จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 121 )
การคาดคะเนการทุจริตจากงบการเงินโดยใช้แบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียมสำหรับการตรวจสอบบัญชี
การวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากงบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยย้อนหลัง 6 รอบระยะเวลาบัญชีเพื่อสร้างแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial NeuralNetwork: ANNs) ที่มีความแม่นยำโดยรวมสำหรับการคาดคะเนการทุจริตเพื่อใช้เป็นเครื่องมือของผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในการปฏิบัติงานตรวจสอบ โดยอาศัยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์มาประมวลผลผ่าน M-Score เพื่อตรวจจับการตกแต่งงบการเงินและเป็นคำตอบเพื่อใช้ในการฝึกฝนโครงข่ายประสาทเทียมให้เรียนรู้และสามารถคาดคะเนการทุจริตจากข้อมูลใหม่ที่ไม่เคยเห็นได้อย่างแม่นยำโครงสร้างของโครงข่ายประสาทเทียมเป็นแบบการเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ที่มีผู้สอน (Supervise) ใช้ขั้นตอนวิธี (Algorithm) ตามแนวคิดแบบป้อนไปข้างหน้า (Feedforward) และแพร่ย้อนกลับ (Backpropagation) ฟังชันกระตุ้น (Activated Function) กำหนดเป็นซิกมอยด์ (Sigmoid) และมีการปรับเทียบ (Calibration) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อเชื่อของโครงข่ายประสาทเทียมผลการวิจัยพบว่า โครงข่ายประสาทเทียมมีความแม่นยำ ร้อยละ 94.02 และมีความน่าเชื่อถือหลังปรับเทียบที่ร้อยละ 80.41 ถือได้ว่าโครงข่ายประสาทเทียมมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีและน่าเชื่อถือโดยโครงข่ายประสาทเทียมได้ส่งคุณลักษณะที่สำคัญ (Feature Importance) ที่ใช้ในการเรียนรู้ของโครงข่ายประสาทเทียมออกมาและทำการสกัดองค์ประกอบรายการบัญชีที่เป็นองค์ประกอบของแต่ละคุณลักษณะ (ตัวแปร) แล้วพบว่า บัญชีรายได้ (ขาย) บัญชีลูกหนี้การค้า บัญชีสินค้าคงเหลือ บัญชีซื้อสินค้า และบัญชีเจ้าหนี้การค้า เป็นรายการทางบัญชีที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตนำไปใช้กับเทคนิคการตรวจสอบบัญชีโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (Computer assisted audittechniques (CAATs) ในขั้นตอนการตรวจสอบบัญชี และในอนาคตอาจพัฒนาใช้งานร่วมกับอินเทอร์เน็ตของสรรสิ่ง (Internet of Thing: IoT) ในแบบทันที (Real-time) ได้
ความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) และทุนทางปัญญา ส่งผลต่อความสามารถทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม บรรษัทภิบาล (ESG) และทุนทางปัญญา ส่งผลต่อความสามารถทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ จากงบการเงิน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปีจากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 145 บริษัท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 - 2565 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่และร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สันและสถิติถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษานี้ พบว่า คะแนนการกำกับดูแลกิจการ สัดส่วนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ มีอิทธิพล ระหว่างกันในทิศทางตรงข้ามกับทุนทางปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สัดส่วนคณะกรรมการอิสระ มีอิทธิพลระหว่างกันในทิศทางเดียวกับทุนทางปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และประสิทธิภาพสินทรัพย์ลงทุน โครงสร้างเงินทุนมีอิทธิพลระหว่างกันในทิศทางเดียวกับความสามารถทำกำไร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
การพัฒนากระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยวด้วยกระบวนการวิเคราะห์ ปัจจัยการผลิต 4M กรณีศึกษา บริบทเครนคานเดี่ยว
งานวิจัยเรื่อง การพัฒนากระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ปัจจัยการผลิต 4M กรณีศึกษา บริบทเครนคานเดี่ยว บริษัท เค.ซี.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัดกรณีศึกษา มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว โดยใช้แผนภูมิกระบวนการไหล (Process Flow Charts) 2) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่ส่งผลต่อขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว โดยใช้แบบสอบถามสภาพปัญหาที่ส่งผลต่อขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว จากพนักงานแผนกการผลิตที่บริษัท เค.ซี.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำนวน 12 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และ 3) เพื่อปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว โดยใช้หลักการ PDCA ประชากร คือ พนักงานที่บริษัท เค.ซี.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำนวน 50 คน กลุ่มตัวอย่าง คือพนักงานแผนกการผลิตที่บริษัท เค.ซี.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด จำนวน 12 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และค่าความตรงเชิงเนื้อหาด้วยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of item Objective Congruence : IOC ) ระหว่างนิยามศัพท์กับข้อคำถามตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว มีขั้นตอนการผลิตทั้งหมด 36 ขั้นตอน และใช้เวลาในกระบวนการผลิต 2,080 นาที หรือ 34 ชั่วโมง 40 นาที ในการผลิตเครนคานเดี่ยว 2) ผลการศึกษาสภาพปัญหาที่ส่งผลต่อขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว พบว่า ภาพรวมสภาพปัญหาที่ส่งผลต่อขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยวอยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.69, . . S D =1.04) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านเครื่องจักร (Machine) อยู่ในระดับมาก ( X =3.66, . . S D =0.75) ด้านคน (Man) อยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.72, . . S D =0.87) ด้านวัสดุ (Material) อยู่ในระดับปานกลาง ( X =2.64, S.D.=1.11) และด้านวิธีการ (Method) อยู่ในระดับน้อย ( X =1.91, S.D.=0.65) และ 3) ผลการปรับปรุงขั้นตอนกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยว โดยใช้หลักการ PDCA พบว่า จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้เกิดความต่อเนื่องในการผลิต เพื่อลดเวลาการว่างงาน และรอคอยให้น้อยลง กระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยวของบริษัทเค.ซี.ไอ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กรณีศึกษา มีขั้นตอนการผลิตก่อนปรับปรุง 36 ขั้นตอน ลดลงเหลือ 26 ขั้นตอน ซึ่งคิดเป็น 27.78% ซึ่งส่งผลให้เวลาในกระบวนการผลิตเครนคานเดี่ยวก่อนปรับปรุง 2,080 นาที หรือ 34 ชั่วโมง 40 นาที ลดลงเหลือ 1,970 นาที หรือ 32 ชั่วโมง 50 นาที ซึ่งคิดเป็น 5.29% สามารถลดต้นทุนแรงงานได้ต่อปีประมาณ 605,022 บาทต่อปี
การพัฒนาระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติตามแนวคิดแบบลีนสำหรับการบริการลูกค้าบริษัท กรณีศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติตามแนวคิด แบบลีนสาหรับบริการลูกค้า และ 2) ศึกษาความพึงพอใจในการใช้ระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติ ตามแนวคิดแบบลีนสำหรับการบริการลูกค้า กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย กลุ่มผู้ใช้ข้อมูล จานวน 9 คน และกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติ จานวน 40 คน โดยทำการสุ่ม ตัวอย่างตามสะดวก เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วย ระบบตอบกลับอัตโนมัติ เพื่อบริการตอบ คำถามลูกค้าผ่านทางกล่องข้อความไลน์ จึงออกแบบกระบวนการใหม่ด้วยการนาระบบแชทบอท มาประยุกต์ใช้ในงานบริการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังคงเป็นไปตามหลักการบริการ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติ สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ( xˉ ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติตามแนวคิดแบบลีนสำหรับบริการที่ พัฒนาขึ้น มีการบริการข้อมูล 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) ส่วนการออกแบบ ติดตั้งเครน 2) ส่วนสั่งซื้อ สินค้า อุปกรณ์อะไหล่และบริการเสริม และ 3) ส่วนแจ้งซ่อม และเมื่อทาการประเมินคุณภาพของ ระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติตามแนวคิดแบบลีนสาหรับการบริการลูกค้าสามารถสนับสนุนและ รองรับการทางานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ในระดับดี ( xˉ =4.31,S.D.=0.87) และ 2) ผู้ใช้งานระบบตอบกลับแบบอัตโนมัติตามแนวคิดแบบลีนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ของบริษัทมีความพึงพอใจต่อการใช้งานอยู่ในระดับมาก ( xˉ =4.42,S.D.=0.58)
การวิเคราะห์ความแข็งแรงและความเสียหายของกันชนรถยนต์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของกันชนรถยนต์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ โปรแกรม ANSYS เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์แบบ Static Structural ในช่วงยืดหยุ่นเชิงเส้นโดยพิจารณาจากความเค้นครากเป็นหลัก โครงสร้างกันชนแบ่งออกเป็นสองส่วน ประกอบด้วยกันชนและส่วนแขนยึดกันชน จากการวิเคราะห์พบว่าถ้าแขนของกันชนซึ่งเป็นชิ้นส่วนยึดระหว่างกันชนกับตัวถังรถยนต์ยาวเท่าใดจะส่งผลให้เกิดการเสียรูปได้ง่ายขึ้น ตำแหน่งการยึดด้วยสลักเกลียวระหว่างกันชนกับแขนยึดกันชนจะเป็นตำแหน่งที่เสียรูปได้ง่ายและเมื่อพิจารณาตำแหน่งการยึดระหว่างแขนยึดกันชนกับตัวถังรถยนต์พบว่าจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญแต่ด้วยมีจำนวนสลักเกลียวและพื้นที่ในการติดตั้งมากกว่าจึงมีการเสียรูปยากกว่าตำแหน่งที่ยึดกันระหว่างกันชนกับแขนยึดกันชน ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเสียรูป ประกอบด้วย แรงที่กระทำ ชนิดของแรง ทิศทางและตำแหน่งของแรง ความหนา รูปร่าง จุดจับยึด จากการออกแบบและวิเคราะห์ส่งผลให้สามารถนำโมเดลไปวิเคราะห์ต่อในรูปแบบ Explicit Dynamic ได้ การวิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ถูกเลือกให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำลองผลการวิเคราะห์ในรูปแบบการวิเคราะห์แบบ Explicit Dynamic ด้วยโปรแกรม ANSYS สำหรับแขนยึดกันชนรถยนต์เข้ากับตัวถังรถยนต์เป็นวัสดุสตรักเชอรัลสตีล (Structural Steel) ในการจำลองทางไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นนี้จะต้องกำหนดวัสดุสตรักเชอรัลสตีล ให้มีสมบัติวัสดุเป็นไปตาม Steinberg-Guinan Strength การวิเคราะห์จะต้องทำการควบคุมขนาดเอลิเมนต์ และกำหนด Time Step ที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ กันชนรถยนต์จะได้รับแรงปะทะใน 3 ทิศทาง ประกอบด้วย 1) แรงปะทะด้านหน้าโดยตรง 2) แรงประทะด้านหน้าครึ่งเดียว และ 3) แรงปะทะทำมุมกับทิศทางการเคลื่อนที่ของรถยนต์ จากการวิเคราะห์พบว่าแรงปะทะทั้ง 3 รูปแบบด้วยความเร็วทดสอบที่ 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมงส่งผลให้เกิดการเสียรูปโดยตรงต่อกันชนรถยนต์ ดังนั้นจึงทำการออกแบบกันชนรถยนต์โดยพิจารณาจากความหนา รูปร่าง รวมทั้งการออกแบบจุดจับยึด และทำการวิเคราะห์จนกระทั่งได้รูปแบบกันชนที่เหมาะสมและสามารถนำไปสู่การผลิตจริงต่อไป