จำนวนงานวิจัย ( 135 )
การพัฒนาศักยภาพไร่หมุนเวียนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่ชุมชนการท่องเที่ยวไร้คาร์บอน เชิงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับรายได้การท่องเที่ยวเมืองรอง ชุมชนบ้านท่ามะขาม ตลาด โอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี
งานวิจัยครั้งนี้มีโครงการย่อย 3 โครงการ คือโครงการสำรวจรูปแบบและพัฒนาผังกายภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และแนวทางพัฒนารูปแบบที่พัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ชุมชน สะท้อน อัตลักษณ์ วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านรายได้และการกลับมาของนักท่องเที่ยวสู่การจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในชุมชน โครงการพัฒนา เทคนิคการผลิตและ รูปแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจำหน่าย สร้างสรรค์สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมกะเหรี่ยง จากไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติในชุมชนรองรับความต้องการของตลาด Eco Product เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน บ้านท่ามะขาม ตลาดโอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 3. โครงการพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ สร้างสื่อใหม่ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายและการประชาสัมพันธ์ชุมชนต้นแบบการท่องเที่ยว ไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม ในการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์พัฒนาพื้นที่ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้1. พัฒนาศักยภาพไร่หมุนเวียนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์ สู่ การเป็นชุมชนการท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมเพื่อยกระดับรายได้การท่องเที่ยวเมืองรอง บน พื้นฐานของแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและ BCG Model ที่เน้นการพึ่งพาตนเองสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจสีเขียว ในการจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนชุมชนบ้านท่ามะขาม ตลาดโอ๊ะป่อย อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 2. ส่งเสริมการสร้างทักษะใหม่ (Upskill)และพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) ในการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว การบริการและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สู่การพัฒนาเป็นการท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ Eco Product ของชุมชน โดยใช้วิทยาศาสตร วิจัยและนวัตกรรมการออก 3. สร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มขึ้นร้อยละ 80 จากการพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยว การบริการและผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว สู่รูปแบบการท่องเที่ยวไร้การท่องเที่ยวไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมคาร์บอนเชิงวัฒนธรรมและผลิตภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ Eco Product ขอของชุมชนงชุมชน 4. ร้อยละของจังหวัดเมืองรองมีรายได้ของพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำเชิงวัฒนธรรม ที่ใช้ผลงานวิจัย องค์ความรู้เทคโนโลยีนวัตกรรม (ร้อยละ 100 ในปีพ.ศ.2570) การสำรวจรูปแบบและพัฒนาผังกายภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่เพื่อสร้างรูปแบบกิจกรรมการ ท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรม และแนวทางพัฒนารูปแบบที่ พัก ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ศูนย์เรียนรู้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน สะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้านรายได้และการกลับมาของนักท่องเที่ยวสู่การจัดการปัญหาเชิงพื้นที่และปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในชุมชน โดยการนำไม้ไผ่และวัสดุธรรมชาติมาใช้ในงานพัฒนาสถาปัตยกรรมในชุมชน เพราะเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่าย และมีราคาถูก สามารถใช้งานได้หลากหลายประเภท จนไม้ไผ่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวชนบท อีกทั้งสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ยังเป็นสถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่ที่อาศัยในอดีต ที่สะท้อนความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายสะท้อนอัตลักษณ์การประยุกต์ใช้วัสดุธรรมชาติในชุมชน เข้าใจในลักษณะของวัสดุและสภาพแวดล้อม โดยมีภูมิปัญญาการสร้างที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีออกแบบที่ตอบสนองประโยชน์ใช้สอยในทุกมิติ โดยมีการวิเคราะห์ผังพื้นที่อาคาร การจัดกการโซนนิ่ง การจัดการพื้นที่ใช้สอยใหม่ การจัดเส้นทางสัญจรการงาน การวิเคราะห์อาคารตัวอย่างที่ใช้ไม้ไผ่เป็นส่วนประกอบหลักทั้งในอดีตและสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ผลของการศึกษาและออกแบบ กระบวนการแนวคิดที่ใช้ลักษณะทางกายภาพของไผ่ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมโดยสะท้อนผ่านรูปทรงและการใช้งานอาคาร วิเคราะห์ลักษณะของโครงสร้าง พื้นผิวที่ห่อหุ้มอาคารและการเชื่อมต่อ ข้อต่อของโครงสร้าง ช่วยสร้างสถาปัตยกรรมไม้ไผ่ร่วมสมัยที่ผสานภูมิปัญญาของคนในอดีตให้มีการสืบสานต่อไปในอนาคตยังสะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมและการยอมรับของชุมชนกะเหรี่ยง ในด้านจัดการองค์ความรู้สร้างต้นแบบความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐในการแก้ปัญหาในการใช้ที่ดินทำกินให้เกิดประโยชน์และไม่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ต้นแบบรูปแบบการท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่ชุมชนบ้านท่ามะขามและชุมชนใกล้เคียง ของตำบลตะนาวศรีและพัฒนารูปแบบการบริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้ได้มาตรฐานและยังสะท้อนอัตลักษณ์วิถีชุมชนกะเหรี่ยงตลอดจนสร้างช่องทางออนไลน์ในการเผยแพร่สินค้า ประชาสัมพันธ์ การจำหน่าย และบริการสู่ระดับประเทศและนานาประเทศ
พฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมการรู้สารสนเทศ เพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำของนักท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยศึกษาจากลักษณะการเดินทาง ลักษณะการพักค้างคืน วัตถุประสงค์ในการเดินทาง และกิจกรรมที่ทำระหว่างท่องเที่ยว กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรี ในพ.ศ. 2566 จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำมากที่สุดคือ ความสามารถในการรวบรวมและการใช้สารสนเทศ รองลงมาคือความสามารถในการรู้ถึงความต้องการสารสนเทศ และความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศ นักท่องเที่ยวที่มีลักษณะการเดินทางแตกต่างกันมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางคนเดียวมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำสูงกว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นกลุ่ม นักท่องเที่ยวที่มีลักษณะการค้างคืนแตกต่างกันมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักท่องเที่ยวที่ไม่ค้างคืนมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำสูงกว่านักท่องเที่ยวที่ค้างคืน นักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางแตกต่างกันมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อท่องเที่ยว/พักผ่อนมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำสูงกว่านักท่องเที่ยวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับประทานอาหาร นักท่องเที่ยวที่ทำกิจกรรมระหว่างท่องเที่ยวแตกต่างกันมีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมที่ทำระหว่างท่องเที่ยวเพื่อท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และท่องเที่ยวธรรมชาติ เชิงนิเวศ เชิงอนุรักษ์มีพฤติกรรมการรู้สารสนเทศเพื่อการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำสูงกว่านักท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม
โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสาคร
เสน่ห์ของการท่องเที่ยวโดยชุมชน เป็นการนำเสนอเรื่องเล่าของวิถีชุมชน และแลกเปลี่ยนกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ระหว่างชุมชนและนักท่องเที่ยว และนับเป็นการท่องเที่ยวประเภทหนึ่งที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี รายงานวิจัยเรื่อง โครงการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ณ ชุมชนบ้านบางพลับ จังหวัดสมุทรสงคราม มีวัตถุประสงค์หลักในด้านการศึกษาต้นแบบความสำเร็จของระบบกลไกการจัดการท่องเที่ยวชุมชนบ้าน บางพลับ และถอดบทเรียนต้นแบบความสำเร็จ ในรูปแบบของสื่อ e-book เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจ วิจัยนี้เป็นงานวิจัยคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการเข้าสังเกตการณ์พื้นที่ชุมชนสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องในชุมชน และประชุมกลุ่มย่อย กับผู้ให้ข้อมูลหลัก 15 ท่าน วิเคราะห์ผลโดยวิธีการแบบแก่นสาระ ผลการวิจัยพบว่า ความสำเร็จของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบางพลับ มีการจัดการตามองค์ประกอบการประเมินการท่องเที่ยวโดยชุมชนดังนี้ 1) ด้านการบริหารจัดการ ชุมชนมีการแบ่งหน้าที่และมีส่วนรวมในการบริหารการท่องเที่ยวชุมชนร่วมกันอย่างชัดเจน มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชน 2) ด้านการจัดการเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนมีการกระจายรายได้แก่ทุกครัวเรือนผ่านกิจกรรมท่องเที่ยว และมีระบบจัดการเงินรายได้อย่างเท่าเทียม มีการพัฒนาศักยภาพคนในชุมชนเรื่องการตลาดการท่องเที่ยวและพัฒนาเครือข่ายชุมชนเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจร่วมกัน 3) ด้านการอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมชุมชน มีการสร้างความเข้มแข็งระหว่างเครือข่ายชุมชน และ องค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม และมีการส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญาชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเข้มแข็ง 4) ด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ชุมชนมี เน้นกิจกรรมการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบ มีกฏ ระเบียบการท่องเที่ยวในชุมชนและ 5) คุณภาพการบริการการท่องเที่ยวโดยชุมชน มีนโยบายการเป็นเจ้าบ้านที่ดี ช่วยกันดูแลนักท่องเที่ยว และมีนักสื่อความหมายในชุมชน ที่พร้อมให้บริการท่องเที่ยว ข้อเสนอแนะจากกงานวิจัย
รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการสอบถามนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรชมงคลพระนคร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมในด้านการวางแผน และการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการวางแผน การปรับปรุง การพัฒนา การรับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมโดยรอบของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง ให้มีความสวยงาม และสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตามวัน – เวลาราชการ เป็นการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่หายากให้แก่ประชาชนที่สนใจ การพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง โดยรวมอยากให้ผู้บริหารระดับสูงสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ มีการพัฒนานวัตกรรม หรือผลงานวิจัย หรือ Best Practice ในการใช้แหล่งเรียรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้ดำเนินการทดลองเข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีความพึงพอใจชอบในลูกเล่น และสีสัน แต่อาจจะยากในส่วนของลูกเล่น เพราะถ้าลองใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าใช้กับคอมพิวเตอร์ PC Notebook หรือ Tablet จะสามารถเห็นภาพ ชัดกว่า จะเล่นได้ง่ายกว่า
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05