จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 127 )
บรรษัทภิบาล และการวางแผนภาษีที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบรรษัทภิบาลที่ส่งผลต่อการวางแผนภาษีและการวางแผนภาษีที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Source) ที่ได้จากงบการเงิน หมายเหตุประกอบงบการเงิน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) แบบ 56-1 One Report และคะแนนผลการประเมินจากเว็บไซต์ของสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) จำนวน 192 บริษัท ระหว่างปี พ.ศ. 2561 ถึงปี พ.ศ. 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) บรรษัทภิบาลที่วัดค่าด้วยการกระจุกตัวของความเป็นเจ้าของ (OWN) การควบอำนาจในการบริหารของประธานกรรมการ (Dual CEO) ส่งผลต่อการวางแผนภาษีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 2) การวางแผนภาษีที่วัดค่าด้วย อัตราส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แท้จริง (ETR) อัตราส่วนภาษีเงินได้ต่อกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (TAX/CFO) และอัตราส่วนภาษีเงินได้ต่อสินทรัพย์รวม (TAX/ASSET) ส่งผลต่อการเติบโต อย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 0.05
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับคาร์บอนเครดิตจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคา
วิทยานิพนธ์นี้นำเสนอการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับคาร์บอนเครดิตจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคา วัตถุประสงค์วิทยานิพนธ์นี้เพื่อวิเคราะห์การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประเมินปริมาณและผลตอบแทนของคาร์บอนเครดิต การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคา เทคนิคที่ใช้ในวิทยานิพนธ์นี้ คือ การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ร่วมกับคาร์บอนเครดิต โดยการวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การวิเคราะห์ทางการเงิน และการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ระบบทดสอบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคาขนาด 149.80 กิโลวัตต์ และ 25.68 กิโลวัตต์ กรณีศึกษาแบ่งออกเป็น 4 กรณี กรณีที่ 1 การวิเคราะห์การผลิตพลังงานไฟฟ้า กรณีที่ 2 การประเมินคาร์บอนเครดิต กรณีที่ 3 การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ และกรณีที่ 4 การวิเคราะห์ผลประโยชน์ของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคาในพื้นที่เดียวกัน กรณีศึกษาย่อยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แบ่งออกเป็น 4 กรณีศึกษาย่อย กรณีศึกษาย่อยที่ 1 กรณีฐานไม่พิจารณาคาร์บอนเครดิต กรณีศึกษาย่อยที่ 2 กรณีศึกษาย่อยที่ 3 และกรณีศึกษาย่อยที่ 4 การพิจารณาคาร์บอนเครดิตเป็นเวลา 7 ปี 14 ปี และ 25 ปีตามลำดับ ดัชนีทางเศรษฐศาสตร์นำมาวิเคราะห์ ได้แก่ มูลค่าปัจจุบันสุทธิ อัตราผลตอบแทนภายใน อัตราส่วนผลตอบแทนต่อต้นทุน และระยะเวลาคืนทุน วิทยานิพนธ์นี้แสดงให้เห็นถึงแนวทางการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์แนวทางใหม่พิจารณาร่วมกับคาร์บอนเครดิตจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบผสมผสานบนหลังคา และเป็นการประยุกต์ใช้คาร์บอนเครดิตร่วมกับพลังงานหมุนเวียน
การพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้งโดยปราศจากการเติมสารละลายน้ำตาลโดยการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อน
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์มะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบอุณหภูมิคงที่และแบบปรับลดระดับอุณหภูมิเปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยลมร้อน โดยประเมินจลนพลศาสตร์ของการอบแห้ง ความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะของกระบวนการอบแห้ง และคุณภาพของมะม่วงน้ำดอกไม้อบแห้ง โดยนำมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายน้ำได้อยู่ในช่วง 18-19 oBrix หั่นเป็นแผ่นด้วยความหนา 1.5 cm อบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่กำลัง 650 W ร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 70-90 oC เปรียบเทียบกับการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดระดับอุณหภูมิที่กำลัง 650 W ร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC และ 100 oC เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง และการอบแห้งด้วยลมร้อน 70 oC โดยทั้งสามวิธีดำเนินการอบแห้งจนกระทั่งตัวอย่างเหลือความชื้นไม่เกินร้อยละ 15 ฐานแห้ง จากผลการทดลอง พบว่าวิธีการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC มีอัตราการอบแห้งสูงกว่าวิธีการอบแห้งอื่น ทำให้ใช้เวลาอบแห้งสั้น ส่งผลให้มีความสิ้นเปลืองพลังงานจำเพาะทางด้านไฟฟ้าต่ำกว่าวิธีการอบแห้งอื่น มะม่วงที่ผ่านการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนที่อุณหภูมิ 90 oC มีค่าความสว่างของสี (L*) ร้อยละของการหดตัว ความแข็ง และความหยุ่นตัวต่ำกว่า แต่มีค่าสีแดง (+a*) และค่าสีเหลือง (+b*) สูงกว่า และมีโครงสร้างภายเป็นรูพรุนขนาดใหญ่กว่าเงื่อนไขการอบแห้งอื่น ในขณะที่มะม่วงที่ผ่านการอบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดระดับอุณหภูมิที่ 90 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง มีค่าความสว่างของสีและค่าสีเหลืองสูงที่สุด แต่ค่าสีแดงต่ำที่สุด การเพิ่มขึ้นของระดับอุณหภูมิและระยะเวลาการอบแห้งในขั้นตอนแรกของกระบวนการอบแห้งทำให้มะม่วงอบแห้งมีค่าความสว่างของสี ค่าสีเหลือง ความแข็ง ความเหนียว และเปอร์เซ็นต์การหดตัวลดลง แต่สีแดงเพิ่มขึ้น และขนาดรูพรุนใหญ่ขึ้น โดยเงื่อนไขที่แนะนำสำหรับอบแห้งมะม่วงคืออบแห้งด้วยอินฟราเรดร่วมกับลมร้อนแบบปรับลดอุณหภูมิที่อุณหภูมิ 90 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ตามด้วย 80 oC เป็นเวลา 1 ชั่วโมง และตามด้วย 70 oC
การศึกษาการนำกลับมาใช้ใหม่ของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและไตรโบโลยี
งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการศึกษาการนำกลับมาใช้ใหม่ของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและไตรโบโลยี โดยนำผงพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดบริสุทธิ์ ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเป็นวัสดุตั้งต้นในการศึกษาครั้งนี้ ผงพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดได้รับการตรวจสอบขนาดอนุภาคผงและรูปลักษณ์สัณฐาน ผ่านกระบวนการอัดขึ้นรูปร้อนด้วยแม่พิมพ์แบบปิดซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการศึกษา การให้ความร้อนซ้ำจำนวน 3 รอบ ถูกทำเพื่อศึกษาสมบัติทางกลและไตรโบโลยี ภายใต้ความดันปิดแม่พิมพ์ 5 MPa อุณหภูมิภายในแม่พิมพ์ 140oC นาน 180 นาที มีการใช้กระบวนการหล่อเย็นผ่านแท่น หล่อเย็นเพื่อลดอุณหภูมิหลังการอัดขึ้นรูปร้อน ผลการทดสอบ พบว่า เมื่อนำพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดผ่านการให้ความร้อนซ้ำจำนวน 3 รอบ จะให้ค่าความเค้นคราก ค่าความต้านทานแรงดึง การยืดตัว ณ จุดแตกหัก แรงกระแทก และจุดหลอมเหลวลดลง ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานมีค่าเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มีค่าความหนาแน่นลดลง มีอัตราการสึกหรอสูงขึ้น จากการตรวจสอบพื้นผิวด้วยเครื่องวัดความหยาบผิวพบว่ามีร่องรอยของการขูดขีดไม่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นผิวสึกหรอของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดบริสุทธิ์ จากการศึกษาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีความจำเป็นต้องเสริมอนุภาคเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ สมบัติทางกลและไตรโบโลยีให้กับพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวด และต้องมีการทดสอบสมบัติทางกล ทางความร้อน ทางเคมี และไตรโบโลยีใหม่อีกครั้ง
การใช้น้ำมันพืชพรีอิมัลซิฟายด์ในผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืช
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสูตรพื้นฐานผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชโดยใช้กลูเตน 2) ศึกษาปริมาณน้ำมันพืชพรีอิมัลซิฟายด์ที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืช 3) ศึกษาคุณลักษณะทางกายภาพและเคมีของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชที่ใช้น้ำมันพืชพรีอิมัล ซิฟายด์ 4) ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชที่ใช้น้ำมันพืชพรีอิมัล ซิฟายด์ และ 5) ศึกษาต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ไส้กรอก ผลการวิจัยพบว่า ผู้ทดสอบชิมได้ให้คะแนนความชอบผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชที่ใช้กลูเตนทดแทนเนื้อไก่ในสูตรพื้นฐานไส้กรอกเวียนนาไก่ทั้ง 3 สูตรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยสูตรที่ 3 มีคะแนนความชอบด้าน เนื้อสัมผัส (ความแน่นเนื้อ) สี และรสชาติสูงกว่าสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 ผลการศึกษาปริมาณน้ำมันพืช พรีอิมัลซิฟายด์ที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชสูตรที่ 3 พบว่าการใช้น้ำมันพืชพรีอิมัลซิฟายด์ร้อยละ 75 ของปริมาณน้ำมันพืชที่ใช้ในส่วนผสมไส้กรอกได้รับคะแนนความชอบมากกว่าร้อยละ 50 และร้อยละ 100 การใช้น้ำมันพืช พรีอิมัลซิฟายด์ในส่วนผสมมีผลให้ค่าความคงตัวของอิมัลชันดิบ ค่าการสูญเสียน้ำหนักขณะทำให้สุกและค่าปริมาณผลผลิตที่ได้ของไส้กรอกสูงขึ้น (p≤0.05) และมีผลให้ไส้กรอกมีสีเข้มขึ้น โดยค่า L* ลดลง ค่า a* และ b* เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) แต่ไม่มีผลต่อค่ากิจกรรมของน้ำ (aw) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) ปริมาณน้ำมันพืชพรีอิมัล ซิฟายด์ที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 100 มีผลให้ไส้กรอกมีค่าความแน่นเนื้อ ค่าความคงทนเมื่อถูกเคี้ยว ค่าความเหนียวยึดติด ค่าความยืดหยุ่นและค่าความสามารถในการยึดเกาะลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) เมื่อนำผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชที่ใช้น้ำมันพืชพรีอิมัลซิฟายด์ ไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีในปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 189.54 กิโลแคลอรี่ ไขมัน 10.10 กรัม โปรตีน 15.90 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.76 กรัม เถ้า 2.13 กรัม และความชื้น 63.08 กรัม ซึ่งให้ค่าพลังงานและไขมันที่ต่ำกว่าไส้กรอกเวียนนาไก่สูตรพื้นฐาน แต่มีปริมาณโปรตีนมากกว่า จากการเปรียบเทียบต้นทุนของการผลิตพบว่าผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเนื้อเทียมจากพืชที่ใช้น้ำมันพืชพรีอิมัลซิฟายด์มีราคาต้นทุน ที่ต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ไส้กรอกเวียนนาไก่สูตรพื้นฐานร้อยละ 21