จำนวนงานวิจัย ( 253 )

การพัฒนากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HRM) สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานราชการ กรณีศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การพัฒนากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบบริหารทรัพยากรบุคคล (HRM) สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัยและพนักงานราชการ กรณีศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการเบิกจ่ายเงินเดือนในระบบ HRM ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) วิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดของระบบการเบิกจ่ายเงินเดือนเดิม และ 3) พัฒนากระบวนการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มความรวดเร็ว ความถูกต้อง และความพึงพอใจของผู้ใช้งาน งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ระบบงานที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล เจ้าหน้าที่การเงิน และผู้รับเงินเดือน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ด้วยเทคนิค SWOT Analysis และพัฒนาแนวทางการปรับปรุงโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและระบบ HRM ที่ทันสมัยมาเป็นเครื่องมือสนับสนุน ผลการวิจัยพบว่า ระบบเดิมมีขั้นตอนการดำเนินงานจำนวนมาก ทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดจากการทำงานด้วยมือ ระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นสามารถลดจำนวนขั้นตอนจาก 9 ขั้นตอน เหลือเพียง 5 ขั้นตอน ลดเวลาในการดำเนินการเฉลี่ยจาก 4 วัน เหลือเพียง 2 วันต่อรอบการจ่าย เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบข้อมูล และช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามสถานะการเบิกจ่ายได้แบบเรียลไทม์ ส่งผลให้ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.5 โดยเฉพาะในด้านความโปร่งใส ความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ผู้วิจัยเสนอว่าควรมีการนำระบบที่พัฒนาขึ้นนี้ไปประยุกต์ใช้ในระดับคณะหรือมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวาง พร้อมจัดทำคู่มือการใช้งานและอบรมผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้งาน

2568
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด
การศึกษาการอบแห้งใบกระท่อมด้วยวิธีฟลูอิดไดซ์เบด

ใบกระท่อมเป็นพืชชนิดหนึ่งที่พบได้มากในเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในสมัยโบราณมีการใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการติดเชื้อในลำไส้ แก้ท้องเสีย ท้องร่วง บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดไข้ บรรเทาอาการไอ ทำให้นอนหลับ โดยใช้ใบสดหรือใบแห้งนำมาเคี้ยว สูบหรือชงเป็นน้ำชา ในปี 2565 หลังจากมีการยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามใช้พืชกระท่อมเป็นส่วนผสมของอาหาร ดังนั้นปัจจุบันจึงสามารถใช้พืชกระท่อมในการประกอบอาหารหรือต้มน้ำกระท่อมในเชิงอุตสาหกรรมได้ โดยนอกจากการซื้อขายใบสดแล้วนั้น ได้มีการแปรรูปใบกระท่อมนั้นมีด้วยกันหลายชนิดทั้งการใส่แคปซูลเป็นสารสกัดเข้มข้น รวมถึงประเภทใบแห้ง และ ชนิดผง ซึ่งนำไปใช้เป็นส่วนประกอบเช่นเครื่องดื่มผสมใบกระท่อม กระท่อมบรรจุถุงชาพร้อมชง เป็นต้น ดังนั้นโครงงานนี้จึงสนใจที่จะศึกษาการนำใบกระท่อมมาอบแห้งโดยใช้เครื่องอบแห้งแบบฟลูอิไดซ์เบดซึ่งเครื่องอบแห้งแบบฟลูอิดไดซ์เบดที่จะทำการศึกษาจะมีอุปกรณ์ประกอบด้วย ชุดพัดลมโบลเวอร์ เป่าลมผ่านฮีตเตอร์ทำความร้อน เกิดลมร้อนไปยังถังอบ ในการทดลองนี้ได้กำหนดน้ำหนักใบกระท่อมในการอบแห้ง 1 กิโลกรัม, 2 กิโลกรัม และ 3 กิโลกรัม ทดลองอบใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 50 °C, 55 °C และ 60 °C จะบันทึกข้อมูลการทดลองทุก 10 นาที เพื่อหาความชื้นที่ลดลงในแต่ละช่วงเวลา ผลการทดลองพบว่าการอบแห้งใบกระท่อมที่อุณหภูมิ 55 °C ใช้เวลาในการอบแห้ง 150 นาที เป็นอุณหภูมิอบแห้งใบกระท่อมที่ดีที่สุด

2568
การศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์
การศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์

งานวิจัยเรื่องการศึกษาแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แล้วเพื่อนำมาใช้เป็นแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าสำรองในครัวเรือนร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์มีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาการคลายประจุของแบตเตอรี่ และ 2) เพื่อศึกษาการสร้างระบบไฟฟ้าสำรองภายในครัวเรือนด้วยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบสำรองไฟฟ้าที่สามารถใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากแบตเตอรี่ที่เสื่อมสภาพ จากแนวคิดดังกล่าว แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ขนาดสูงสุดไม่เกิน 56 โวลท์ 46 แอมป์ ถูกเลือกมาใช้ในงานวิจัยนี้ด้วยเหตุผลด้านข้อจำกัดของงบประมาณ โดยทำงานร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าจาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 กิโลวัตต์ โดยสามารถสะสมพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 2.576 กิโลวัตต์ ผลการดำเนินงานพบว่าสามารถสะสมพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีสเถียรภาพ ประกอบกับมีการประจุไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอในเวลากลางวันจากการทำงานของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ และการคายประจุไฟฟ้าจากการใช้งานในเวลากลางคืน อย่างไรก็ตามกลับพบข้อจำกัดในการทำงาน เนื่องจากขนาดของแบตเตอรี่มีขนาดเล็กเพียง 2.576 กิโลวัตต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานของแผงพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ในการผลิตกระแสไฟฟ้าทั้งวันโดยเฉลี่ย 6 ชั่วโมงทำงาน

2568
การศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด
การศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด

งานวิจัยเรื่องการศึกษาความเป็นไปได้ของสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานแสงอาทิตย์โดยใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้แบตเตอรี่ตะกั่วกรดในสถานีประจุไฟฟ้า และสร้างสถานีประจุไฟฟ้าขนาดเล็กที่สามารถเคลื่อนที่ได้ จากแนวคิดการออกแบบสถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ขนาดเล็กจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ กำหนดให้สถานีประจุไฟฟ้าสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวกอีกทั้งสามารถผลิตและเก็บปริมาณไฟฟ้าได้มากกว่าความต้องการของรถจักรยานไฟฟ้า 1.5 เท่า หรือร้อยละ 150 ซึ่งในทางปฏิบัติสถานีดังกล่าวสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ย 1,233 Wh ต่อวัน ในช่วงเวลาระหว่าง 8.00 น. ถึง 17.00 น. เพียงพอต่อความต้องการของรถจักรยานไฟฟ้าที่ต้องการปริมาณไฟฟ้า 837 Wh คิดเป็นร้อยละ 124 นอกจากนี้ สถานีประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่แบบย่อส่วนจากพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่แบบตะกั่วกรด ไม่สามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้เกินระยะเวลา 1 เดือน เนื่องจากระดับพลังงานไฟฟ้าลดต่ำลงน้อยกว่าร้อยละ 55 ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ถูกแนะนำไว้

2568
กระบวนการสื่อสารและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา
กระบวนการสื่อสารและกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา

การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสื่อสารและศึกษากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ ตลอดจนเพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาเนื้อหาและการสร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อการประชาสัมพันธ์ของรัฐสภา ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 11 คน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.กลุ่มเป้าหมายในการสื่อสารของรัฐสภาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มเป้าหมายภายในและกลุ่มเป้าหมายภายนอก รูปแบบการสื่อสารมีทั้งลักษณะการสื่อสารแบบทางเดียว (One way communication) และการสื่อสารแบบสองทาง (Two way communication) โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเพิ่มการสื่อสารสองทางมากขึ้น 2.รัฐสภามีกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อการประชาสัมพันธ์ประกอบด้วย ความถูกต้องของเนื้อหา น้ำดีไล่น้ำเสีย การสร้างพันธมิตร การมีจิตบริการ การพัฒนาสมาชิกให้เป็น Influencer การพัฒนาเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้เป็น content creator การเป็นสื่อนิติบัญญัติ และการย่อยเนื้อหา 3.รัฐสภามีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีทางการสื่อสารสมัยใหม่เพื่อพัฒนาเนื้อหาจากการวิเคราะห์ข้อมูล (Big Data Analytics) และการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในการผลิตเนื้อหารูปแบบต่างๆ และการสื่อสารกับผู้รับสารให้มากขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาราชการ สำหรับวิธีการสร้างสรรค์เนื้อหาข่าวสารพบว่า ผู้บริหารให้อิสระแก่เจ้าหน้าที่ในการคิดสร้างสรรค์เนื้อหามากขึ้น เช่น การโค้ดคำพูดสำคัญ การทำคลิปวิดีโอสั้น การทำอินโฟกราฟิก การปรับเนื้อหาและภาษาให้เข้าใจง่าย การย่อยเนื้อหาข่าวสารเพื่อลงสื่อสังคมออนไลน์ การตัดย่อยการประชุมสภามาเป็นรายการสั้นและการใช้ผู้ประกาศข่าวที่มีความทันสมัยมากขึ้น

2568