จำนวนงานวิจัย ( 159 )
นวัตกรรมการพัฒนากำลังคนระดับสูงด้านอาหารปลอดภัยสำหรับอุตสาหกรรม การแปรรูปอาหารในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนากำลังคนด้านความปลอดภัยอาหาร (Food Safety) ในเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยมุ่งเน้นการสร้าง ศักยภาพเชิงระบบ ให้กับผู้ประกอบการและแรงงาน ผ่านการจัดทำหลักสูตรอบรมเชิงบูรณาการที่ผสานระหว่าง การบรรยายเชิงทฤษฎี (lecture), การฝึกปฏิบัติจริง (hands-on workshop), การจำลองสถานการณ์(simulation/role play), และการใช้คู่มือ Lean form ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ SME สามารถนำไปใช้ได้จริงและลดภาระเอกสาร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสถานประกอบการแปรรูปอาหาร 60 แห่ง ครอบคลุมประเภทกิจการหลัก ได้แก่ เนื้อสัตว์และสัตว์น้ำแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน เบเกอรี และซอส/เครื่องปรุง รวมทั้งผู้เข้าอบรม 300 คน ซึ่งกระจายตัวตามบทบาทงาน ได้แก่ พนักงานฝ่ายผลิต (48%) QC/QA (22%) หัวหน้างาน (18%) และฝ่ายวิจัยและพัฒนา (12%) โดยออกแบบหลักสูตรให้ตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของแต่ละบทบาท เพื่อสร้างผลลัพธ์เชิงองค์กรที่ครอบคลุม ผลการวิจัยเชิงปริมาณแสดงว่า คะแนนความรู้เพิ่มขึ้นจาก 17.0 → 22.4 คะแนน (+32.6%) ทักษะปฏิบัติจาก 61.2 → 79.5 คะแนน (+27.3%) และทัศนคติจาก 3.46 → 4.16 (+20.2%) โดยมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<.001) และมีค่า effect size สูงมาก (d=1.10–1.58) ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าสามารถยกระดับสมรรถนะของแรงงานอย่างแท้จริง ขณะที่ผลลัพธ์เชิงองค์กรสะท้อนว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เช่น อัตรา Non-conformities (NC) ลดลงเฉลี่ย -42.8%อัตรา Recall/Return ลดลง -36.8% ค่าใช้จ่ายจาก Waste ลดลง -30.8% และ Audit pass rate เพิ่มขึ้นจาก 68.3% → 87.9% (+19.6 จุด) ซึ่งมีนัยสำคัญทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงเศรษฐกิจ ผลการติดตามระยะยาว 6–12 เดือนพบว่า ผลลัพธ์ยังคงอยู่และมีแนวโน้มพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น อัตรา NC ลดลงเหลือ 1.6 ครั้ง/ไตร มาส อัตรา Waste ลดลงเหลือ 5.4% ของต้นทุนการผลิต พฤติกรรมการล้างมือที่ถูกต้องเพิ่มขึ้นจาก 54% เป็น 81% และการใช้ Lean form ยังคงมีใน 79% ของโรงงาน สะท้อนถึงการก่อตัวของ วัฒนธรรมความปลอดภัยอาหาร (Food Safety Culture) ที่ฝังรากในองค์กร ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่มยืนยันว่า แรงงานมีการเปลี่ยนแปลงเชิงแรงจูงใจจากการ “ทำตามคำสั่ง” ไปสู่การ “ทำเพราะเข้าใจคุณค่า” การฝึกปฏิบัติจริงช่วยสร้างการเรียนรู้ที่ยั่งยืน ขณะที่การออกแบบแบบฟอร์ม Lean form ลดอุปสรรคใน SME และการครอบคลุมหลายบทบาททำให้เกิด Critical Mass ที่สามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กรได้จริง โดยสรุปงานวิจัยนี้พิสูจน์ว่า โมเดลการพัฒนากำลังคนที่ผสมผสาน Active Learning, Lean Tool, และ Modular Training สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ครอบคลุมทั้งระดับบุคคล องค์กรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งสามารถใช้เป็น หลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based Policy) สำหรับการผลักดันเชิงนโยบายในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยไปสู่การเป็น ASEAN Food Safety Hub ที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก
การพัฒนากระบวนการผลิตข้าวเหนียวนึ่งสำเร็จรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าในเชิงพาณิชย์
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวอินทรีย์ลาดพัฒนา ตำบลบ้านลาด อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เริ่มจาก 7 ครัวเรือนและขยายเป็น 171 ครัวเรือน มีพื้นที่นาเกือบ 1,783 ไร่ ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ ข้าว “ข้าวอิ่ม” และข้าวฮางงอก ซึ่งได้รับมาตรฐานออร์แกนิค ฮาลาล และ OTOP 4 ดาว กลุ่มผสานภูมิปัญญาเดิมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การแช่ข้าว การควบคุมอุณหภูมิในการนึ่ง การอบแห้ง และการบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ข้าวนึ่งสำเร็จรูปมีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถแข่งขันในตลาดได้ เกษตรกรในกลุ่มส่วนใหญ่มีอายุ 41–60 ปี พื้นที่เพาะปลูก 10–25 ไร่ ปัญหาหลักคือราคาข้าวผันผวน พึ่งพาพ่อค้าคนกลาง ต้นทุนสูง และเข้าถึงเทคโนโลยีการแปรรูปจากัด การวิเคราะห์ SWOT พบว่าจุดแข็งคือความร่วมมือภายในกลุ่มและโรงสีขนาดเล็ก ขณะที่จุดอ่อนคือขาดองค์ความรู้ด้านการแปรรูป การตลาด และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ข้อเสนอแนะคือการสนับสนุนเครื่องจักร เทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาแบรนด์และบรรจุภัณฑ์ การฝึกอบรม และสร้างเครือข่ายการตลาด เพื่อยกระดับกลุ่มสู่ความยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าข้าวเหนียวนึ่งสำเร็จรูป การศึกษาเปรียบเทียบข้าวเหนียว 4 ชนิด ได้แก่ นาปีเก่า (OR), นาปีใหม่ (NR), นาปรังเก่า (OD) และนาปรังใหม่ (ND) พบว่าเมล็ดแต่ละชนิดแตกต่างกันด้านความยาว สี และความแข็ง ข้าวนาปีมักเม็ดยาว ข้าวเก่าดูดซึมน้ำได้ดีกว่าและแข็งกว่า ข้อมูลนี้เป็นพื้นฐานสำหรับการศึกษาคุณสมบัติทางเคมีและประสาทสัมผัสของข้าวเหนียว ผลการศึกษาผลกระทบของระยะเวลาแช่และกระบวนการแปรรูปต่อข้าวเหนียวนึ่งกึ่งสำเร็จรูปพบว่าระยะเวลาแช่มีผลต่อความชื้นและคุณภาพของเมล็ด ความชื้นเพิ่มอย่างรวดเร็วใน 0–30 นาที และคงที่เมื่อแช่ 60 นาทีขึ้นไป การแช่ ≥60 นาทีช่วยให้เมล็ดดูดซึมน้ำดี เกิดเจลาติไนเซชันสูง เมล็ดโปร่งใสและเนื้อนุ่ม ข้าวนาปีใหม่ดูดซึมน้ำเร็ว ขณะที่ข้าวนาปรังเก่าดูดซึมน้ำน้อย เกิดรอยแตกและเนื้อสัมผัสแข็ง การแช่แข็งข้าวเหนียวส่งผลต่อปริมาตรและความหนืดหลังหุงต้ม การแช่ 1 ชั่วโมงให้ปริมาตรสูงสุด แต่การแช่ 2–3 ชั่วโมงทาให้ปริมาตรและความหนืดลดลงจากรีโทรเกรเดชันของอะไมโลเพกติน การวิเคราะห์โครงสร้างผลึกด้วย XRD พบว่าข้าวดิบมีโครงสร้าง A-type ชัดเจน แต่เมื่อแช่น้ำนานขึ้น พีค A-type ลดลงและ V-type ปรากฏมากขึ้น การแช่แข็งก่อนอบแห้งทำให้เกิดโครงสร้างผสม A+V-type SEM แสดงว่าระยะเวลาแช่มีผลต่อรูปร่างและพื้นผิวของเมล็ด เม็ดบวม แตกเล็กน้อย และพื้นผิวขรุขระจนเข้าสู่การเจลาติไนเซชัน เมื่อตั้งเวลาแช่ 120 นาที เม็ดมีรูพรุนและสูญเสียรูปทรงเดิม ส่วนองค์ประกอบทางเคมีพบว่าความชื้นเพิ่มขึ้นตามเวลา ขณะที่ร้อยละคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันลดลงเล็กน้อยจากการเจือจาง น้ำที่ถูกดูดซับช่วยให้เมล็ดอ่อนตัวและเกิดเจลาติไนเซชันสมบูรณ์ ส่งผลต่อความนุ่มและความเหนียวของผลิตภัณฑ์ การควบคุมระยะเวลาแช่ ชนิดข้าว และการแช่แข็งก่อนแปรรูปจึงมีบทบาทสำคัญต่อคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และโครงสร้างของแป้งข้าวเหนียว การปรับกระบวนการเหล่านี้ช่วยให้ข้าวเหนียวนึ่งกึ่งสำเร็จรูปมีคุณภาพสูง เนื้อนุ่ม เหนียวสม่ำเสมอ และคืนสภาพหลังการปรุงได้ดี
การเพิ่มทักษะทางภาษาไทยของนักศึกษาต่างชาติโดยการใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน
งานวิจัยเรื่อง การเพิ่มทักษะทางภาษาไทยของนักศึกษาต่างชาติโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานสําหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยพิจารณาจากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยแต่ละด้านของนักศึกษาต่างชาติกลุ่มทดลองที่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานระหว่างก่อนกับหลัง และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยระยะหลังการทดลองของนักศึกษาต่างชาติกลุ่มที่ใช้ และไม่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาต่างชาติ จํานวน60 คน กําลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดนักศึกษาเข้ากลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม กลุ่มละเท่าๆ กัน โดยการสุ่ม อย่างง่าย (Random Simple Sampling) กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มที่ใช้โปรแกรมประยุกตฺฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน จํานวน 30 คน กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ไม่ใช้โปรแกรมประยุกตฺฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานจํานวน 30 คน เครื่องมือวิจัยเป็นโปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ สถิติทดสอบทีรายคู่ (Paired-t-test) และ สถิติ t-test ผลการวิจัยปรากฏว่า1) การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน มีความเหมาะสมที่จะใช้ฝึกสําหรับฝึกเพิ่มทักษะทางภาษาไทยขั้นพื้นฐานสําหรับนักศึกษาต่างชาติ 2) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุ่มทดลองที่ฝึกโดยใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้น พื้นฐานของนักศึกษาต่างชาติพบกว่าหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 3) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบของกลุ่มที่ฝึกโดยไม่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานของนักศึกษาต่างชาติพบกว่าหลังการฝึกสูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ0.05 4) คะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบ และเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะภาษาไทยระยะหลังการทดลองของกลุ่มที่ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐาน สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ไม่ได้ใช้โปรแกรมประยุกต์ฝึกทักษะภาษาไทยขั้นพื้นฐานอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาลักษณะการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษา ของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาปัจจัยในการเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษาของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อหาแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 265 คน เพศชาย จำนวน 135 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 มากที่สุด จำนวน 141 คน รองลงมา คือ ชั้นปีที่ 1 จำนวน 122 คน ชั้นปีที่ 2 จำนวน 82 คน และชั้นปีที่ 4 จำนวน 55 คน ตามลำดับ และศึกษาในสาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มากที่สุด จำนวน 153 คน รองลงมา คือ สาขาวิชาการโรงแรม จำนวน 102 คน สาขาวิชาการท่องเที่ยว จำนวน 91 คน และสาขาวิชาภาษาไทยประยุกต์ จำนวน 54 คน ตามลำดับ มีความต้องการการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร ทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความต้องการการเข้าร่วมกิจกรรมของนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านสุขภาพร่างกาย และทัศนคติจิต ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และความรับผิดชอบ ด้านทักษะทางปัญญา และด้านคุณธรรม จริยธรรม ตามลำดับ
การศึกษาปัญหาและกระบวนการในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาปัญหาและกระบวนการในการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานพัสดุ เพื่อศึกษากระบวนการในการบริหารงานพัสดุ และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานพัสดุ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร ผลการศึกษา พบว่า ด้านกระบวนการซื้อหรือจ้าง การมอบหมายภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่พัสดุมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจ ในการปฏิบัติงานที่รับผิดชอบ การจัดซื้อจัดจ้างมีการปฏิบัติตามระเบียบ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ (Specification) เป็นไปตามที่กำหนด และมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่พัสดุมีการปฏิบัติตามขั้นตอนการจัดหาพัสดุ และการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับงานพัสดุมีระเบียบ ไม่ล่าช้า และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดครบถ้วน อีกทั้งเจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านกระบวนการซื้อหรือจ้าง การจัดหาพัสดุมีการปฏิบัติตามระยะเวลาที่กำหนด และเจ้าหน้าที่พัสดุมีการติดตามผลการปฏิบัติงานตามแผนการจัดหาพัสดุ ด้านการบริหารพัสดุ คือ เจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบสถิติการใช้เพื่อกำหนดความต้องการในจัดหาพัสดุ การตรวจสอบพัสดุประจำปีไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ระเบียบกำหนด เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการบริหารพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการลงบัญชีวัสดุและทะเบียนคุมทรัพย์สินถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ เจ้าหน้าที่มีการลงบัญชีวัสดุและทะเบียนคุมทรัพย์สินเป็นปัจจุบัน เจ้าหน้าที่มีการลงรหัสทะเบียนคุมทรัพย์สินถูกต้องเป็นปัจจุบัน เจ้าหน้าที่มีการกำหนดแนวปฏิบัติการเบิกจ่ายพัสดุได้ถูกต้องเหมาะสม และเจ้าหน้าที่มีการเบิกจ่ายพัสดุให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีหลักฐานเบิกจ่ายเป็นปัจจุบัน ด้านการบำรุงรักษา เจ้าหน้าที่ไม่มีการวางแผนงบประมาณในการขอซ่อมบำรุงรักษาพัสดุ เจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดทำบันทึประวัติพัสดุเพื่อประโยชน์ในการใช้งานและซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดทำคู่มือการใช้พัสดุ และวิธีการบำรุงรักษา เจ้าหน้าที่ไม่มีการวางแผนบำรุงรักษาพัสดุโดยมีช่วงเวลาที่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ไม่มีการดูแลรักษาพัสดุให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดีตลอดเวลา และเจ้าหน้าที่พัสดุไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการบำรุงรักษา การตรวจสอบ และเจ้าหน้าที่พัสดุไม่ให้ความสะดวกรวดเร็วในการจัดหาผู้ซ่อมแซมพัสดุที่ชำรุด และเจ้าหน้าที่ไม่มีการจัดอบรมเพื่อให้มีความรู้ในการซ่อมแซมพัสดุเบื้องต้นและเจ้าหน้าที่ไม่มีการติดตามและรายงานผลการบำรุงรักษาพัสดุ และด้านการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการจำหน่ายพัสดุตรงกับสภาพความเป็นจริง เจ้าหน้าที่พัสดุมีการแปรสภาพพัสดุที่ชำรุดเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เจ้าหน้าที่พัสดุมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารงานพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในด้านการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจในการจำหน่ายพัสดุ เจ้าหน้าที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบพัสดุประจำปี เจ้าหน้าที่มีการดำเนินการตามขั้นตอนจำหน่ายพัสดุประจำปี เจ้าหน้าที่มีการจำหน่ายพัสดุเป็นสูญ กรณีพัสดุสูญหายโดยไม่ปรากฏตัวผู้รับผิดชอบ และเจ้าหน้าที่มีการดำเนินการจำหน่ายพัสดุที่ชำรุดปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง