื้อเพลิง 40 psi มีประสิทธิเตาเผาสูงสุดเท่ากับ ร้อยละ 59.14 เมื่อเทียบกับความดันเชื้อเพลิงที่ระดับ 45-80 psi และ ผลการวัดค่าก๊าซไอเสียที่ความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 40 psi พบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เท่ากับ ร้อยละ 5.06, ร้อยละ 0.09 และ 7.0 ppm ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกำหนด และอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 34.80 ลิตรต่อชั่วโมง น้อยกว่าระดับความดันเชื้อเพลิง ที่ระดับ 45-80 psi อยู่ร้อยละ 1.7-5 ซึ่งจากผลการทดสอบ จึงได้กำหนดระดับความดันเชื้อเพลิงของเตาเผา ในการใช้งานไว้ที่ระดับ 40 psi ซึ่งสามารถลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงได้ และยังสามารถควบคุมอัตราการปลดปล่อยก๊าซไอเสีย และควันดำไม่ให้เกินค่ามาตรฐานที่กำหนด

2567
การวิเคราะห์ค่าความเครียดสนามไฟฟ้าจากชุดอิเล็กโทรดสร้างก๊าซโอโซนสำหรับห้องปลอดเชื้อ
การวิเคราะห์ค่าความเครียดสนามไฟฟ้าจากชุดอิเล็กโทรดสร้างก๊าซโอโซนสำหรับห้องปลอดเชื้อ

วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอการออกแบบอิเล็กโทรดในสนามไฟฟ้าเคมีแรงดันสูงในรูปแบบของการกระจายสนามไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอสูง เพื่อหาจุดที่เหมาะสมและที่มาของการสร้างเครื่องกำเนิดก๊าซโอโซนที่ใช้เป็นคุณสมบัติที่ดีในการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากคุณสมบัติทางเคมีของก๊าซโอโซนที่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อโรคทั้งในน้ำและอากาศ ประกอบกับความจริงที่ว่าก๊าซโอโซนไม่ใช้สารเคมีและสามารถย่อยสลายได้ภายใน 20 นาทีและไม่ทิ้งสารตกค้างในน้ำและในสภาพอากาศ ในการวิจัยนี้ จะมีการตรวจสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมของประเภทอิเล็กโทรดที่ใช้เป็นชุดเครื่องกำเนิดโอโซน และจะนำไปสู่การเปรียบเทียบการออกแบบอิเล็กโทรดต่าง ๆ ผลลัพธ์ได้รับการวิเคราะห์โดยทางโปรแกรมเพื่อกำหนดการเปรียบเทียบที่เป็นไปได้กับการออกแบบอิเล็กโทรดสร้างโอโซนที่มีประสิทธิภาพ การวิจัยระบุสนามไฟฟ้าที่สร้างขึ้นใน แต่ละชุดอิเล็กโทรดเพื่อกำหนดความสามารถในการปรับปริมาณโอโซนให้เหมาะสม

2567
การออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล
การออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาลที่เหมาะสมตามความต้องการของผู้ตัดสินใจ โดยการประยุกต์ใช้วิธีการตัดสินใจหลายหลักเกณฑ์แบบคลุมเครือ ซึ่งระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 คือส่วนฐานข้อมูล ซึ่งรวบรวมข้อมูลแชทบอทที่เหมาะสมสำหรับสถานพยาบาลและข้อมูลรายละเอียดของเกณฑ์การตัดสินใจ ส่วนที่ 2 คือ ส่วนการคำนวณน้ำหนักความสำคัญ โดยทำการคำนวณน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์ตัดสินใจด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์แบบคลุมเครือ และส่วนที่ 3 คือ ส่วนที่ใช้ตัดสินใจเลือกแชทบอทที่เหมาะสมสำหรับสถานพยาบาล เกณฑ์การตัดสินใจหลักประกอบด้วย 4 เกณฑ์ดังนี้ 1. ฟังก์ชั่น (Functionalities) 2. ความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย (Multilingual Ability) 3. การใช้งาน (Usability) และ 4. ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว (Security and Privacy) งานวิจัยนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาในสถานพยาบาลในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่าการออกแบบระบบการตัดสินใจในการเลือกแชทบอทสำหรับสถานพยาบาล สามารถช่วยทำให้การตัดสินใจได้ตรงตามวัตถุประสงค์ และความต้องการของสถานพยาบาล และได้ผลการตัดสินใจที่น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ยังมีการวิเคราะห์ความไว ซึ่งเป็นประโยชน์ที่มีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

2567
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพดัชนีความยากจนหลายมิติด้วยค่าสัมประสิทธิ์ที่เหมาะสมโดยใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์
การศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพดัชนีความยากจนหลายมิติด้วยค่าสัมประสิทธิ์ที่เหมาะสมโดยใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาค่าน้ำหนักดัชนีความยากจนหลายมิติ ในระบบบริหารจัดการข้อมูล การพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform: TPMAP) โดยระบบดังกล่าวสำนักงานเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติร่วมมือกับ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ พัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และระบุปัญหาความยากจนของคนในประเทศมุ่งเน้น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยมีปัจจัยที่นำมาใช้ ในการคำนวณหาค่าดัชนีความยากจนหลายมิติ 5 ด้าน คือ ด้านสุขภาพ ด้านความเป็นอยู่ ด้านการศึกษา ด้านการเงิน และด้านการเข้าถึงบริการรัฐ มีน้ำหนักเท่ากัน การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา หาน้ำหนักหรืออิทธิพลของปัจจัยในแต่ละมิติ ด้วยกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytical Hierarchy Process: AHP) จากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่าน จากหลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง จากการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้พบว่า ด้านสุขภาพ มีความสำคัญสูงสุดคิดเป็นร้อยละ 25.85 ด้านการศึกษาคิดเป็นร้อยละ 25.62 ด้านการเงินคิดเป็นร้อยละ 18.12 ด้านการเข้าถึงบริการรัฐคิดเป็นร้อยละ 16.61 ตามลำดับ และด้านความเป็นอยู่ มีความสำคัญน้อยที่สุดคิดเป็นร้อยละ 13.80

2567