จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 143 )
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน ของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์
การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ 3) ศึกษาการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์4) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ และ 5) หาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานของนักท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าไคสแควร์ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน จังหวัด เพชรบูรณ์ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.00 มีอายุอยู่ในช่วง 31 - 40 ปี ร้อยละ 29.25 โดยเป็นข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 33.25 ที่มีรายได้ 30,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 27.25และมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ร้อยละ 41.50 2) นักท่องเที่ยวที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ความสำคัญต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดโดยรวม อยู่ในระดับมาก ( X̅ = 4.23, S.D. = 0.544) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านช่องทางการจัดจาหน่าย ( X̅ = 4.31, S.D. = 0.660) รองลงมาคือ ด้านผลิตภัณฑ์ (X̅ = 4.26, S.D. =0.569) และน้อยที่สุดคือ ด้านทำเลที่ตั้ง (X̅ = 4.17, S.D. = 0.756) 3) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ซื้อผลิตภัณฑ์ มะขามหวานในจังหวัดเพชรบูรณ์ เพราะเพื่อเป็นของฝาก ร้อยละ 31.50 ซึ่งเป็นประเภทมะขามฝัก ได้แก่มะขามผ่าไร้เมล็ด มะขามแกะเปลือก มะขามฝักสด ร้อยละ 33.00 ทั้งนี้ นานๆ ครั้ง จะซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวาน ร้อยละ 38.25 ในปริมาณครั้งละ 2-3 ถุง/กล่อง ร้อยละ 47.00 โดยมีค่าใช้จ่ายครั้งละ 1,001-2,000บาท ร้อยละ 38.00 4) อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ภูมิลาเนาของนักท่องเที่ยว มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 5) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดของนักท่องเที่ยว ไม่มีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินเลือกซื้อผลิตภัณฑ์มะขามหวานจังหวัดเพชรบูรณ์
การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารชุมชนกุฎีจีน
อาหารท้องถิ่นกับวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ในขณะที่ชุมชนยังประสบปัญหาด้านการตลาดและการประชาสัมพันธ์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ แบบปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารชุมชนกุฎีจีน ศึกษาข้อมูลอาหารท้องถิ่นบนเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารชุมชนกุฎีจีน และพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารชุมชนกุฎีจีน ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ จำนวน 35 คน และนักท่องเที่ยว 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน รวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การประชุมสนทนากลุ่ม และการประเมินโปรแกรมท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ ผลการวิจัย พบว่า 1) ในชุมชนกุฎีจีนมีสถานที่สำคัญ 5 แห่ง ได้แก่ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน โบสถ์ซางตาครู้ส เรือนจันทนภาพ และศาลเจ้าเกียนอันเกง ประกอบด้วย เส้นทางเดินเท้าและเส้นทางจักรยาน มีร้านอาหาร 11 ร้านที่ให้บริการอาหารทั่วไปและอาหารท้องถิ่น 2) อาหารท้องถิ่นที่เกิดจากภูมิปัญญาชุมชนและให้บริการในปัจจุบัน จำนวน 20 รายการ 3) ผลการประเมินโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารชุมชนกุฎีจีน 2 โปรแกรม พบว่า มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมาก โดยมีข้อเสนอแนะให้เน้นความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ด้านอาหารในโปรแกรมเพิ่มขึ้น กาหนดเส้นทางที่สอดคล้องกับการเดินเท้าหรือการปั่นจักรยาน และชูประเด็นของอาหารท้องถิ่นที่ต้องการนำเสนอ งานวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะให้ทำป้ายสัญลักษณ์แสดงข้อมูลพื้นที่ ปรับปรุงเส้นทาง ประชาสัมพันธ์ข้อมูลอาหารท้องถิ่นที่เป็นปัจจุบัน และจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่สร้างประสบการณ์เกี่ยวกับอาหารท้องถิ่นในรูปแบบ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพกลุ่มเล็กที่สอดคล้องกับความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวของชุมชน
การพัฒนาแบบจำลองคณิตศาสตร์และพัฒนาโปรแกรมเพื่อการพยากรณ์ค่า PM 2.5
การศึกษานี้เป็นการพัฒนาแบบจำลองเพื่อการคาดการณ์ PM 2.5 โดยใช้ Machine Learning Model ทั้งหมด 6 แบบจำลอง ได้แก่ Decision Tree Model, Gradient Boosting Model, K-neighbors Model, MLP Model, Random Forest Model, และ Ridge Model จากชุดข้อมูลของ PM 2.5 จำนวน 2.3 ล้านข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2558 - ธันวาคม พ.ศ. 2564 จากสถานีตรวจวัดจำนวน 63 สถานี ซึ่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในการพัฒนาแบบจำลองได้เริ่มจากการตรวจสอบความถูกต้องและคัดกรองข้อมูล และนำข้อมูลมาจัดกลุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ข้อมูลในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 และข้อมูลในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 สำหรับใช้พัฒนาแบบจำลองและทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลอง ทั้งในช่วงสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 และในงานวิจัยนี้ได้นำข้อมูลย้อนหลัง (Historic data) มาใช้ในการพัฒนาแบบจำลอง จากการวิเคราะห์ พบว่า ผลการพัฒนาแบบจำลองโดยใช้ข้อมูลในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 และใช้ข้อมูลย้อนหลังรายชั่วโมง (Lag by Hour) ประกอบ ให้ผลการวิเคราะห์ดีที่สุดด้วยแบบจำลอง Gradient Boosting Model มีค่า R2 = 0.9533, RMSE = 4.1344 และ MAPE = ร้อยละ 17.13 ในขณะที่ผลการทดสอบประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยชุดข้อมูลทั้งช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 และในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ก็พบว่า Gradient Boosting Model มีผลการทดสอบที่ดีที่สุด โดยมีค่า R2 = 0.8790, RMSE = 6.1375 และ MAPE = ร้อยละ 20.68 และ R2 = 0.8720, RMSE = 5.1344 และ MAPE = ร้อยละ 27.18 ตามลำดับ งานวิจัยนี้สรุปได้ว่า Gradient Boosting Model เป็นแบบจำลองที่เหมาะสมต่อการนำมาคาดการณ์ PM 2.5 ทั้งในช่วงสถานการณ์ปกติ และช่วงที่มี การแพร่ระบาดของ COVID-19 อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการคาดการณ์โดยใช้ข้อมูลช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 จะทำให้ประสิทธิภาพของแบบจำลองลดลงเล็กน้อย สำหรับแบบจำลองที่มีประสิทธิภาพรองลงมา ได้แก่ Random Forest Model, MLP Model, Decision Tree Model, K-neighbors Model, และ Ridge Model ตามลำดับ
การปรับปรุงวิธีการจับคู่เส้นทางการเดินทางของยานพาหนะบนถนนด้วยกล้องอ่านแผ่นป้ายทะเบียนบนสภาวะแวดล้อมจริง
งานวิจัยนี้นำเสนอการปรับปรุงวิธีการจับคู่เส้นทางการเดินทางของผู้ใช้บริการทางพิเศษด้วยกล้อง อ่านแผ่นป้ายทะเบียนบนสภาวะแวดล้อมจริง บนถนนเส้นทางหลักที่มีช่องทางเข้าจำนวน 4 ช่องทาง และ ช่องทางออกจำนวน 10 ช่องทาง ระยะทางรวม 14.7 กิโลเมตร ด้วยการติดตั้งกล้องอ่านแผ่นป้ายทะเบียน รถที่วิ่งผ่านไว้กับเสาไฟฟ้าส่องสว่างริมทาง ซึ่งในการทำสำรวจความต้องการในการเดินทางของผู้ใช้บริการ ทางพิเศษด้วยการอ่านแผ่นป้ายทะเบียน ในปัจจุบันจะไม่สามารถจับคู่เส้นทางการเดินทางของรถที่วิ่งผ่าน ได้ทุกคัน เนื่องจากเทคโนโลยีการประมวลภาพเพื่อการรู้จำ และจำแนกหมายเลขแผ่นป้ายทะเบียนรถ ภาษาไทยยังมีความคลาดเคลื่อนในหลายปัจจัย เช่น การอ่านตัวอักษรผิดพลาดจากสภาวะแสงสว่างหรือ การบดบังตัวอักษร การอ่านตัวอักษรผิดพลาดจากสภาวะความคล้ายคลึงของรูปแบบอักษรที่ตรวจจับได้ จากมุมกล้องหรือทิศทางและความเร็วของยานพาหนะ หรือการจับคู่ต้นทางปลายทางผิดพลาดจากการ อ่านตัวอักษรผิดพลาดไม่เหมือนกัน เป็นต้น ซึ่งส่งผลต่อความแม่นยำในขั้นตอนการจับคู่รายการรถวิ่งผ่าน ทางเข้าออกโดยตรง โดยบทความฉบับนี้แก้ปัญหาโดยการผสมผสานวิธีการปัจจุบัน เปรียบเทียบกับวิธีการ จับคู่แบบทุกตัวอักษรและวิธีการจับคู่แบบ GED ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและดีที่สุดในปัจจุบัน ในท้ายที่สุดงานวิจัยนี้ จะแสดงให้เห็นว่าวิธีการที่นำเสนอนั้นมีประสิทธิภาพในการจับคู่เส้นทางการเดินทาง ที่มีอัตราความแม่นยำร้อยละ 98.95 ซึ่งมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าวิธีการ GED ที่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
การเพิ่มประสิทธิภาพทางไตรโบโลยีของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดด้วยการผสมโลหะเสริมแรงน้ำหนักเบา
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกลของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดผสมโลหะเสริมแรง น้ำหนักเบาและศึกษาประสิทธิภาพทางไตรโบโลยีของพอลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดผสมโลหะ เสริมแรงน้ำหนักเบา วัสดุสองชนิดที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วยโพลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวด (UHMWPE) เป็นวัสดุหลักและผงอลูมิเนียมเป็นสารเติมแต่ง ตัวแปรที่ใช้ในกระบวนการอัดขึ้นรูปร้อน เพื่อให้ได้ก้อนวัสดุสำหรับการทดลองประกอบด้วย แรงอัดขึ้นรูป อุณหภูมิ เวลา รวมถึงอัตราส่วนผสม ระหว่างโพลิเอทิลีนน้ำหนักโมเลกุลสูงยิ่งยวดกับผงอลูมิเนียมที่ร้อยละ 2.5, 0.5,7.5 และ 10 โดยน้ำหนัก การทดสอบสมบัติทางกลและประสิทธิภาพทางไตรโบโลยี ประกอบด้วย การทดสอบแรงกระแทก ชิ้นงานพอลิเมอร์แบบ Izod ตามมาตรฐาน ASTM D256 การทดสอบ ความแข็งตามมาตรฐาน ASTM D2240 การทดสอบแรงดึงตามมาตรฐาน ASTM D638 type I การทดสอบการสึกหรอตามมาตรฐาน ASTM G77 ชิ้นทดสอบอัดขึ้นรูปร้อนภายใต้สภาวะความดัน 5 MPa อุณหภูมิ 140°C นาน 3 ชั่วโมง ผล การทดสอบสมบัติทางกลของชิ้นทดสอบที่ผ่านการอัด ขึ้นรูปร้อนด้วยส่วนผสม UHMWPE กับผง อลูมิเนียม พบว่าที่อัตราส่วนผสมผงอลูมิเนียมร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุดประกอบด้วย ค่า Yield Stress เท่ากับ 27.55 MPa, ค่า Ultimate Tensile Strength เท่ากับ 32.76 MPa, ค่า Breaking Strength เท่ากับ 22.83 MPa, ค่าElongation at Break เท่ากับร้อยละ 287.80, ค่า Modulus of Elasticity เท่ากับ 740.60 MPa, ค่าความแข็ง Shore D เท่ากับ 62 แต่ที่อัตราส่วนผสมดังกล่าวนี้พบว่า ค่าความทนต่อแรงกระแทกลดลงต่ำสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 35.80 kJ/m2 และผลการศึกษาประสิทธิภาพ ทางไตรโบโลยีของชิ้นทดสอบที่ผ่านการอัดขึ้นรูปร้อนด้วยส่วนผสม UHMWPE กับผงอลูมิเนียม พบว่า อัตราส่วนผสมผงอลูมิเนียมอยู่ที่ร้อยละ 10 โดยน้ำหนัก มีค่าเพิ่มขึ้นสูงสุดประกอบด้วย ค่าสัมประสิทธิ์แรง เสียดทานและค่าความหนาแน่น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.15 และ 1.865654 g/cm3 ตามลำดับ แต่ที่อัตรา ส่วนผสมดังกล่าวนี้พบว่าค่าอัตราการสึกหรอมีค่าลดลงเฉลี่ยเท่ากับ 6.89E-10 mm3/N m