จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 149 )
การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบรวบรัดของการประเมินปริมาณวัสดุและการลงทุนสำหรับการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยการใช้
การเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา (PV rooftop) ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยมีประเทศไทย สาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่นเป็นผู้นำ การเพิ่มขึ้นนี้ได้รับแรงหนุนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ระบบแผงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ เข้าถึงได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยนี้นำเสนอโปรแกรมนวัตกรรมที่ใช้ Google Worksheets เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตั้งและลดต้นทุนการลงทุนของระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา โปรแกรมนี้มุ่งเน้นไปที่การกำหนดขนาดที่เหมาะสมของระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การประเมินความเป็นไปได้ของโครงการ และการสร้างภาพแบบการติดตั้งทางวิศวกรรมโดยละเอียดในขณะที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยและข้อบังคับที่เข้มงวด โดยการจำลองสถานการณ์ต่างๆ ตามอัตราค่าไฟฟ้า โปรแกรมนี้สามารถคาดการณ์การผลิตพลังงานที่เป็นไปได้ ผลตอบแทนจากการลงทุน และการประหยัดค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเดตข้อมูล วัสดุ และราคาตามเวลาจริง ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่นระหว่างวิศวกร ผู้ติดตั้ง และลูกค้า ซึ่งช่วยให้การออกแบบโครงการมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพในขณะที่ลดการสูญเสียวัสดุ การศึกษานี้ตรวจสอบผลกระทบของอัตราค่าไฟฟ้าแบบผันแปรช่วยในการสนับสนุนแรงจูงใจและระยะเวลาคืนทุนสำหรับการติดตั้งแผงเชลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา โดยมุ่งเน้นการใช้ค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ของประเทศไทย ผลการวิจัยเผยให้เห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้ามีอิทธิพลอย่างมากต่อความเป็นไปได้ทางการเงินและความน่าสนใจของการลงทุนในระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา เมื่อเทียบกับโปรแกรมการออกแบบระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์เชิงพาณิชย์ เช่น PVSyst และ PV*Sol และข้อมูลจากผู้ให้บริการไฟฟ้า โปรแกรมนี้ แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง ซึ่งให้แรงจูงใจอย่างมากสำหรับผู้บริโภคในการนำระบบแผงเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้และมีส่วนช่วยให้อนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนมากขึ้นโดยการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
การสร้างแบบจำลองและการวิเคราะห์การกระจายลมร้อนในตู้อบเบเกอรี่โดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณภายใต้การพาความร้อนแบบบังคับ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแบบจำลองและการวิเคราะห์การกระจายลมร้อนในตู้อบเบเกอรี่โดยใช้พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณภายใต้การพาความร้อนแบบบังคับ ซึ่งตู้อบขนมเบอเกอรี่ขนาด 100x88.5x200 cm มีจำนวนชั้นของการวางถาดจำนวนมากและซับซ้อนหลายชั้นจึงเกิดปัญหาการกระจายลมร้อนไม่ทั่วถึงในช่วงสภาวะไม่คงตัว และส่งผลต่อผลิตภัณฑ์ที่นี่นำเข้ามาอบ กระบวนการทดลองและการวิเคราะห์พลศาสตร์ของไหลเชิงคำนวณ (CFD) ถูกนำมาใช้ในงานวิจัยนี้ แบบจำลอง CFD ได้รับการพิสูจน์ด้วยการเปรียบเทียบผลของการกระจายอุณหภูมิกับการทดลองที่อุณหภูมิ 80c ภายใต้สมมุติฐานไม่พิจารณาความชื้นและไม่มีผลิตภัณฑ์ในการทดลองอบเพราะต้องการศึกษาเรื่องพารามิเตอร์ที่ส่งผลต่อการกระจายลมร้อนภายในต้อบเท่านั้น การวิเคราะห์เป็นแบบไหลภายใน มีปริมาตรของของไหลที่วิเคราะห์เท่ากับ 1.52354 m3 ของไหลเกิดการถ่ายเทและพาความร้อน ภายใต้การกำหนดค่าความเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก เลือกใช้รูปแบบการไหลทั้งแบบราบเรียบและปั่นป่วน สภาพผิวของผนังถูกกำหนดเป็น Adiabatic wall ผิวราบเรียบ ด้วยความดันอากาศที่ 101,325 Pa อุณหภูมิเริ่มต้นของอากาศและตู้อบคือ 28c ผลการศึกษาพบว่า การวิเคราะห์ด้วย CFD และการทดลองให้ผลไปทิศทางเดียวกันมีค่าความแตกต่างอยู่ในช่วงร้อยละ 2-10 มีการกระจายของลมร้อนเป็นแบบปั่นป่วน ลมร้อนในแต่ละตำแหน่งแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการอบ จากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการปรับปรุงการออกแบบตู้อบให้มีการกระจายความร้อนที่สมดุลและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน โดยต้องพิจารณาตัวแปรสำคัญประกอบด้วย ทิศทางและตำแหน่งการเข้าของลมร้อน ความเร็วของลมร้อน อัตราการไหลของลมร้อน กำลังของฮึตเตอร์ การควบคุมการสูญเสียของลมร้อนด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนและการเพิ่มจำนวนช่องทางเข้าของลมร้อน
การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายพลังงานในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยใช้วิธีแก้ไขฟังก์ขันทามเมอร์ในโปรแกรมพีแอลซี
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยนำเสนอแนวทางการปรับปรุงฟังก์ชันทามเมอร์ในโปรแกรมพีแอลซี (PLC) เพื่อลดระยะเวลาของรอบกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้ลดการใช้พลังงานของเครื่องจักรและเพิ่มผลผลิต ซึ่งในบริบททางธุรกิจอุตสาหกรรมหมายถึง ระยะเวลาทั้งหมดที่ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดกระบวนการผลิตสินค้าหรือให้บริการ โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนการตัดท่อทองแดงในสายการผลิตด้วยการใช้เครื่องตัดท่อทองแดงที่ใช้เทคโนโลยี Optical Recognition Cutting (ORC) ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพใน 4 กระบวนการย่อย ได้แก่ 1. การดึงท่อทองแดงเข้าสู่เครื่องตัด 2. การตัดท่อทองแดงด้วยความแม่นยำสูง 3. การดันท่อทองแดงที่ตัดแล้วออกจากเครื่อง 4. การใช้หุ่นยนต์หยิบชิ้นงานไปวางในกล่องบรรจุ ทั้งนี้ การปรับปรุงฟังก์ชัน Timer ใน PLC นั้นดำเนินการโดยคำนึงถึงระบบความปลอดภัยของ เครื่องจักร เพื่อป้องกันความเสียหายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้น กระบวนการแก้ไขต้องสอดคล้องกับระบบการป้องกันของเครื่องจักรเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานมีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าแนวทางที่นำเสนอสามารถลดต้นทุนพลังงานในกระบวนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์รูปแบบต่าง ๆ ของการต่อร่วมกันระหว่างมอสเฟตและไอจีบีที
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาและประเมินประสิทธิภาพของสวิตช์ประเภทต่างๆ ในวงจรฟอร์เวิร์ดคอนเวอร์เตอร์ โดยการวิเคราะห์และเปรียบเทียบกำลังสูญเสียของสวิตช์ซึ่งประกอบด้วยมอสเฟตหรือไอจีบีทีในลักษณะการทำงานเพียงตัวเดียว รวมถึงการนำมาต่อร่วมกันเพื่อเป็นสวิตช์ผสมทั้งแบบขนานและอนุกรม การทดลองนี้ถูกดำเนินการในสองลักษณะ ได้แก่ การปรับความถี่ของสวิตช์ในขณะที่วัฏจักรงานคงที่ และการปรับวัฏจักรงานในขณะที่ความถี่ของสวิตช์คงที่โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และการสร้างชุดทดลองเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพจริง ผลลัพธ์ที่ได้รับแสดงให้เห็นว่าสวิตช์ผสมแบบอนุกรมมีกำลังสูญเสียน้อยกว่าสวิตช์รูปแบบอื่นๆ ที่ทำการทดสอบโดยเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับสวิตช์ผสมแบบขนานที่มีจำนวนสวิตช์เท่ากัน อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้มอสเฟตหรือไอจีบีทีเพียงตัวเดียว สวิตช์ผสมแบบอนุกรมจะแสดงให้เห็นข้อดีในด้านกำลัง สูญเสียเท่านั้น แต่มีข้อเสียคือใช้จำนวนสวิตช์มากกว่าสองเท่า ดังนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับนี้สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาเพื่อเลือกสวิตช์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานในฟอร์เวิร์ดคอนเวอร์เตอร์ได้
การประเมินระบบป้องกันฟ้าผ่าสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์บนหลังคาโรงงาน
งานวิจัยนี้นำเสนอการประเมินระบบป้องกันฟ้าผ่าสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของโรงงาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงคุณภาพของระบบป้องกันฟ้าผ่าให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การประเมินระบบป้องกันฟ้าผ่าดังกล่าวใช้เทคนิค Failure Mode, Effects, and Criticality Analysis (FMECA) ควบคู่กับแนวทางการออกแบบและติดตั้งที่เป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย โดยระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ศึกษาเป็นระบบแบบผสมผสาน ซึ่งมีกำลังการผลิตแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนอาคารสำนักงาน ขนาด 25.68 kWp และส่วนอาคารโรงงาน ขนาด 149.80 kWp การประเมินระบบป้องกันฟ้าผ่าพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพ, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, ความปลอดภัยหรือความน่าเชื่อถือ, และด้านการเงิน โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลตามเกณฑ์ดังกล่าว และบันทึกลงในโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยเทคนิค FMECA ผลการวิเคราะห์พบว่า เทคนิค FMECA สามารถช่วยระบุจุดที่มีความเสี่ยงสูงสุดในระบบป้องกันฟ้าผ่าผ่าน 3 ปัจจัยแรก ขณะที่ปัจจัยด้านการเงินสามารถประเมินได้จากสีที่ปรากฏในเมทริกซ์ของเทคนิคดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่าค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอยู่ในระดับที่สามารถยอมรับได้หรือไม่ ผลการศึกษานี้ ยืนยันว่าเทคนิค FMECA เป็นเครื่องมือ ที่มีประสิทธิภาพในการประเมินระบบป้องกันฟ้าผ่าโดยครอบคลุมทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง