จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 138 )
การพัฒนาภูมิปัญญาอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญบนพื้นฐานความดั้งเดิม
การวิจัย เรื่อง การพัฒนาภูมิปัญญาอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญ บนพื้นฐานความดั้งเดิม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการณ์และลักษณะภูมิปัญญาอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ ไทยรามัญ 2) พัฒนาตำรับอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญบนพื้นฐานความดั้งเดิม 3) วิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของอาหารกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญ และ 4) พัฒนาภูมิปัญญาอาหารของ กลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่มและทดสอบทางประสาทสัมผัส ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้รู้ด้านอาหารที่มีเชื้อสายไทยรามัญในอำเภอบ้านโป่ง อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี และอำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี และวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) คือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและนักท่องเที่ยว นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการณ์ทั่วไปของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญแสดงให้เห็นถึง การเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของชุมชนนี้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นประเด็นหลัก ๆ คือ การอพยพของชาวรามัญ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม เมืองรามัญ 7 เมือง การย้ายถิ่นฐาน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ลักษณะภูมิปัญญาอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญ จัดประเภทตามลักษณะอาหาร ประกอบด้วย วัตถุดิบที่ใช้ในการทำอาหาร วิธีการปรุงอาหาร วิธีการกินอาหาร ความเชื่อด้านอาหาร และการถ่ายทอดภูมิปัญญาอาหาร ผลวิเคราะห์การรับรู้ภูมิปัญญาอาหาร พบว่า ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวรับรู้อาหารที่เป็นลักษณะเฉพาะของชาวไทยรามัญ ในระดับน้อย 2) ผลการพัฒนาตำรับมาตรฐานอาหาร ประกอบด้วย อาหารประเภทแกงไม่ใส่กะทิ 3 ตำรับ ได้แก่ แกงมะตาด แกงกล้วยดิบใบมะขามอ่อน และแกงเลียงใบกะเพราปลาย่าง ประเภทแกงใส่กะทิ ได้แก่ แกงถั่วเขียวใบมะรุม ประเภทเครื่องจิ้ม ได้แก่ น้าปลายำ และอาหารหวาน ได้แก่ ขนมด้วงมอญ ผลการประเมินตำรับมาตรฐานอาหาร พบว่า ค่าคะแนนความชอบทุกด้านอยู่ในเกณฑ์ชอบมาก 3) การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการอาหาร พบว่า ด้านพลังงานและสารอาหารหลักในอาหารกลุ่มนี้ให้พลังงาน อยู่ระหว่าง 48.84 – 195.39 กิโลแคลอรี่ อาหารเกือบทุกประเภทมีปริมาณโซเดียมสูง โดยเฉพาะแกงกล้วยดิบใส่ใบมะขามอ่อนสูงที่สุด แคลเซียมมีปริมาณสูงที่สุด คือ แกงถั่วเขียวใบมะรุม ธาตุเหล็กมีปริมาณสูง คือ แกงกล้วยดิบใส่ใบมะขามอ่อน ส่วนแกงถั่วเขียวใบมะรุมที่มีปริมาณวิตามินเอสูงสุด ผลการปรับลดปริมาณโซเดียม พบว่า ตำรับอาหารทั้ง 4 ชนิดมีปริมาณโซเดียม ลดลงร้อยละ 20 – 37.9 4) ผลการพัฒนาภูมิปัญญาอาหารของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยรามัญ นำมาจัดเป็นสำรับอาหารไทยรามัญตามฤดูกาล ได้ 3 สำรับ ประกอบด้วย สำรับอาหารฤดูร้อน “อะบ่ะ อะเคินกะตาว” สำรับอาหารฤดูฝน “อะบ่ะ อะเคินปรั่ว” และสำรับอาหารฤดูหนาว “อะบ่ะ อะเคินเบ่าะ”
การพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด FMCG ในระยะหลังการระบาดของโรคโควิด-19
การวิจัยนี้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดของสินค้าอุปโภค และบริโภค (FMCG) ใช้วิธีการวิจัยผสมวิธี (Mixed Method) แบบเชิงคู่ขนาน โดยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณเก็บจากผู้บริโภคด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพหุคูณถดถอย และนำมาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการวางแผนกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด เพื่อหากลยุทธ์ ส่วนประสมทางการตลาดในด้านที่สำคัญหลังการระบาดของโรคโควิด-19 ผลการวิจัยจากการเปรียบเทียบพบว่า กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่สำคัญ ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการขาย (Promotion) โดยการใช้ผู้ทรงอิทธิพล (Influencer) ส่งผลต่อพฤติกรรม การซื้อสินค้า FMCG ของผู้บริโภค ต่อมาคือด้านช่องทางการจัดจำหน่าย เนื่องจากผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าจากร้านค้าใกล้บ้าน ซื้อตุนสินค้า และซื้อสินค้าจากช่องทางออนไลน์มากขึ้น ดังนั้นการให้ความสำคัญกับตัวแทนจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ผู้ประกอบการควรเลือกใช้กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับผู้ทรงอิทธิพลในการนำเสนอสินค้า เพื่อเพิ่มยอดขาย และสร้างความภักดีต่อตราสินค้า (Branding) นอกจากนี้การพัฒนาวิธีการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ และการรักษาความสัมพันธ์และเพิ่มการมีส่วนร่วมกับตัวแทนจำหน่าย สามารถตอบสนองพฤติกรรม การซื้อของผู้บริโภคสินค้า FMCG ได้ และจากงานวิจัยนี้พบประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มผู้บริโภคกับผู้ทรงอิทธิพลที่มีวิธีการนำเสนอสินค้าหลากหลายรูปแบบจึงเป็นช่องทางในการวิจัยต่อไปในอนาคต
ประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน และผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชีของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในงานด้านบัญชี ซึ่งประกอบด้วย คุณภาพของระบบ คุณภาพของข้อมูลคุณภาพของการบริการ การสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง และแรงกดดันในการแข่งขัน และศึกษาประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชีซึ่งประกอบด้วย ด้านการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลทางการบัญชีที่ครบถ้วน ถูกต้อง ด้านการประมวลผลทางบัญชีที่รวดเร็ว ด้านการนำเสนอข้อมูลทางการบัญชีที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทางการบัญชีที่มีความปลอดภัย โดยใช้แบบสอบถามในเก็บรวบรวมข้อมูล ประชากรที่ศึกษา คือ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 686 บริษัท ผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ ผู้บริหารหรือผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีหรือหัวหน้าฝ่ายบัญชี ตอบกลับจำนวน 147 บริษัท วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทดสอบสมมติฐานโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า ด้านคุณภาพของข้อมูล ด้านการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูง และด้านแรงกดดันในการแข่งขัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพของเทคโนโลยีบล็อกเชน และประสิทธิภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในงานด้านบัญชี ด้านการประมวลผลทางบัญชีที่รวดเร็ว ด้านการนำเสนอข้อมูลทางการบัญชีที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และด้านการเชื่อมโยงข้อมูลทางการบัญชีที่มีความปลอดภัย ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์การดำเนินงานด้านบัญชี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Influence of service quality and customer perceived value on loyalty with mediating role of customer satisfaction private care service for the elderly in Harbin, China
Service quality is widely recognized as a critical differentiator in private elderly care facilities. This quantitative correlation study aimed to examine the influence of service quality and customer perceived value on customer loyalty, with a focus on the mediating role of customer satisfaction in the context of Chinese private elderly care institutions. Drawing on the SERVQUAL model and theory, the study developed and tested a comprehensive framework that incorporates both direct and mediating effects. Data were collected from 520 elderly residents across eight major private care institutions in H City, China, using structured questionnaires. Structural equation modeling SEM revealed significant direct effects of service quality on customer satisfaction
The influence of online marketing mix on brand loyalty with consumer involvement as mediator : a smartphone industry in China
The rapid expansion of China's smartphone industry has definitively established it as a global leader, driving substantial innovation in marketing strategies that address the evolving demands of consumers. In today's digital era, the traditional 4P marketing mix has been transformed to incorporate essential factors such as privacy and personalization as key components of online marketing. This study thoroughly examines the relationships between the online marketing mix, consumer involvement, and brand loyalty, with a particular focus on Chinese smartphone brands. Data were collected from 456 smartphone users through an online survey, and structural equation modeling was employed to analyze the established relationships. The findings clearly indicate that the online marketing mix significantly enhances brand loyalty, both directly and indirectly, by positively influencing consumer involvement. Additionally, consumer involvement serves as a vital mediating factor that strengthens the connection between the online marketing mix and brand loyalty. These insights offer valuable recommendations for smartphone companies to refine their online marketing strategies by emphasizing personalization and privacy, ultimately fostering greater consumer engagement and cultivating stronger brand loyalty in an increasingly competitive market. This study shows that internet marketing methods not only have a direct effect on brand loyalty, but they also indirectly improve it through consumer interaction. These findings emphasize the necessity of engaging consumers through well-executed digital marketing campaigns, as well as the role of emotional and psychological variables in developing long-term brand loyalty. Companies in the Chinese smartphone market may effectively improve customer engagement and develop long-term brand relationships by employing targeted marketing tactics, lowering perceived risks, and increasing brand symbolic and experiential value.