จำนวนงานวิจัย ( 253 )

การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและความต้องการภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารและความต้องการภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ภาชนะใส่อาหารนอกจากทำหน้าที่รองรับอาหารแล้วยังมีบทบาทในการเพิ่มความสะดวกสบายต่อการจัดเตรียมและการจัดเก็บอาหาร อย่างไรก็ตาม ภาชนะทั่วไปยังมิได้ออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและหาความสัมพันธ์ต่อปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคล ปัจจัยด้านพฤติกรรมการบริโภคอาหารและความต้องการเลือกใช้ภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและออกแบบภาชนะใส่อาหารของผู้บริโภคสูงอายุไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยใช้เทคนิคในการเก็บข้อมูลผ่านการสังเกต บันทึกภาพและการบันทึกเสียง ทั้งนี้ การออกแบบภาชนะใส่อาหารพิจารณาจากปัจจัยสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกายภาพ การออกแรง การเคลื่อนไหวและความคล่องแคล่วของมือและนิ้วมือ (2) ด้านหน้าที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย การถือ การเคลื่อนย้าย การทำความสะอาดและความง่ายในการใช้งาน และ (3) ด้านรูปแบบ ขนาด สีสัน ความปลอดภัย ความง่ายในการใช้งานและความกลมกลืนกับภาชนะอื่น ๆ ผลการวิจัยพบว่า ภาชนะที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุควรมีลักษณะด้านกายภาพที่ตอบสนองต่อการใช้งานจริง โดยเฉพาะที่จับซึ่งสอดคล้องกับขนาดมือ ช่วยเพิ่มความมั่นคงและความกระชับ วัสดุที่ผู้สูงอายุให้ความพึงพอใจมากที่สุดคือเมลามีน สำหรับความพึงพอใจด้านการออกแบบพบว่า ผู้สูงอายุให้คะแนนสูงในสองด้าน ได้แก่ (1) ด้านหน้าที่ใช้สอยและความสะดวกสบาย ที่จับถือสะดวก น้ำหนักพอเหมาะ ไม่ร้อนมือเมื่อตักอาหารร้อน รองรับการเกลี่ยและการตักได้ดี ใช้งานได้ทั้งมือซ้ายและขวา เคลื่อนย้ายและทำความสะอาดได้ง่าย และ (2) ด้านรูปแบบ ความเป็นเอกภาพของชุดภาชนะ ไม่สร้างความรู้สึกแปลกแยกในการใช้งาน สื่อสารหน้าที่ได้อย่างชัดเจนและมีความสวยงามชวนให้น่าใช้

2567
ส่งเสริมวัฒนธรรมผสมผสานเทคโนโลยีท้องถิ่น สู่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์จักสานร่วมสมัย
ส่งเสริมวัฒนธรรมผสมผสานเทคโนโลยีท้องถิ่น สู่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์จักสานร่วมสมัย

โครงการวิจัยเรื่อง “ส่งเสริมวัฒนธรรมผสมผสานเทคโนโลยีท้องถิ่น สู่การออกแบบเฟอร์นิเจอร์จักสานร่วมสมัย” มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาลวดลายวิจิตรสถาปัตยกรรมศาสนสถาน ศิลปะสมัยอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งศึกษาเทคโนโลยีและเทคนิคหัตถกรรมจักสานท้องถิ่น นำไปสู่การออกแบบ และพัฒนาผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยสำหรับพื้นที่จำกัด จากนั้นวิเคราะห์และประเมินผลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมเฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยสำหรับพื้นที่จำกัด วิธีการดำเนินการวิจัย ใช้รูปแบบการวิจัยใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร ตำราและงานวิจัย การทบทวนวรรณกรรม การศึกษาลวดลายวิจิตรจากวัฒนธรรมภายในสถาปัตยกรรมศาสนสถานในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อให้เกิดเทคโนโลยีและเทคนิคการถัก ทอ ผูก มัด ย้อม ดัดวัสดุ เกิดแนวคิดวัฒนธรรมจักสานร่วมสมัย ก่อนการประเมินผลผลิตภัณฑ์ และนำรูปแบบไปสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นการลงพื้นที่เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน และประเมินความพึงพอใจของกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบและสนใจเฟอร์นิเจอร์จักสาน จำนวน 80 คน ด้วยเทคนิคมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผลการวิจัยพบว่า จากแบบร่าง 15 ต้นแบบ คัดเหลือ 3 ชุด และนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินรูปแบบเฟอร์นิเจอร์พบว่า รูปแบบเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนั่งเล่น มีความเหมาะสมมากที่สุด จากความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จำนวน 3 คน ตามหลักการออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย [*สมการคณิตศาสตร์] และผลการประเมินความพึงพอใจของคนทั่วไปที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์จักสานร่วมสมัย จำนวน 80 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย [*สมการคณิตศาสตร์] *สามารถดูสมการคณิตศาสตร์ได้ที่ไฟล์ฉบับเต็ม

2567
การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ สำหรับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ
การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจ สำหรับ การส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ

การศึกษาและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกเพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจสำหรับการสูงเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ มีความสำคัญในยุคที่ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยได้ก้าวเข้าสูงสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ผู้สูงอายุประสบปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาและการรับรู้ที่ส่งผลต้อความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสุขภาพ รวมถึงการมองเห็นที่ลดลงความจำและความเข้าใจที่ช้าลง และทักษะการอ่านเขียนที่อาจถดถอยลง การสื่อสารข้อมูลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะการใช้สัญลักษณ์กราฟิกที่มีศักยภาพในการลดความซับซ้อนของข้อมูลทางการแพทย์และช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าใจและจดจำข้อมูลได้ดีขึ้น งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค1เพื่อศึกษาป็จจัยและออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีผลต่อการรับรู้และเข้าใจสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อเสนอแนะแนวทางการออกแบบสัญลักษณ์กราฟิกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ โดยใช้วิธีการวิจัยผสมผสานที่ผสานวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุจำนวน 100 คน ที่ได้มาจากการสุม การวิจัยครอบคลุมการศึกษาปัจจัยการออกแบบ การพัฒนาสัญลักษณ์กราฟิกใหม่ใน ด้านหลัก และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับสัญลักษณ์แบบเดิม ผลการวิจัยพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ ต้องการภาพและตัวอักษรขนาดใหญ่ ผู้สูงอายุชอบใช้หลายสี และสีโทนเย็น ต้องการสัญลักษณ์แบบมีรายละเอียด และต้องการตัวอักษรประกอบ โดยชอบตัวอักษร Sans-serif ภาพการ์ตูน 3 มิติเป็นรูปแบบที่นิยมสูงสุด ส่วนการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสัญลักษณ์กราฟิกแบบใหม่กับแบบเดิมแสดงให้เห็นคุณภาพที่ดีกว่าของสัญลักษณ์แบบใหม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) ในทุกด้าน ได้แก่ การจำได้ การระลึกได้หลัง 1 สัปดาห์ ความเข้าใจ และเวลาในการตอบสนอง นอกจากนี้ผู้สูงอายุมีความพึงพอใจต่อสัญลักษณ์แบบใหม่สูงกว่าแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสื่อส่งเสริมสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์ แอปพลิเคชัน และป้ายบอกทางในโรงพยาบาล เพื่อยกระดับการสื่อสารด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุต่อไป

2567
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงกรณีศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) ศึกษาระดับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์กรกับความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 285 คน เครืองมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใชสถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า วัฒนธรรมองค์การของมหาวิทยาลัยเทคโนโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.62 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า วัฒนธรรมที่มีค่าฉลี่ยมากที่สุด คือ วัฒนธรรมองค์กรที่เน้นโครงสร้างและกฏระเบียบ ม่ค่าเฉี่ย 3.91 ส่วนความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครในภาพรวม อยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 3.53 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านบุคลากร มีค่าเฉลี่ย 3.78 และผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒรธรรมองค์กรในภาพรวม กับระดับความพร้อมในการเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับ สูง (r=.850) ซึ่งทุกตัวมีความสัมพันธ์กับทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางวถิติที่ระดับ .01

2567
การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น
การศึกษาสมการในการประมาณราคางานเสาเอ็น ทับหลัง ของบ้านพักอาศัย 2 ชั้น

การประมาณราคางานก่อสร้างแบบละเอียด ประกอบด้วยขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ (1) การศึกษาแบบก่อสร้าง รายการประกอบแบบ และข้อกำหนด (2) ดูสถานที่ก่อสร้าง และรับฟังการชี้แจงแบบจากผู้ออกแบบ (3) หาปริมาณวัสดุ (4) วิเคราะห์ราคาค่าวัสดุ และค่าแรงงาน (5) วิเคราะห์ค่าดำเนินการ ภาษี กำไร ดอกเบี้ย และ (6) สรุปราคาค่าก่อสร้าง การหาปริมาณวัสดุนับเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้องใช้นักประมาณราคาที่มีประสบการณ์ถึงจะทำให้การหาปริมาณวัสดุก่อสร้าง มีความถูกต้อง แม่นยำ ใกล้เคียงกับปริมาณการใช้จริง ดังนั้นหากมีเครื่องมืออย่างง่ายที่สามารถหาปริมาณวัสดุ ที่ใช้ระยะเวลาไม่นาน และนักประมาณราคาไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในงานประมาณราคามากนัก งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาสมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังในงานประมาณราคาค่าก่อสร้าง เลือกแบบก่อสร้างบ้านพักอาศัย 2 ชั้น จำนวน 75 แบบ เป็นกรณีศึกษา นำมาวิเคราะห์หาตัวแปรอิสระที่มีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Liner Regression Analysis) ได้สมการในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลัง (Y) = 1.834 + 1.243 (พื้นที่ผนังอิฐก่อ) - 0.639(พื้นที่ช่องเปิด) นำสมการที่ได้ไปทดสอบกับแบบบ้านพักอาศัยตัวอย่าง จำนวน 5 แบบ ที่มีรูปแบบคล้ายกัน และตัวแปรในการออกแบบเหมือนกัน พบว่า ปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังที่ได้จากสมการมากกว่าที่ประมาณราคาแบบละเอียด 2.88-5.36% ซึ่งเป็นค่าที่ยอมรับได้ ดังนั้นสมการที่ได้จากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ในการหาปริมาณงานเสาเอ็น-ทับหลังของโครงการใหม่ที่มีรูปแบบคล้ายกันกับงานวิจัยในครั้งนี้ในเบื้องต้นได้

2567