จำนวนงานวิจัย ( 253 )

พฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดเมล็ดลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม สู่การพัฒนาศักยภาพเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการชะลอวัยเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุบนฐานเศรษฐกิจ BCG
พฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดเมล็ดลิ้นจี่ค่อมสมุทรสงคราม สู่การพัฒนาศักยภาพเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการชะลอวัยเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุบนฐานเศรษฐกิจ BCG

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางชีวภาพของสารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่พันธุ์ค่อมสมุทรสงคราม และประเมินศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นส่วนประกอบที่มีฤทธิ์ทางเคมีและเภสัชในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางประเภทเซรัมและน้ำตบ การศึกษาสารสกัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ เปลือกเมล็ด เนื้อเมล็ด และทั้งเมล็ด โดยดำเนินการสกัดด้วยตัวทำละลายเอทานอลโดยวิธีการแช่หมักและการสกัดด้วยคลื่นอัลตราโซนิก สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ทำการประเมินฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH และ ABTS ฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์ต้านจุลชีพ ความปลอดภัยต่อเซลล์ผิวหนัง และวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีที่ระเหยได้ด้วยเทคนิค GC-MS สารสกัดเมล็ดลิ้นจี่อัตราส่วนที่เหมาะสมใช้เป็นส่วนผสมในการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เซรัมและน้ำตบร่วมกับวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อให้ได้เครื่องสำอางตามที่ต้องการ ทำการประเมินระดับการยอมรับโดยใช้มาตราส่วน 7 ระดับ และประเมินระดับความพอดี (JAR) ของสูตรผลิตภัณฑ์ทั้งสองประเภท ผลการวิจัยพบว่า สารสกัดในเอทานอลของแต่ละส่วนเมล็ดลิ้นจี่ ให้ผลผลิตสารสกัดใกล้เคียงกันในช่วง 8.5% ถึง 13% โดยพบว่าการสกัดทั้งสองวิธีให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันมากนัก การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี ABTS แสดงความไวสูงกว่าวิธี DPPH ประมาณ 2-2.5 เท่า เนื้อเมล็ดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุดในทั้งสองวิธี (IC50 = 200.4 mg/mL สำหรับ DPPH และ 88.63 mg/mL สำหรับ ABTS ตามลำดับ) สารสกัดทั้งเมล็ดแสดงฤทธิ์ต้านการอักเสบปานกลาง (IC50 เท่ากับ 81.55 mg/mL) และมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ Propionibacterium acnes และ Candida albicans อย่างไรก็ตาม สารสกัดมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในระดับต่ำ การประเมินความปลอดภัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดไม่เป็นพิษต่อเซลล์เคราติโนไซต์ในความเข้มข้นไม่เกินร้อยละ 12.5 โดยมี IC50 เท่ากับร้อยละ 39.12 การวิเคราะห์สารที่ระเหยได้ในสารสกัดเอทานอลด้วยเทคนิค GC-MS พบสารประกอบสำคัญที่เป็นกรดไขมันและอนุพันธ์ของกรดไขมัน เช่น oleic acid, hexadecanoic acid, ethyl linoleate และ glycerin ซึ่งมีคุณสมบัติทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผิวหนัง ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์พบว่าน้ำตบได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคสูงกว่าเซรัม โดยน้ำตบสูตร B ได้รับคะแนนความชอบโดยรวมสูงที่สุด (6.353±0.69) คุณลักษณะที่ได้รับการยอมรับสูงสุดคือ ความชุ่มชื้นและความเหนอะหนะ ผลการวิจัยสรุปได้ว่า สารสกัดเมล็ดลิ้นจี่พันธุ์ค่อมมีศักยภาพสูงในการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและการดูแลผิวหนัง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และควบคุมสิว ซึ่งจะเป็น การเพิ่มมูลค่าให้กับเศษเหลือทางการเกษตรและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การศึกษานี้ให้ข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

2567
การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมสารสกัดไฮโดรโซลจากสมุนไพรไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกายสำหรับผู้สูงวัย
การพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์เหลือทิ้งทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมสารสกัดไฮโดรโซลจากสมุนไพรไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ชำระล้างร่างกายสำหรับผู้สูงวัย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สบู่เหลวที่มีคุณสมบัติในการกำจัดกลิ่นคนแก่ ซึ่งเกิดจากสารประกอบ 2-nonenal ที่เป็นสาเหตุสำคัญของกลิ่นไม่พึงประสงค์ โดยได้ทำการสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรต่าง ๆ หลายชนิดและนำมาประเมินประสิทธิภาพในการกำจัดกลิ่นของสารสกัดสมุนไพรโดยทดสอบความสามารถในการลดสารประกอบ 2-nonenal ทั้งในหลอดทดลองและบนผิวหนังเทียมด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโทรกราฟีควบคู่กับเทคนิคจมูกอิเล็กทรอนิกส์ โดยเลือกใช้สารสกัดไฮโดรโซลซึ่งเป็นของเหลือที่เกิดจากกระบวนการสกัดน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากเป็นสารสกัดที่อ่อนโยน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าแก่ของที่เหลือทิ้งจากกระบวนผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าสูงขึ้น จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดจากหมากสามารถยับยั้งและลดความเข้มข้นของ 2-nonenal ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ผสมผสานกับสารสกัดไฮโดรโซลจากมะขามป้อมที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ และความสามารถในต้านเชื้อก่อโรคในผิวหนังได้เป็นอย่างดี แล้วนำมาเป็นส่วนผสมในสบู่เหลวกำจัดกลิ่นคนแก่ ซึ่งเป็นสูตรที่อ่อนโยนปราศจากสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ พร้อมทั้งออกแบบกลิ่นใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) วู้ดดี้ ให้ความรู้สึกสงบ สุขุม 2) ไวท์ฟอรัล ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอ่อนหวาน และ 3) กรีนเฟช ให้ความรู้สึกสะอาด สดชื่นจากสมุนไพรสีเขียว เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ตอบสนองต่อผู้บริโภคที่หลากหลาย นอกจากนี้ผลงานวิจัยยังได้ดำเนินการยื่นจดอนุสิทธิบัตร จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1) กรรมวิธีการสกัดสารออกฤทธิ์จากหมากเพื่อใช้ในผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นกายผู้สูงอายุ เลขที่คำขอ 253001880 และ 2) สบู่เหลวกำจัดกลิ่นกายผู้สูงอายุ เลขที่คำขอ 253001882 ผลงานวิจัยนี้จึงสามารถสะท้อนถึงความเป็นไปได้ทั้งในเชิงวิชาการและเชิงพาณิชย์ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยได้อย่างยั่งยืน

2567
การสังเคราะห์และทดสอบสมบัติคาร์บอนดอทนำไฟฟ้าจากเปลือกผลไม้เพื่อใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่
การสังเคราะห์และทดสอบสมบัติคาร์บอนดอทนำไฟฟ้าจากเปลือกผลไม้เพื่อใช้ในงานอิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่

งานวิจัยนี้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีการสังเคราะห์คาร์บอนดอทจากเปลือกกล้วยด้วยวิธีการไมโครเวฟโดยใช้น้ำเป็นสารละลาย และสามารถสังเคราะห์คาร์บอนดอทจากเปลือกกล้วยที่ความสุกต่างกัน สามระดับ ออกมาเป็นสารละลายคาร์บอนดอท CD1, CD2 และ CD3 ซึ่งเป็นสารละลายใสสีน้ำตาล แสดงสมบัติ เรืองแสงที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าในที่มืดเมื่อกระตุ้นด้วยแสง UV ที่ความยาวคลื่น 395 nm ออกมาเป็น สีฟ้า สีฟ้าอมเขียว และสีเขียว ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ขนาดด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด TEM พบว่า คาร์บอนดอท ในงานวิจัยนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในช่วง 1.5 - 4.5 nm ผลการวิเคราะห์ขนาดของคาร์บอนดอทด้วยเทคนิค DLS พบว่าคาร์บอนดอทในสารละลายมีเส้นผ่านศูนย์กลางจากเฉลี่ยในช่วง 90 - 183 nm เพื่อศึกษาสมบัติทางเคมี ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบคาร์บอนดอทที่สังเคราะห์ ด้วย Raman, FTIR, UV-Vis และ NMR ผลการวิเคราะห์ FTIR เพื่อศึกษาสมบัติทางไฟฟ้าพบหมู่ฟังก์ชั่น C=C, C=O, C-H และ O-H ในทั้งสามตัวอย่างคาร์บอนดอท ผลการวิเคราะห์ UV-Vis ยืนยันการมีของหมู่ฟังก์ชั่น C=C และ C=O ในทั้งสามตัวอย่างคาร์บอนดอท ผลการวิเคราะห์ขนาดและทางเคมียืนยันความเป็นคาร์บอนดอทของตัวอย่างที่สังเคราะห์ได้ทั้งสามที่มีขนาดต่างกัน มีองค์ประกอบทางเคมีที่ใกล้เคียงกันแต่ไม่เหมือนกัน ความเข้มข้นของน้ำตาลในเปลือกกล้วยต่างระดับความสุกกันอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความแตกต่างของตัวอย่างคาร์บอนดอททั้งสามชนิด นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ทำการทดสอบตัวอย่างคาร์บอนดอทด้วยเทคนิค C-AFM และ CV รวมถึงมีการทำ simulation เพื่อศึกษาสมบัติทางไฟฟ้า ผลการวิเคราะห์ C-AFM พบว่า คาร์บอนดอททั้งสามตัวอย่างนำไฟฟ้าได้น้อยกว่า Rh/Au junction โดย Rh/CD1/Au นำไฟฟ้าได้ดีที่สุดใน molecular junction จากสามตัวอย่างคาร์บอนดอท ผลการวิเคราะห์ CV พบว่าการตอบสนองของความเข้มกระแสต่อความต่างศักย์ เพิ่มขึ้นจาก CD1, CD2 และ CD3 ตามลำดับ ท้ายที่สุดผู้วิจัยได้ทำการจำลองทางคอมพิวเตอร์ด้วยเทคนิค Density Functional Theory (DFT) ของคาร์บอนดอทระหว่างอะตอมโลหะสองอะตอมในรูปแบบที่แตกต่างกัน ผลการจำลองแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงค่า band gap ของคาร์บอนดอทเมื่ออะตอมของโลหะเปลี่ยนแปลงไปเป็นการยืนยันถึงแนวทางในการควบคุมสมบัติทางไฟฟ้าของโมเลกุลคาร์บอนดอทได้โดยการเปลี่ยนขั้วไฟฟ้า

2567
การพัฒนาสูตรวัสดุเชิงประกอบเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชและวัสดุที่ยั่งยืนเพื่องานบรรจุภัณฑ์อาหาร
การพัฒนาสูตรวัสดุเชิงประกอบเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชและวัสดุที่ยั่งยืนเพื่องานบรรจุภัณฑ์อาหาร

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาผลของการเติมสารเพิ่มเนื้อที่เป็นวัสดุที่ยั่งยืนชนิดและปริมาณต่าง ๆ กัน ที่มีต่อสมบัติทางกล สมบัติทางความร้อน ค่าการดูดชับน้ำ และลักษณะทางสัณฐานวิทยาของเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชจากแป้งข้าวโพด ฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชที่มีการเติมสารเพิ่มเนื้อชนิดและปริมาณต่าง ๆ กันถูกเตรียมด้วยวิธีการหล่อขึ้นรูป และมีการเติมกลีเซอรอลเป็นสารพลาสติไซเชอร์ สารเพิ่มเนื้อที่ถูกเลือกใช้ คือ นาโนเคลย์ เส้นใยป่านศรนารายณ์ และคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส มีการปรับเปลี่ยนปริมาณ 0 - 15 % โดยน้ำหนัก จากผลการวิจัย พบว่า ฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชที่มีการเติมคาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลส ปริมาณ 10 % โดยน้ำหนัก มีสมบัติการรับแรงดึงสูงที่สุด จากการวิเคราะห์ทางสัณฐานวิทยา พบว่า คาร์บอกชีเมทิลเซลลูโลสเข้ากันได้ดีกับเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช แต่นาโนเคลย์และเส้นใยป้านศรนารายณ์กระจายตัวได้ลลงเมื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้น สมบัติความทนต่อน้ำ พบว่า นาโนเคลย์สามารถทำให้ค่าการดูดชับน้ำของฟิล์มเทอร์โมพลาสติกสตาร์ช ณ ความชื้นสัมพัทธ์ 43 % ที่ระยะเวลา24 ชั่วโมง ลดลงได้มากที่สุด รองลงมา คือ เส้นใยป่านศรนารายณ์ และคาร์บอกชีเมทิลเชลเซลโลส ตามลำดับ ค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้วของเทอร์โมพลาสติกสตาร์ชมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเติมคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลส ในขณะที่การเติมนาโนเคลย์และเส้นใยบ้านศรนารายณ์มีแนวโน้มทำให้ค่าอุณหภูมิการเปลี่ยนสถานะคล้ายแก้วของเทธรโมพลาสติกสตาร์ชมีแนวโน้มลดลง

2567
การประดิษฐ์แก้วเซรามิกที่ประกอบด้วยผลึกลิเทียมไดซิลิเกตสำหรับประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ
การประดิษฐ์แก้วเซรามิกที่ประกอบด้วยผลึกลิเทียมไดซิลิเกตสำหรับประยุกต์ใช้ในงานทันตกรรมเพื่อผู้สูงอายุ

กระบวนการทางความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาให้แก้วเซรามิกชนิดลิเทียมไดซิลิเกต มีคุณสมบัติที่ดีขึ้นได้ งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสมบัติทางความร้อน สมบัติทางกล และสมบัติทางกายภาพของแก้วระบบลิเทียมและซิลิกาโดยศึกษาจากการเติมสารเซอร์โคเนียมออกไซด์โดยใช้วิธีการหลอมแบบดั้งเดิม โดยตัวอย่างชิ้นงาน LD, LDZ0.5, LDZ1.0, และ LDZ1.5 ได้มาจากการเติมเซอร์โคเนียม-ออกไซด์เข้มข้นร้อยละ 0.0, 0.5, 1.0 และ 1.5 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การเติมเซอร์โคเนียมออกไซด์ที่ความเข้มข้นร้อยละ 0.5-1 โดยน้ำหนัก มีผลต่อกระบวนการเกิดปริมาณของผลึก การให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 650 องศาเซลเซียส มีผลต่อการเกิดสมบัติทางกลที่สูงอันเนื่องมาจากการเกิด เฟสองค์ประกอบของลิเทียมไดซิลิเกตและลิเทียมเมตาซิลิเกต

2567