จำนวนงานวิจัย ( 253 )
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ กรณีศึกษาผลิตภัณฑ์ชา กลีบบัว
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ "ชากลีบ บัว" โดยมุ่งเน้น (1) การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ "ชากลีบบัว" ในด้านลักษณะ คุณภาพ ตรายี่ห้อ และ บรรจุภัณฑ์ (2) การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความแตกต่างและทันสมัยยิ่งขึ้น และ (3) การเพิ่มมูลค่าให้กับ ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบธรรมดา การวิจัยนี้ใช้วิธีการสำรวจ (Survey Research Method) โดยมี แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ชุด ซึ่งได้รับการวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) จากการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ของผู้บริโภคใน กรุงเทพมหานคร พบว่าทุกปัจจัยอยู่ในระดับ มาก โดยมีปัจจัยที่ได้รับความสนใจสูงสุดคือ ลักษณะ ผลิตภัณฑ์ หากมีส่วนผสมของน้ำอัดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (โซดา) และ การส่งเสริมการขาย ด้วยการ แจกสินค้าให้ชิมฟรี (ค่าเฉลี่ย xˉ = 4.52) รองลงมาคือ ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ด้านบรรจุภัณฑ์ที่มี สีสันสวยงาม (xˉ = 4.48) และปัจจัยด้าน ความคุ้มค่า ของราคาควบคู่ไปกับ การส่งเสริมการตลาด ด้วย ข้อมูลที่ชัดเจน (xˉ = 4.49) นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญอย่างมากกับความน่าเชื่อถือของ ตรา ยี่ห้อ TUSZA (xˉ = 4.46), บรรจุภัณฑ์ ที่ทันสมัยและปลอดภัย (xˉ = 4.46), การให้ข้อมูลที่ชัดเจนจาก พนักงานขาย (xˉ = 4.47), ช่องทางการจัดจำหน่าย ที่หลากหลาย (เช่น 7-11, Lotus Express, Big C Mini) (xˉ = 4.47), ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ด้านการพกพา (xˉ = 4.45), ความน่ารับประทาน (xˉ = 4.45), ต้นทุน ที่เหมาะสมกับปริมาณ (xˉ = 4.45), คุณภาพ ด้านสรรพคุณดูแลสุขภาพ (xˉ = 4.40), การ โฆษณา ที่ชัดเจน (xˉ = 4.40), และ การประชาสัมพันธ์ ผ่าน Facebook (xˉ = 4.50) ผลการวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญของการกำหนดกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย การตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ "ชากลีบบัว" ในตลาด
การจัดการการตลาดร่วมสมัยที่มีต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ
บทความการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อ 1) ศึกษาบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน มะนาว อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษารูปแบบการจัดการผลิตภัณฑ์กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอนมะนาว อ. อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ผลการวิจัยพบว่า ประเด็นของการบริบทกลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน อำเภออู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี ได้ดังนี้ กลุ่มผ้าทอไทเฮือนดำ บ้านดอน จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งรวมของชาวไทยทรงดำหรือ ไทยโซ่งที่มีรากเหง้าจากสิบสองจุไท เมืองแถง เขตเดียนเบียนฟูในปัจจุบัน ชาวไทยทรงดำได้อพยพเข้ามาตั้ง ถิ่นฐานที่บ้านดอนเมื่อประมาณ 150 ปี โดยยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีไว้ครบถ้วน มีเอกลักษณ์ทั้งด้าน ภาษา เครื่องแต่งกายสีดำ สถาปัตยกรรม “เฮือนกระดองเต่า” และพิธีกรรมสำคัญ เช่น การเลี้ยงผีบรรพบุรุษ งานตำข้าวเม่า รวมทั้งการทอผ้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาชุมชนที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ชุมชนแห่งนี้ยังคงรักษาวิถีชีวิต และขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เช่น การปลูกข้าว การใช้ภูมิปัญญาในงานหัตถกรรม การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในระหว่างสมาชิก รวมถึงการนับถือและบูชาบรรพบุรุษที่ถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบันประชากรในชุมชนบ้านดอนยังคงดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และได้ส่งเสริม ภูมิปัญญาการทอผ้าไทยทรงดำให้กลายเป็นสินค้าสำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของพื้นที่ นับเป็น ศูนย์กลางสำคัญในการฟื้นฟูและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยทรงดำในประเทศไทย รูปแบบการจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลและการ ออกแบบรูปแบบ การจัดการการตลาดร่วมสมัยสำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยทรงดำ โดยพิจารณาถึงการส่วน ประสมทางการตลาดในปัจจุบัน (4Cs) เป็นสำคัญ คือ 1. ลูกค้า (Customer) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัด สุพรรณบุรี เน้นการเข้าใจความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผลิตด้วยมือทุกขั้นตอนและสื่อสารเรื่องราวประวัติ อัตลักษณ์ และกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพื่อ ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายและสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการกับลูกค้าอย่างแท้จริง 2. ความคุ้มค่า (Cost) กลุ่มผ้าทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีความโดดเด่นในกระบวนการผลิตที่ ประณีตและซับซ้อน โดยผ้าแต่ละชิ้นผ่านการทอด้วยมือ การปักและตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน ซึ่งสะท้อนถึงทักษะ ฝีมือและภูมิปัญญาท้องถิ่น ผ้าไทยทรงดำใช้สีธรรมชาติที่ได้จากใบไม้ เปลือกไม้ และรากไม้ ส่งเสริมความเป็น มิตรกับสิ่งแวดล้อมและรักษาความเป็นไทยแท้ ลูกค้าเห็นคุณค่าในความพยายามนี้และรับรู้ถึงความคุ้มค่าที่ ยอดเยี่ยมจากคุณภาพและความหมายทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง 3. ความสะดวก (Convenience) กลุ่มผ้า ทอไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี มีพัฒนาการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ให้สะดวกและยืดหยุ่นมากขึ้น ผ่านช่องทาง จำหน่ายหน้าร้านและการออกร้านในงานต่าง ๆ พร้อมขยายตลาดออนไลน์ เช่น Facebook Line Instagram และ TikTok รวมถึงแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ ความรวดเร็วและง่ายดายในการซื้อสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง 4. การสื่อสาร (Communication) กลุ่มผ้าทอ ไทยทรงดำ จังหวัดสุพรรณบุรี ใช้การสื่อสารแบบสองทางในหลากหลายช่องทาง ทั้งการพบปะโดยตรงและ การออกร้าน รวมถึงการนำเสนอเนื้อหาผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook Instagram และ TikTok โดย เน้นการเล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมา ความหมายของลวดลาย และขั้นตอนการผลิต ช่วยสร้างความเข้าใจ เสริมความน่าเชื่อถือ และจูงใจให้เกิดการตัดสินใจซื้ออย่างยั่งยืน
การศึกษากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์คุ๊กกี้จมูกข้าวกล้องออเกนิคเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่ง กรณีศึกษา รูปแบบขนส่งแบบพัสดุภายในประเทศ
การเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซและความนิยมในผลิตภัณฑ์อาหารออเกนิคทำให้ธุรกิจคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิคขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เผชิญปัญหาสำคัญคือการเสียหายของสินค้าระหว่างการจัดส่งผ่านระบบพัสดุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า ความพึงพอใจของลูกค้า และความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาและพัฒนากลยุทธ์บรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันความเสียหายและรักษาคุณภาพของคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิค โดยการทดสอบเปรียบเทียบวัสดุบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ และรูปแบบการบรรจุแบบชั้นเดียวและหลายชั้น (2) เพื่อประเมินความพึงพอใจและการรับรู้ของผู้บริโภคต่อบรรจุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นในด้านการออกแบบ ความสะดวกในการใช้งาน ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และคุณภาพสินค้าที่ได้รับ และ (3) เพื่อวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของการลงทุนในบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยการเปรียบเทียบต้นทุนการลงทุนกับผลตอบแทนจากการลดความสูญเสียสินค้าและเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Methods Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ประกอบการผลิตคุ๊กกี้จากจมูกข้าวกล้องออเกนิค จำนวน 30 ราย ผู้บริโภคที่เคยสั่งซื้อคุ๊กกี้หรือขนมกรอบออนไลน์ จำนวน 100 ราย และผู้ให้บริการขนส่งพัสดุและผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ จำนวน 10 ราย ทำการทดสอบประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์ 4 ประเภท ได้แก่ กล่องกระดาษลูกฟูก 3 ชั้น บรรจุภัณฑ์ชีวภาพจากเยื่อไผ่ บรรจุภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล และบรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้น ในด้านการป้องกันการกระแทก การควบคุมความชื้น และการทดสอบในสภาพการขนส่งจริง เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach's Alpha) เท่ากับ 0.927 อุปกรณ์ทดสอบการกระแทก และระบบติดตามการขนส่งในสภาพจริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบ One-way ANOVA Paired t-test และการวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า บรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้นมีประสิทธิภาพการป้องกันสูงสุด สามารถลดความเสียหายได้ร้อยละ 88.2 จากร้อยละ 15.3 ของบรรจุภัณฑ์แบบดั้งเดิม มีคะแนนคุณภาพ 9.6 จาก 10 คะแนน และมีประสิทธิภาพดีที่สุดในการป้องกันการกระแทกและควบคุมความชื้น ด้านความพึงพอใจของผู้บริโภค บรรจุภัณฑ์ผสมแบบหลายชั้นได้คะแนนสูงสุด 4.38 จาก 5 คะแนน เพิ่มขึ้นร้อยละ 51.6 จากแบบดั้งเดิม ผู้บริโภคเต็มใจจ่ายเพิ่มเติมเฉลี่ยร้อยละ 8.3 และมีความตั้งใจซื้อซ้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 55.1 ด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ กล่องกระดาษลูกฟูกให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) สูงสุดที่ร้อยละ 145.2 และคืนทุนได้เร็วสุดใน 8.3 เดือน ขณะที่บรรจุภัณฑ์ทุกประเภทมี NPV เป็นบวกและ IRR สูงกว่าต้นทุนเงินทุนอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.001) การทดสอบสมมติฐานพบว่ายอมรับสมมติฐานทั้ง 3 ข้อ ด้วยขนาดผลกระทบขนาดใหญ่ (η²=0.74, Cohen's d>1.5) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การออกแบบบรรจุภัณฑ์แบบหลายชั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าชั้นเดียวในทุกประเภทวัสดุ ผู้บริโภคไทยเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพและความยั่งยืนมากกว่าราคาต่ำ และการลงทุนในบรรจุภัณฑ์คุณภาพสูงมีความคุ้มค่าเมื่อคำนวณผลประโยชน์โดยรวม การวิจัยนี้เป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพและความยั่งยืน โดยเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชนและผลิตภัณฑ์ออเกนิคที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต
ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัย ในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งผลต่อความรู้สึกปลอดภัยในการใช้อาคารเรียนคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วิธีการศึกษาผู้ใช้วิจัยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากร และนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ จานวน 361 คน ผลการวิจัยพบว่า โดยการวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจ ซึ่งโดยใช้สถิติ T-test Independent เพื่อต้องการค้นหาว่าปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมหรือไม่ และ ค้นหาถึงปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารที่เข้าใช้งานที่มีผลต่อระดับความรู้สึกความปลอดภัยต่ออาชญากรรม ซึ่งได้มาจากการทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ ระดับของความส่องสว่าง ผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความสูงของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตูและหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนผู้ใช้งานภายในอาคาร การบริการรักษาความปลอดภัย ด้วยการใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) วิธีการแบบ All Enter คือนาเอาปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ปัจจัยมีอิทธิพลต่อระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม ซึ่งนาเอาตัวแปรของปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร ทุกตัวเข้าระบบสมการพร้อมกัน ซึ่งผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ สรุปผลการวิจัยจากข้อมูลทั่วไปของกลุ่มจานวนทั้งสิ้น 361 คน โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างเพศชาย 72 คน และเพศหญิง 289 คนประกอบไปด้วย พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) กับ ความรู้สึกปลอดภัยในการเข้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยด้านความแตกต่างระหว่างบุคคล (เพศ) ทั้ง 2 กลุ่มมีระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .062 ซึ่งสรุปได้ว่าความแตกต่างในด้านเพศไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมในการเข้าใช้งานภายในอาคาร สรุปผลการวิจัยของปัจจัยสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคาร กับความรู้สึกปลอดภัยในการเช้าใช้งานภายในอาคาร (ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรม) พบว่า ปัจจัยทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพภายในอาคารทั้ง 9 ตัวแปร ได้แก่ ระดับของความส่องสว่างผังพื้น ระดับการมองเห็น โทนสี ความรู้ของฝ้าเพดาน จานวนของช่องเปิดประตู และหน้าต่าง ลักษณะของบันได จานวนถังดับเพลิง จานวนผู้ใช้งานภายในอาคารเรียน มีความสัมพันธ์กับระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สามารถร่วมกับพยากรณ์ระดับความรู้สึกปลอดภัยต่อการเกิดอาชญากรรมได้
การศึกษาการรับรู้และแนวทางแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ของบุคลากรคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement : e-GP) มาใช้ในองค์กร ดังนั้น กระบวนการจัดการภายในจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะสนับสนุนให้ผลการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากร 2) การรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP 3) การเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างด้วยระบบ e-GP และ 4) การรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างส่งผลต่อแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากร คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนทั้งสิ้น 70 ชุด การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ANONVA และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 78.57 อยู่ในช่วงอายุ 41 – 50 ปี ร้อยละ 32.86 มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 54.29 และส่วนเป็นบุคลากรสายสนับสนุน ร้อยละ 57.14 มีประสบการณ์ทำงาน 11 ปีขึ้นไป ร้อยละ 50.00 มีความถี่ในการใช้บริการน้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน ร้อยละ 55.71 ในขณะที่ ผลการศึกษาระดับความคิดเห็นที่มีต่อปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านขั้นตอนการจัดชื้อจัดจ้าง ด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง และด้านบุคลากร ระดับการรับรู้ปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP อยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การเพิ่มช่องการติดต่อสื่อสารผ่าน Line application ระหว่างผู้ปฏิบัติงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานให้เกิดความง่ายและสะดวกต่อผู้ปฏิบัติงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การสนับสนุนให้มีคู่มือขั้นตอนการปฏิบัติงานการจัดซื้อจัดจ้างสำหรับบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การจัดทำระบบออนไลน์เฉพาะสำหรับงานพัสดุ ให้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มคุณสมบัติสำหรับการตอบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถหาคำตอบเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองตลอด 24 ชั่วโมง การสนับสนุนให้มีการฝึกอบรมตั้งแต่ขั้นพื้นฐานเริ่มต้นจนถึงกระบวนการสุดท้ายของการจัดซื้อจัดจ้าง การสนับสนุนให้มีการประสัมพันธ์เผยแพร่ระเบียบ ข้อบังคับ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างต่อเนื่อง และการติดตามและประเมินผลการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อวิเคราะห์ปัญหาหรือข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น นำมาปรับปรุงเพื่อการจัดซื้อครั้งถัดไป มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ตามลำดับ ผลการศึกษาเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการรับรู้ปัญหาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP พบว่า ระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีผลต่อการรับรู้ปัญหาในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GPนอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ พบว่า การรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP เฉพาะด้านบุคลากรส่งผลต่อ แนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดชื้อ จัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP R2 เท่ากับ 0.325 กล่าวคือ การรับรู้ปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยระบบ e-GP สามารถอธิบายความแปรปรวนของแนวทางการแก้ไขปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ร้อยละ 32.50 ผลการศึกษานี้สามารถนำไปพัฒนาแนวทางปฏิบัติงานของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ รวมทั้ง การกำหนดเป็นนโยบายเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดภายในองค์กร