จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 138 )

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร3) ศึกษาคุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติต่องาน และแรงจูงใจต่องาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จานวน 380 คนและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งใน เขตกรุงเทพมหานคร จานวน 20 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความผูกพันต่อองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการประกอบอาชีพ รายได้ และสถานที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ผลการวิเคราะห์การส่งผลตัวแปรอิสระต่อตัวแปรความผูกพันในองค์การ พบว่า คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานสามารถทานายความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครทั้งสามแห่งได้ในระดับสูงถึงร้อยละ 72.8 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 4) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปัจจัยตัวแปรอิสระ ได้แก่ คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ระหว่างโรงพยาบาลที่ต่างกัน พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน การส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการ การจัดสภาพแวดล้อมในการทางานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสาคัญในการเสริมสร้างความผูกพันต่อวิชาชีพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ปฏิบัติงาน จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความจงรักภักดีต่อโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความผูกพันและความจงรักภักดีต่อวิชาชีพพยาบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

2567
ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา
ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการ พัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ ชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา และ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผสมกับเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาค ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ กำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้จำนวน 10 ราย แต่เก็บได้จริง 22 ราย ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากประชากร 3 อำเภอมีพื้นที่ท้ายเขื่อน จำนวน 8 ต้าบล อำเภอบ้านตาขุนเลือกมา 1 ตำบล อำเภอคีรีรัฐเลือกมา 1 ตำบล และอำเภอพุนพินเลือก มา 1 ตำบล โดยการจับสลากเลือกตำบล ประชากรจำนวน 15,498 คน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 ราย แต่ได้เพิ่มเป็น 400 ราย เพื่อให้มีความสมบูรณ์ถูกต้อง โดยที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา (content analysis) ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า 1. มิติความร่วมมือทุกภาคส่วน มีความสำคัญอย่างมาก ลำดับถัดมามิติการจัดการแบบเครือข่าย เนื่องจากต้องอาศัยทุกองคาพยพในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา ล้าดับที่ 3 คือ มิติการบริหารจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงส่วนลำดับสุดท้าย คือ มิติทุนทางสังคม ก็เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และจำนวนผู้พักอาศัยในครอบครัวที่ส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา มีความแตกต่างกัน 3. ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาต่อวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 3 ประการ คือ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน มิติความมั่นคงสำคัญที่สุด รองลงมาคือมิติความมั่งคั่ง สุดท้ายคือมิติความยั่งยืน 4. ปัญหา/อุปสรรคที่ส้าคัญ เช่น 1) ผู้บริหารเขื่อนรัชชประภาไม่สนใจและไม่ใส่ใจความเดือนร้อน ของชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน 2) ภาพลักษณ์ไม่ดีของเขื่อนรัชชประภา 3) วินัยในการบริหารจัดการกองทุนของคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำไม่เพียงพอ ท้าให้มีหนี้สินค่าไฟจำนวนมาก เป็นต้น ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. พัฒนาขีดความสามารถทักษะและเทคนิคในการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการบริหารจัดการน้ำตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน 2. ควรจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันทน์ของการใช้ประโยชน์จากเขื่อนชลประทานรัชชประภา ให้สมเจตนารมย์ “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเขื่อนรัชชประภา 3. ควรทำประชาคมในพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาระบบชลประทานท้ายเขื่อน ฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและให้เกิดการยอมรับเมื่อมีการพัฒนาพื้นที่ท้ายเขื่อน ฯ โดยเฉพาะในขั้นกระบวนการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือหลายภาคส่วนที่ต้องด้าเนินการอย่างจริงจังและจริง

2567
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง และ 3) เพื่อศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง โดยการวิจัยคุณภาพเป็นหลักเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ (content analysis) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ใช้เลือกตำบลที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลจาก 6 ตำบล คือ ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง ตำบลตาขัน ตำบลหนองบัวและตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (key informants) การวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน14 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณทำการถอดแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ได้แก่ ชาวบ้านตาบลนาตาขวัญจำนวน 136 ราย ตำบล ตาขันจำนวน 72 ราย ตำบลหนองบัวจำนวน 134 ราย และตำบลบ้านค่ายจำนวน 58 ราย ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง การมีส่วนร่วมด้านการรับผลประโยชน์ในระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยมาก ส่วนการมีส่วนร่วมด้านการดำเนินการและการประเมินผลพบว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมใด ๆ เลย 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน อายุ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพ อายุ อาชีพ และระยะเวลาที่พักอาศัยในอำเภอส่งผลต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง แตกต่างกัน 3. ผลของการดำเนินโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบายน้ำฯ ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มิติด้านเศรษฐกิจและความมั่งคั่งให้ความสำคัญในระดับมาก รองลงมาคือมิติด้านสิ่งแวดล้อมมิติด้านการพัฒนาคน มิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนาอยู่ในระดับมาก และมิติด้านสันติภาพและความยุติธรรมอยู่ในลำดับสุดท้ายปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญมี 6 ประการ ได้แก่ ประการแรกบางสายไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอประการที่ 2 คอลงซอยมีต้นไม้จำนวนมากบดบังการไหลของน้ำ ประการที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจรับโครงการก่อสร้างคลองส่งน้าและระบายน้าฯ ประการที่ 4 การเมืองเข้าแทรกแซง ประการที่ 5 ถนนเลียบคลองไม่สามารถสัญจรได้ และประการที่ 6 สภาพคลองซอยฯบางช่วงปูนแตก เก็บน้ำไม่อยู่ ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. หน่วยงานภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม ร่วมแสดงความคิดเห็น เข้าประชุมและอบรม ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยมุ่งเน้นให้ทราบถึงประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการชลประทานให้แก่ชาวบ้านได้รับทราบ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรน้ำ 2. กรมชลประทานควรกลับไปพิจารณาแผนการก่อสร้างการชลประทานในพื้นที่ที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างฯ ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายได้ และเพื่อให้การใช้งบประมาณประเทศมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

2567
กลยุทธ์การตรวจสอบภายในเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
กลยุทธ์การตรวจสอบภายในเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงที่ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การตรวจสอบภายในเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รวมทั้งศึกษาตัวแปรแทรกการสนับสนุนของผู้บริหารซึ่งเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ของกลยุทธ์การตรวจสอบภายในเชิงรุกและการบริหารความเสี่ยงที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลประชากรและกลุ่ม ตัวอย่าง คือ มหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จำนวน 123 แห่ง ใช้สถิติเชิงพรรณนาในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุผลการวิจัยพบว่ากลยุทธ์การตรวจสอบภายในเชิงรุก ด้านการตรวจสอบภายในแบบการบูรณาการ และด้านการตรวจสอบภายในแบบมีส่วนร่วม มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ส่วนด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการตรวจสอบภายในขั้นสูง ไม่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว. ) ในขณะที่การบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ด้านการเงิน และด้านการปฏิบัติตามระเบียบมีอิทธิพลเชิงบวกต่อประสิทธิภาพ การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ส่วนตัวแปรแทรกการสนับสนุนของผู้บริหารไม่มี อิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการตรวจสอบภายในเชิงรุก ด้านการตรวจสอบภายในแบบ การบูรณาการ ด้านการตรวจสอบภายในแบบมีส่วนร่วม และด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การตรวจสอบภายในขั้นสูงกับประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนอกจากนี้ตัวแปรแทรกการสนับสนุน ของผู้บริหารไม่มีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยง ด้านการปฏิบัติงา นและ ด้านการปฏิบัติตามระเบียบกับประสิทธิภาพการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวง การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในขณะที่ตัวแปรแทรกการสนับสนุน ของผู้บริหารมีอิทธิพลต่อความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารความเสี่ยง ด้านการเงินกับประสิทธิภาพ การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

2567
การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี
การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสาเร็จในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี (2) วิเคราะห์บริบท ปัจจัยนาเข้า กระบวนการ และผลผลิตของการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ (3) เสนอรูปแบบในการพัฒนาการบริหารกองทุนหลักประกัน สุขภาพระดับท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพ การศึกษาใช้กรอบการแนวคิด CIPP Model (Context-Input-Process-Product) โดยเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก 38 คน และการแจกแบบสอบถามแก่กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ซึ่งมาจาคณะกรรมการกองทุน บุคลากรสาธารณสุข ตัวแทนภาคประชาชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลการวิจัยพบว่า กองทุนที่ประสบความสาเร็จมีลักษณะเด่นในการบริหารที่โปร่งใส มีการวางแผนการดาเนินงานที่ชัดเจน และสามารถสร้างการมีส่วนร่วมจากประชาชนและภาคีเครือข่ายในชุมชนซึ่งทาให้โครงการสามารถดาเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง การบริหารงบประมาณในกองทุนที่ประสบความสาเร็จมีการจัดการอย่างโปร่งใสและสามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพ และได้รับประโยชน์จากกองทุนอย่างเท่าเทียม ในทางตรงกันข้าม กองทุนที่ไม่ประสบความสาเร็จพบปัญหาในหลายด้าน เช่น การขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การติดตามผลโครงการ ที่ไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้ และการขาดความเข้าใจในบทบาทและประโยชน์ของกองทุนจากประชาชน ส่งผลให้การดาเนินงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เต็มที่ผลการวิเคราะห์ตามแนวคิด CIPP พบว่า บริบท (Context) จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีความหลากหลายทั้งด้านภูมิประเทศและสังคม มีการกระจายอานาจตามพระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอานาจให้แก่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ทาให้กองทุนฯ ในพื้นที่มีความคล่องตัวในการจัดการปัญหาสุขภาพ สาหรับปัจจัยนาเข้า (Input) ได้รับงบประมาณจากสานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมสมทบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Co-matching fund) มีคณะกรรมการ บริหารกองทุนที่ประกอบด้วยตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุข และภาคประชาชน อย่างไรก็ดี ความรู้ความเข้าใจด้านการจัดการกองทุนของคณะกรรมการบางส่วนยังต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง และกระบวนการ (Process): มีการประชุมวางแผน ร่วมพิจารณาโครงการที่เสนอโดยหน่วยงานหรือชุมชนในพื้นที่ การดาเนินโครงการเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยบริการ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตาบล หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จัดกิจกรรมคัดกรองโรค ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรคในเชิงรุก ส่วนผลผลิต (Product)คือ ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคได้ทั่วถึง ลดภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มความตระหนักในการดูแลตนเอง เกิดระบบเครือข่ายสุขภาพในระดับชุมชนที่เข้มแข็ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นดังนั้น รูปแบบในการพัฒนาการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นที่มี ประสิทธิภาพ ควรมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เทศบาล หน่วยงานสาธารณสุข และองค์การทางศาสนาร่วมวางแผนที่ชัดเจน การติดตามผลที่ต่อเนื่อง และการประสานงานที่ดี ผลผลิตที่ได้คือการเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพและการส่งเสริมสุขภาวะของประชาชน ทาให้การบริหารกองทุนประสบความสำเร็จและยั่งยืน ข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่น ๆ โดยเน้นการพัฒนาระบบการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ การพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในพื้นที่ให้มีความรู้และทักษะในการบริหารจัดการกองทุน รวมถึงการสร้างเครือข่ายการบริหารกองทุนระหว่างท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดีและ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

2567