จำนวนงานวิจัย ( 253 )
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงความยาวคลื่น 1064 นาโนเมตร จากแก้วบอเรตสำหรับเป็นวัสดุตัวกลางเลเซอร์
โครงการวิจัยนี้มุ่งพัฒนาวัตถุเปล่งแสงจากการเตรียมแก้วบอเรต ที่เจือด้วย Nd" ความเข้มข้นต่าง ๆ โดยออกแบบสูตรและหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเตรียมตัวอย่างแก้ว ด้วยวิธีหลอมแก้วและทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งศึกษาสมบัติทางกายภาพ สมบัติทางแสง และสมบัติการเปล่งแสงของแก้วบอเรตที่เจือด้วย Naf+ ที่ความเข้มข้นต่าง ๆ พบว่าแก้วมีค่าความหนาแน่น ปริมาตรเชิงโมลและดรรชนีหักเหของแก้วเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของ Nd-0 ที่มากขึ้น นอกจากนี้ จากผลการทดลอง สเปกตรัมการดูดกลืนแสง สเปกตรัมการถูกกระตุ้น และสเปกตรัมการเปล่งแสง พบว่าแก้วมีการดูดกลืนแสงในช่วงแสงที่ตามองเห็นไปจนถึงช่วงใกล้อินฟราเรด โดยแสงความยาวคลื่น 808 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้น Nd" แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด และความเข้มข้นที่เหมาะสมที่สุดในการเจือ Nd.Og ลงไปในแก้ว L-O-Na.O. K-O-B:O: คือ 0.5 mol% การวิเคราะห์สมบัติการเปล่งแสงด้วยทฤษฎี J-O สามารถหาค่าสัดส่วนการเปล่งแสง และภาคตัดขวางของการเปล่งแสงที่ความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร ได้เท่ากับ 0.808 และ 9.75 x 10 2 ตารางเขนติเมตร ตามลำดับทำให้ระบุได้ว่าแก้วชนิดนี้มีศักยภาพที่น่าสนใจต่อการนำไปพัฒนาเพื่อใช่เป็นตัวกลางเลเซอร์ในเลเชอร์ของแข็งที่มีการเปล่งแสงความยาวคลื่น 1061 นาโนเมตร
การสร้างมูลค่าเพิ่มของผงเมือกกระเจี๊ยบเขียวสู่การพัฒนามาสก์ไฮโดรเจลผสมแซนแทนกัมและคาร์ราจีแนนเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย
งานวิจัยนี้ได้พัฒนามาสก์ไฮโดรเจลเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ชะลอวัย โดยการวิจัยได้ศึกษาใช้ระบบนำส่งเชิงนาโน ได้แก่ ไลโปโซมและนีโอโซม เพื่อเพิ่มความคงตัวและการนำส่งสารออกฤทธิ์ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าสลีปปิ้งมาสก์ทั้งสามตำรับ ได้แก่ (1) สารสกัดกระเจี๊ยบเขียว (2) ไลโปโซมบรรจุสารสกัด และ (3) นีโอโซมบรรจุสารสกัด มีลักษณะเนื้อผลิตภัณฑ์คงที่ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของสี กลิ่น หรือการแยกชั้น ตำรับที่มีระบบนำส่งยังคงค่าความหนืดอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงบทบาทของนาโนเวสิเคิลต่อความคงตัวของผลิตภัณฑ์ การทดสอบฤทธิ์ชะลอวัยในหลอดทดลองพบว่าทุกตำรับสามารถยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส อีลาสเตส และไฮยาลูโรนิเดสได้ดีกว่าตัวควบคุมเชิงบวก โดยตำรับนีโอโซมให้ผลเหนือกว่าไลโปโซมในเอนไซม์คอลลาจีเนสและอีลาสเตส ขณะที่ไลโปโซมมีประสิทธิภาพสูงกว่าเล็กน้อยในเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส การประเมินอาสาสมัครชี้ให้เห็นว่าตำรับที่มีสารสกัด และตำรับนีโอโซม ไม่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ท้องตลาด ส่วนตำรับไลโปโซมได้รับความพึงพอใจสูงกว่าอย่างชัดเจน ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าการใช้ระบบนำส่งนาโนร่วมกับสารสกัดกระเจี๊ยบเขียวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ การต้านเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริ้วรอย และมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง เชิงพาณิชย์ที่เพิ่มมูลค่าให้กับสมุนไพรท้องถิ่นได้
การผลิตนวัตกรรมกระดาษต้านเชื้อราผ่านกระบวนการเคลือบผิวด้วยสารสกัดเปลือกมะม่วงน้ำดอกไม้สู่ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์
งานวิจัยนี้ได้ทาการสกัดสารออกฤทธิ์จากเปลือกและเมล็ดมะม่วงน้าดอกไม้ด้วยตัวทาละลายที่มีสมบัติแตกต่างกัน (เฮกเซน, เอทิลอะซีเตตและ เอทานอล) และนาไปผสมร่วมกับไตรเมทิลซิลิลเซลลูโลส (TMSC) เพื่อพัฒนาเป็นนวัตกรรมวัสดุเคลือบกระดาษต้านเชื้อรา จากผลการทดลองสรุปว่าสารสกัด ที่ได้จากตัวทาละลายมีขั้ว (เอทานอล และ เอทิลอะซีเตต) มีประสิทธิภาพสูงด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และให้ปริมาณสารฟีนอลิกสูง โดยเฉพาะ เมล็ด–เอทานอล และ เมล็ด–เอทิลอะซีเตต แต่ในขณะที่ การวิเคราะห์องค์ประกอบสารสำคัญด้วย GC-MS ยืนยันการมีอยู่ของสารฟีนอลิกและอนุพันธ์กรดไขมันที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพเด่นชัด ส่วนการจำแนกเชื้อราที่แยกได้จากเอกสารและหนังสือพบความหลากหลายทางสัณฐานวิทยา โดยมี Paecilomyces brunneolus ที่สามารถยืนยันได้แน่ชัด ขณะที่เชื้อบางกลุ่ม ยังต้องการการวิเคราะห์เพิ่มเติม ด้านฤทธิ์ยับยั้งเชื้อราพบว่าสารสกัดจากเปลือกด้วยเฮกเซน มีผลเด่น ต่อเชื้อรา C-K ส่วนเมล็ดที่สกัดด้วยเอทานอล ยับยั้งเชื้อรา CH-K3-1 และ CH-K4-1 ได้ชัดเจน นอกจากนี้ การประยุกต์สารสกัดจากเปลือกมะม่วงร่วมกับ TMSC สามารถลดการเปลี่ยนแปลงสี จากรังสี UV คงความแข็งแรงเชิงดึงและความยืดหยุ่นของวัสดุได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม โดยเฉพาะสูตร 25% ME/TMSC ทั้งนี้ การเลือกใช้สารสกัดจากเปลือกมะม่วงถือว่ามีความเหมาะสม เนื่องจากมีองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสมบัติของฟิล์มโดยตรง มีความปลอดภัยสูงกว่าเมล็ด หาได้ง่าย และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรได้ จึงมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม และสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน
การพัฒนาฟิล์มบรรจุจุอาหารวัสดุนาโนคอมโพสิตชีวภาพจากเจลาติน นาโนเซลลูโลสของกัญชาผสมอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์
ลำต้นของกัญชาเป็นวัดดูเหลือใช้จากอุตสาหกรรม สามารถนำนาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยนำมาสกัดเป็นเส้นใยที่มีขนาดเล็กเพื่อผลิตเป็นวัสดุผสมฟิล์มบาง (nanocomposite film) โดยในกระบวนการสกัดเส้นใยกัญชาประกอบด้วย 3 ขั้นตอนตามลำดับดังนี้ 1. กระบวนการ Alkali treatment 2. กระบวนการ Bleaching (Delignification) และ 3. กระบวนการ Acidhydrolysis เส้นใยกัญชาที่ผ่านกระบวนการดังกล่าวจะถูกกำจัดส่วนประกอบที่เป็นอสัณฐาน(amorphous) และลดขนาดเส้นใยเซลลูโลส (cellulose) ให้เป็นนาโนเซลอูโลส (nano cellulose) เส้นใยนาโนเซลลูโลสที่สกัดได้จะถูกตรวจสอบวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีด้วยเทคนิค FT-IR (Fourier transform infrared spectrometer) ลักษณะของเส้นใยนาโนเซลลูโลสด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscopy) และดัชนีความเป็นผลึกด้วยเครื่อง X-ray Diffractometer (XRD) จากกระบวนการสกัดดังกล่าว พบว่าสามารถกำจัด เฮมิเซลลูโลส ลิกนิน และมีขนาคเส้นใยกัญชา 60-100 นาโนเมตร เมื่อนำเส้นใยกัญชาที่สกัดได้ผสมกับฟิล์มเจลาติน (Gelatin) ผสมกลีเซอรอล (Glycerol) ด้วยกระบวนการหล่อฟิล์ม (casting films method) พร้อมทั้งผสมอนุภาคนาโนชิงค์ออกไซท์ (n-ZrO) เพื่อเพิ่มควาสามารถในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (anti-bacteria) โดยพบว่าสามารถยับยั้งเชื้อสแตปพิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus oureus) เชื้อบาซิลลัส ชับทีลีส (Bacillus subtilis) เชื้อเอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) แต่ไม่ส่งผลต่อแชคคาโรมัยซีส เซอริวิสเซีย (Saccharomyces cerevisiae) ซึ่งแสดงถึงความเข้ากันได้ทางชีวภาพ
การเตรียมความพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-DA คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยความแตกต่างระหว่างบุคคลกับระดับความรู้ ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-QA และทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตร 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA กับทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN-QA 3) ศึกษาทัศนคติของบุคลากรที่มีต่อกระบวนการเตรียมพร้อมในการยกระดับคุณภาพหลักสูตรสู่เกณฑ์ AUN AUN-DA และ 4) เพื่อพัฒนาแนวทางการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษาภายในระดับหลักสูตรของคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากผู้บริหาร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และอาจารย์ประจำหลักสูตร จำนวน 60 คน ได้แบบสอบถามคืน 45 ชุด (ร้อยละ 75) ซึ่งข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีประสบการณ์ทำงานมากกว่า 21 ปีขึ้นไป จำนวน 14 คน คิดเป็นร้อยละ 31.10 และมีความรับผิดชอบในการประกันคุณภาพหลักสูตร โดยเป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 33 คน รวมถึงเป็นประธานหลักสูตรอีกหน้าที่หนึ่งจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 86.70 ในขณะที่ระดับความรู้ความเข้าใจเกณฑ์ AUN-OA อยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 8 ด้าน โดยเกณฑ์ด้านวิธีการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (5 = 4.16) ขณะที่ด้านผลผลิตและผลลัพธ์มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (5 = 3.85) ทัศนคติของบุคลากรต่อกระบวนการเตรียมความพร้อมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการติดตามการจัดทำรายงานประเมินตนเอง (๕ = 4.21) การทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล เช่น ประสบการณ์ทำงานและความรับผิดชอบในหลักสูตร ไม่ส่งผลต่อระดับความรู้ความเข้าใจและทัศนคติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ผลการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้ความเข้าใจในเกณฑ์ AUN-QA กับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับทัศนคติของบุคลากรต่อการเตรียมความพร้อม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = .462**- .902**) โดยเฉพาะด้านแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่มีค่าสัมประสิทธิ์สูงสุด (r = .805**) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาหลักสูตรควรประยุกต์ใช้แนวคิดวงจร PDCA (Plan-Do-Check-Act) ในทุกขั้นตอนของการบริหารหลักสูตร เพื่อสร้างการปรับปรุงคุณภาพอย่าต่อเมื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรด้านการประกันคุณภาพการศึกษา