จำนวนวิทยานิพนธ์ ( 127 )

การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนกรณีศึกษา : วัดจากแดง และวัดสวนแก้ว
การจัดการขยะเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนกรณีศึกษา : วัดจากแดง และวัดสวนแก้ว

งานวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการจัดการขยะของวัดโดยใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยศึกษากรณีวัดจากแดงและวัดสวนแก้ว ซึ่งมีการใช้แนวทาง 5Rs ได้แก่ การลด (Reduction) การใช้ซ่ำ(Reuse) การรีไซเคิล (Recycle) การซ่อมแซม (Repair) และการตกแต่ง (Refurbish) เป็นการวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยการวิจัยเชิงปริมาณมุ่งเน้นการสำรวจวิธีการที่ใช้ในการจัดการขยะและผลผลิตที่คิดเป็นมูลค่าได้ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 8 คนต่อวัด อาทิ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส อุบาสก อุบาสิกา เจ้าหน้าที่ภาครัฐ และผู้แทน ภาคเอกชน ผลการศึกษาพบว่า วัดจากแดงมุ่งเน้นการแปรรูปขยะ เช่น การรีไซเคิลขวดพลาสติกเป็นเส้นใยเพื่อนำมาทำผ้าจีวรและอื่น ๆ การย่อยสลายขยะเศษอาหารเป็นปุ๋ย และการแปลงพลาสติกเป็นน้ำมันดีเซลโดยวิธีไพโรไลซิส ส่วนวัดสวนแก้วเน้นการซ่อมแซมขยะที่ได้รับบริจาค เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ นำมาตกแต่งให้สวยงามเป็นสินค้ามือสองจ้าหน่ายในราคาย่อมเยาต่อไป นอกจากนี้ยังมีการทำปุ๋ยจากขยะเปียก ได้แก่ มูลสัตว์ สิ่งปฏิกูล เศษไม้ กิ่งไม้ จากพื้นที่เกษตรของวัดอีกด้วย ผลลัพธ์ของแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในด้านการเพิ่มมูลค่าจากการรีไซเคิลของวัดจากแดงประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี และวัดสวนแก้วประมาณ 50 ล้านบาทต่อปีผลศึกษาจากการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการจัดการแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ได้แก่ ผู้นำและภาวะผู้นำ ซึ่งมีผลต่อเนื่องทำให้เกิดแรงจูงใจ ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การสร้างเครือข่ายพันธมิตร และการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก รวมถึงการใช้แนวทางนวัตกรรมและการบูรณาการ การมีส่วนร่วม การนำนโยบาย/แผนสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

2567
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในกรุงเทพมหานคร

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขต กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพกับโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร3) ศึกษาคุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติต่องาน และแรงจูงใจต่องาน ที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลกับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร จานวน 380 คนและการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกพยาบาลวิชาชีพของโรงพยาบาลของรัฐ 3 แห่งใน เขตกรุงเทพมหานคร จานวน 20 คน ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความผูกพันต่อองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการทดสอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการประกอบอาชีพ รายได้ และสถานที่ปฏิบัติงาน มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 3) ผลการวิเคราะห์การส่งผลตัวแปรอิสระต่อตัวแปรความผูกพันในองค์การ พบว่า คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานสามารถทานายความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครทั้งสามแห่งได้ในระดับสูงถึงร้อยละ 72.8 อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ 0.05 และ 4) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของปัจจัยตัวแปรอิสระ ได้แก่ คุณภาพชีวิตในการทางาน ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ระหว่างโรงพยาบาลที่ต่างกัน พบว่ามีระดับความผูกพันต่อองค์การของพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐในเขตกรุงเทพมหานครไม่แตกต่างกัน การส่งเสริมให้พยาบาลวิชาชีพมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทัศนคติที่มีต่องาน และแรงจูงใจในการ การจัดสภาพแวดล้อมในการทางานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสาคัญในการเสริมสร้างความผูกพันต่อวิชาชีพให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ปฏิบัติงาน จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันและความจงรักภักดีต่อโรงพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการจัดสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เหมาะสมและมอบหมายงานที่ท้าทายความสามารถ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความผูกพันและความจงรักภักดีต่อวิชาชีพพยาบาลให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

2567
ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา
ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการ พัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ ชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา และ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผสมกับเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาค ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ กำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้จำนวน 10 ราย แต่เก็บได้จริง 22 ราย ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากประชากร 3 อำเภอมีพื้นที่ท้ายเขื่อน จำนวน 8 ต้าบล อำเภอบ้านตาขุนเลือกมา 1 ตำบล อำเภอคีรีรัฐเลือกมา 1 ตำบล และอำเภอพุนพินเลือก มา 1 ตำบล โดยการจับสลากเลือกตำบล ประชากรจำนวน 15,498 คน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 ราย แต่ได้เพิ่มเป็น 400 ราย เพื่อให้มีความสมบูรณ์ถูกต้อง โดยที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา (content analysis) ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า 1. มิติความร่วมมือทุกภาคส่วน มีความสำคัญอย่างมาก ลำดับถัดมามิติการจัดการแบบเครือข่าย เนื่องจากต้องอาศัยทุกองคาพยพในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา ล้าดับที่ 3 คือ มิติการบริหารจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงส่วนลำดับสุดท้าย คือ มิติทุนทางสังคม ก็เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และจำนวนผู้พักอาศัยในครอบครัวที่ส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา มีความแตกต่างกัน 3. ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาต่อวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 3 ประการ คือ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน มิติความมั่นคงสำคัญที่สุด รองลงมาคือมิติความมั่งคั่ง สุดท้ายคือมิติความยั่งยืน 4. ปัญหา/อุปสรรคที่ส้าคัญ เช่น 1) ผู้บริหารเขื่อนรัชชประภาไม่สนใจและไม่ใส่ใจความเดือนร้อน ของชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน 2) ภาพลักษณ์ไม่ดีของเขื่อนรัชชประภา 3) วินัยในการบริหารจัดการกองทุนของคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำไม่เพียงพอ ท้าให้มีหนี้สินค่าไฟจำนวนมาก เป็นต้น ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. พัฒนาขีดความสามารถทักษะและเทคนิคในการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการบริหารจัดการน้ำตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน 2. ควรจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันทน์ของการใช้ประโยชน์จากเขื่อนชลประทานรัชชประภา ให้สมเจตนารมย์ “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเขื่อนรัชชประภา 3. ควรทำประชาคมในพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาระบบชลประทานท้ายเขื่อน ฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและให้เกิดการยอมรับเมื่อมีการพัฒนาพื้นที่ท้ายเขื่อน ฯ โดยเฉพาะในขั้นกระบวนการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือหลายภาคส่วนที่ต้องด้าเนินการอย่างจริงจังและจริง

2567
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง
การบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมด้านชลประทาน จังหวัดระยอง

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง และ 3) เพื่อศึกษาเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง โดยการวิจัยคุณภาพเป็นหลักเสริมด้วยการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ (content analysis) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติอนุมาน ใช้เลือกตำบลที่เป็นพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลจาก 6 ตำบล คือ ตำบลนาตาขวัญ อำเภอเมืองระยอง ตำบลตาขัน ตำบลหนองบัวและตำบลบ้านค่าย อำเภอบ้านค่าย กลุ่มผู้ให้ข้อมูล (key informants) การวิจัยเชิงคุณภาพมีจำนวน14 ราย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ส่วนบุคคลเชิงลึก ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณทำการถอดแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย ได้แก่ ชาวบ้านตาบลนาตาขวัญจำนวน 136 ราย ตำบล ตาขันจำนวน 72 ราย ตำบลหนองบัวจำนวน 134 ราย และตำบลบ้านค่ายจำนวน 58 ราย ผลการวิจัยพบว่า 1. การบริหารและจัดการแบบมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง การมีส่วนร่วมด้านการรับผลประโยชน์ในระดับปานกลาง การมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยมาก ส่วนการมีส่วนร่วมด้านการดำเนินการและการประเมินผลพบว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วมใด ๆ เลย 2. ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน อายุ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง ไม่แตกต่างกัน ในขณะปัจจัยส่วนบุคคลด้านสถานภาพ อายุ อาชีพ และระยะเวลาที่พักอาศัยในอำเภอส่งผลต่อการบริหารและจัดการแบบการมีส่วนร่วมด้านชลประทานจังหวัดระยอง แตกต่างกัน 3. ผลของการดำเนินโครงการก่อสร้างคลองส่งน้ำและระบายน้ำฯ ต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มิติด้านเศรษฐกิจและความมั่งคั่งให้ความสำคัญในระดับมาก รองลงมาคือมิติด้านสิ่งแวดล้อมมิติด้านการพัฒนาคน มิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนาอยู่ในระดับมาก และมิติด้านสันติภาพและความยุติธรรมอยู่ในลำดับสุดท้ายปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญมี 6 ประการ ได้แก่ ประการแรกบางสายไม่มีน้ำใช้อย่างเพียงพอประการที่ 2 คอลงซอยมีต้นไม้จำนวนมากบดบังการไหลของน้ำ ประการที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการตรวจรับโครงการก่อสร้างคลองส่งน้าและระบายน้าฯ ประการที่ 4 การเมืองเข้าแทรกแซง ประการที่ 5 ถนนเลียบคลองไม่สามารถสัญจรได้ และประการที่ 6 สภาพคลองซอยฯบางช่วงปูนแตก เก็บน้ำไม่อยู่ ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. หน่วยงานภาครัฐควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้เข้าไปมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการมีส่วนร่วม ร่วมแสดงความคิดเห็น เข้าประชุมและอบรม ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง โดยมุ่งเน้นให้ทราบถึงประโยชน์และปัญหาที่เกิดขึ้นกับโครงการชลประทานให้แก่ชาวบ้านได้รับทราบ ควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมในการจัดการทรัพยากรน้ำ 2. กรมชลประทานควรกลับไปพิจารณาแผนการก่อสร้างการชลประทานในพื้นที่ที่มีความหลากหลายเพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศหรือที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ที่อาจจะส่งผลให้การก่อสร้างฯ ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายได้ และเพื่อให้การใช้งบประมาณประเทศมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

2567
รูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง
รูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) องค์ประกอบที่ส่งผลต่อการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง 2) สร้างรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง 3) ทดลองใช้คู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ประธานวิสาหกิจชุมชน และสมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง จำนวน 365 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ แบบประเมินความเหมาะของคู่มือ แบบประเมินความพึงพอใจ วิธีดำเนินการวิจัยโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ และการทดลองใช้คู่มือ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบ ผลการศึกษาองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร มีดังนี้ 1) ผลการศึกษาองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง พบว่า รูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง มีองค์ประกอบหลัก 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิก 2. ด้านการบริหารจัดการ 3. ด้านการตลาด 4. ด้านภาวะผู้นา 5. ด้านการผลิต 6. ด้านวัตถุดิบ 2) ผลการสร้างรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไป ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง พบว่า มีองค์ประกอบรอง 17 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ร่วมตัดสินใจ 2. ร่วมดำเนินการ 3. ร่วมติดตามและประเมินผล 4. ร่วมรับผลประโยชน์ 5. โครงสร้างและบทบาทหน้าที่ 6. การบริหารทรัพยากร 7. การกำหนดกฎระเบียบและข้อตกลง 8. ความรู้และทักษะด้านการตลาด 9. ช่องทางการจัดจำหน่าย 10. คุณลักษณะผู้นำ 11. การบริหารจัดการ 12. การวางแผนการผลิต 13. การดำเนินงานการผลิต 14. การควบคุมการผลิต 15. การจัดหาวัตถุดิบ 16. คุณภาพวัตถุดิบ 17. การเก็บรักษาวัตถุดิบ ความเหมาะสมรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง มีค่าเฉลี่ย 4.742 อยู่ในระดับมีความเหมาะสมมากที่สุด ความเหมาะสมคู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลาง ตอนล่าง มีค่าเฉลี่ย 4.771 อยู่ในระดับมีความเหมาะสมมากที่สุด คู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไป ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. แนะนำคู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์ อาหาร ภาคกลางตอนล่าง 2. แนวทางการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและ ผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง และ 3) ผลการทดลองใช้คู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไป ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง พบว่า ความพึงพอใจ การใช้คู่มือรูปแบบการปรับตัววิถีถัดไปของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มการแปรรูปและผลิตภัณฑ์อาหาร ภาคกลางตอนล่าง มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมระดับพึงพอใจมากที่สุด 4.735)เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านความเหมาะสมของคู่มือและการนำไปใช้ประโยชน์และด้านองค์ประกอบหลักและ องค์ประกอบรองของคู่มือ ระดับพึงพอใจมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.701 และ 4.769 ตามลำดับ

2566