จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 127 )

การวิเคราะห์ความแข็งแรงและความเสียหายของกันชนรถยนต์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์
การวิเคราะห์ความแข็งแรงและความเสียหายของกันชนรถยนต์ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแข็งแรงของกันชนรถยนต์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ โปรแกรม ANSYS เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์แบบ Static Structural ในช่วงยืดหยุ่นเชิงเส้นโดยพิจารณาจากความเค้นครากเป็นหลัก โครงสร้างกันชนแบ่งออกเป็นสองส่วน ประกอบด้วยกันชนและส่วนแขนยึดกันชน จากการวิเคราะห์พบว่าถ้าแขนของกันชนซึ่งเป็นชิ้นส่วนยึดระหว่างกันชนกับตัวถังรถยนต์ยาวเท่าใดจะส่งผลให้เกิดการเสียรูปได้ง่ายขึ้น ตำแหน่งการยึดด้วยสลักเกลียวระหว่างกันชนกับแขนยึดกันชนจะเป็นตำแหน่งที่เสียรูปได้ง่ายและเมื่อพิจารณาตำแหน่งการยึดระหว่างแขนยึดกันชนกับตัวถังรถยนต์พบว่าจุดนี้เป็นจุดที่สำคัญแต่ด้วยมีจำนวนสลักเกลียวและพื้นที่ในการติดตั้งมากกว่าจึงมีการเสียรูปยากกว่าตำแหน่งที่ยึดกันระหว่างกันชนกับแขนยึดกันชน ตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อการเสียรูป ประกอบด้วย แรงที่กระทำ ชนิดของแรง ทิศทางและตำแหน่งของแรง ความหนา รูปร่าง จุดจับยึด จากการออกแบบและวิเคราะห์ส่งผลให้สามารถนำโมเดลไปวิเคราะห์ต่อในรูปแบบ Explicit Dynamic ได้ การวิเคราะห์ด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ถูกเลือกให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจำลองผลการวิเคราะห์ในรูปแบบการวิเคราะห์แบบ Explicit Dynamic ด้วยโปรแกรม ANSYS สำหรับแขนยึดกันชนรถยนต์เข้ากับตัวถังรถยนต์เป็นวัสดุสตรักเชอรัลสตีล (Structural Steel) ในการจำลองทางไฟไนต์เอลิเมนต์แบบไม่เชิงเส้นนี้จะต้องกำหนดวัสดุสตรักเชอรัลสตีล ให้มีสมบัติวัสดุเป็นไปตาม Steinberg-Guinan Strength การวิเคราะห์จะต้องทำการควบคุมขนาดเอลิเมนต์ และกำหนด Time Step ที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำ กันชนรถยนต์จะได้รับแรงปะทะใน 3 ทิศทาง ประกอบด้วย 1) แรงปะทะด้านหน้าโดยตรง 2) แรงประทะด้านหน้าครึ่งเดียว และ 3) แรงปะทะทำมุมกับทิศทางการเคลื่อนที่ของรถยนต์ จากการวิเคราะห์พบว่าแรงปะทะทั้ง 3 รูปแบบด้วยความเร็วทดสอบที่ 48 กิโลเมตรต่อชั่วโมงส่งผลให้เกิดการเสียรูปโดยตรงต่อกันชนรถยนต์ ดังนั้นจึงทำการออกแบบกันชนรถยนต์โดยพิจารณาจากความหนา รูปร่าง รวมทั้งการออกแบบจุดจับยึด และทำการวิเคราะห์จนกระทั่งได้รูปแบบกันชนที่เหมาะสมและสามารถนำไปสู่การผลิตจริงต่อไป

2566
การศึกษาการลดความชื้นดีปลีด้วยเครื่องอบแห้งแบบถาด
การศึกษาการลดความชื้นดีปลีด้วยเครื่องอบแห้งแบบถาด

วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของอุณหภูมิและความเร็วลมร้อนที่มีต่อจลนพลศาสตร์ พลังงาน และเอกเซอร์จีของการอบแห้งดีปลี ด้วยเครื่องอบแห้งแบบถาด พร้อมทั้งศึกษาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์สำหรับทำนายการลดความชื้นของดีปลี ในการทดลองใช้ดีปลีที่มีความชื้นเริ่มต้นประมาณร้อยละ 246-253 (d.b.) เงื่อนไขการทดลองใช้อุณหภูมิลมร้อน 70 75 และ 80ºC และความเร็วลมร้อน 0.5 0.7 และ 1.0 m/s การวิเคราะห์ประสิทธิภาพพลังงานอาศัยกฎข้อที่่หนึ่งของอุณหพลศาสตร์ และประยุกต์ใช้กฎข้อที่่สองของอุณหพลศาสตร์ ในการวิเคราะห์เอ็กเซอร์จีที่ไหลเข้าเอ็กเซอร์จีที่ไหลออก เอ็กเซอร์จีสูญเสีย จากการทดลองพบว่าการอบแห้งดีปลีที่อุณหภูมิลมร้อน 80ºC ความเร็วลมร้อน 1.0 m/s ทำให้ความชื้นลดลงได้เร็วกว่าการอบแห้งที่เงื่อนไขอื่น ๆ การลดลงของความชื้นลดลงอย่างรวดเร็วในช่วงแรกของการอบแห้ง หลังจากนั้นความชื้นลดลงอย่างช้า ๆ การเพิ่มอุณหภูมิลมร้อนมีผลทำให้ประสิทธิภาพพลังงาน และประสิทธิภาพเอ็กเซอร์จีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความเร็วลมร้อน ไม่มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพพลังงานและประสิทธิภาพเอ็กเซอร์จี ค่าประสิทธิภาพ พลังงานสูงสุดเท่ากับร้อยละ 22.56 และค่าประสิทธิภาพเอ็กเซอร์จีสูงสุดเท่ากับร้อยละ 93.35 ในส่วนของแบบจำลองเอมพิริคัลสามารถทำนายอัตราส่วนความชื้นการอบแห้งได้ดี โดยทุกเงื่อนไขการทดลองสรุปว่าแบบจำลองของ Midilli et al. สามารถทำนายคุณลักษณะการอบแห้งได้เหมาะสมมีค่าความแม่นยำและใกล้เคียงกับผลการทดลองมากที่สุด เพราะว่าค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) สูงสุด โดยมีค่า R2 ระหว่าง 0.9969 – 0.9997 และค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ย (RMSE) มีค่าต่าสุด โดยมีค่า RMSE ระหว่าง 0.0062 – 0.0159

2566
บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย
บุพปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย 2) ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ มาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องของตัวแปร ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของ บุพปัจจัยที ่มีอิทธิพลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทยกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยคือ พนักงานในระดับผู้บริหาร หรือพนักงานในระดับหัวหน้างานขึ้นไปที่ปฏิบัติงานในธุรกิจโรงแรมระดับ 3 ดาว ในประเทศไทย จำนวน 271 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นคุณลักษณะความเป็นผู ้ประกอบการ และผลการดำเนินงานอยู ่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยความคิดเห็นมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันอยู ่ในระดับมากที่สุด โมเดลจำลอง สมการโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่า Chi-Square =230.15, df =107, Relative Chi-Square =2.151, GFI =0.907, NFI =0.924, TLI =0.946, CFI =0.958, RMSEA =0.065 และ RMR =0.015 ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าตัวแปร มาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ คุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการ และการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมีอิทธิพลทางตรงต่อผลการดำเนินงาน และตัวแปรมาตรฐานความปลอดภัย ด้านสุขอนามัย กระบวนการจัดการ และคุณลักษณะความเป็นผู้ประกอบการมีอิทธิพลทางอ้อมต่อ ผลการดำเนินงานผ่านการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

2566
การบูรณาการบัญชีกับการบริหารสินทรัพย์เพื่อประสิทธิภาพการทํากําไรของรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย
การบูรณาการบัญชีกับการบริหารสินทรัพย์เพื่อประสิทธิภาพการทํากําไรของรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อิทธิพลของการบูรณาการบัญชีกับการบริหารสินทรัพย์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำกำไรของรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ถึงปัญหาและอุปสรรคในการบูรณาการบัญชีกับการบริหารสินทรัพย์เพื่อประสิทธิภาพการทำกำไรของรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย รวมถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และ 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในการบูรณาการบัญชีกับการบริหารสินทรัพย์เพื่อประสิทธิภาพการ ทำกำไรของรัฐวิสาหกิจพลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ (Secondary Source) จากรายงานประจำปี งบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ข้อมูลจากรายงานความยั่งยืน และผลการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ 3 ด้าน คือ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ และการปฏิบัติงานและการจัดการ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 ถึงปี พ.ศ. 2565 จำนวน 13 ปี ที่แสดงอยู่ในเว็บไซต์ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) วิเคราะห์ข้อมูลโดยการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบอนุกรมเวลา (Time Series Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1) มูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์มีตัวตนระยะยาว (Long-Term Tangible Assets : LTA) มีอิทธิพลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำกำไร ด้านผลตอบแทน สินทรัพย์ (ROA) ทั้งการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในทิศทางตรงกันข้ามกันและยังมีอิทธิพลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำกำไร ด้านอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) เฉพาะการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในทิศทางตรงกันข้ามกัน เช่นกัน ด้านมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์มีตัวตนระยะสั้น เฉพาะของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ส่งผลต่อด้านผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) และด้านอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ในทิศทางเดียวกัน และมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เฉพาะของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ส่งผลต่อด้านผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ในทิศทางเดียวกัน 2) ทำให้ทราบถึงสาเหตุของปัญหาอุปสรรค สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันเวลา ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำกำไรให้องค์กรได้เพิ่มขึ้น 3) นักบัญชีต้องสื่อสารข้อมูลผลการดำเนินงานให้บุคลากรทุกหน่วยงานได้เข้าใจถึงสถานการณ์ในปัจจุบันขององค์กรประสานงาน สื่อสาร และร่วมมือในการทำงานขององค์กรให้บรรลุเป้าหมายการทำงานร่วมกัน

2566
การเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุพรรณบุรี
การเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัดสุพรรณบุรี

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียน 2) การเลือกศึกษาต่อหลักสูตร สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ของนักเรียน และ 3) เปรียบเทียบระดับความสำคัญของการเลือกศึกษาต่อหลักสูตร สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 316 คน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการศึกษา พบว่า 1) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่เลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรี พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 64.24 ที่เลือกเรียนแผนวิทย์- คณิต ร้อยละ 25.32 มีเกรดเฉลี่ยสะสม 3.51 ขึ้นไป ร้อยละ 47.46 ที่มีความถนัดและความชอบด้านเบเกอรี่ ร้อยละ 30.38 โดยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ร้อยละ 95.89 ซึ่งได้รับรู้ข่าวสารการศึกษาต่อผ่านช่องทาง Facebook และการแนะแนวศึกษาต่อของสถาบันการศึกษา ร้อยละ 23.73 และผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 15,001 - 25,000 บาท ร้อยละ 29.43 2) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ความสำคัญต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ จังหวัดสุพรรณบุรีโดยรวม อยู่ในระดับมาก (X̅ = 4.29, S.D. = 0.682) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านสรุปได้ว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านกิจกรรมเสริมหลักสูตร (X̅ = 4.33, S.D. = 0.616) รองลงมาคือ ด้านชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย (X̅ = 4.32, S.D. = 0.682) และน้อยที่สุดคือ ด้านค่าใช้จ่ายตลอดหลักสูตร (X̅ = 4.23, S.D. = 0.633) และ 3) แผนการเรียน เกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และช่องทางการรับรู้ข่าวสารการศึกษาต่อของนักเรียนแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรีแตกต่างกันยกเว้นเพศ ภูมิลำเนา และรายได้ของผู้ปกครองเฉลี่ยต่อเดือนของนักเรียนแตกต่างกัน มีผลต่อการเลือกศึกษาต่อหลักสูตรสาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ในจังหวัดสุพรรณบุรีไม่มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566