จำนวนงานวิจัย ( 137 )

รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริงกรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยการสอบถามนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) แลการวิจัยเชิงคุณภาพ (Quality Research) โดยช่วงระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2565 - เดือนกันยายน พ.ศ. 2566 กับนักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Questionnaire Online) ที่ผ่านการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 400 ชุด จากนั้นจึงนำแบบสอบถามที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS (Statistical Package for the Social Sciences) ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลด้านประชากรศาสตร์ของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20 - 30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีรชมงคลพระนคร มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท ส่วนใหญ่วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมในด้านการวางแผน และการดำเนินการอยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้มีการวางแผน การปรับปรุง การพัฒนา การรับความร่วมมือและสนับสนุนจากหน่วยงานภายในพื้นที่ รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมโดยรอบของแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง ให้มีความสวยงาม และสามารถเปิดให้เข้าเยี่ยมชมได้ทุกวัน ตามวัน – เวลาราชการ เป็นการหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย และเป็นการเผยแพร่ความรู้ที่หายากให้แก่ประชาชนที่สนใจ การพัฒนารูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง โดยรวมอยากให้ผู้บริหารระดับสูงสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้ มีการพัฒนานวัตกรรม หรือผลงานวิจัย หรือ Best Practice ในการใช้แหล่งเรียรู้เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษาของมหาวิทยาลัย และชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมากขึ้น และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์อยู่ในระดับมากที่สุด โดยผู้ตอบแบบสอบถามได้ดำเนินการทดลองเข้าเยี่ยมชมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเสมือนจริง กรณีศึกษา เรือนหมอพร คณะศิลปศาสตร์ (วังนางเลิ้ง) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีความพึงพอใจชอบในลูกเล่น และสีสัน แต่อาจจะยากในส่วนของลูกเล่น เพราะถ้าลองใช้กับโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าใช้กับคอมพิวเตอร์ PC Notebook หรือ Tablet จะสามารถเห็นภาพ ชัดกว่า จะเล่นได้ง่ายกว่า

2566
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ
กลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ (2) เพื่อนำเสนอกลยุทธ์การตลาดผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงปริมาณคือผู้ซื้อหรือผู้ใช้ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 400 คน และกลุ่มตัวอย่างของการวิจัยเชิงคุณภาพ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน รูปแบบผ้าขาวม้า จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 3 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และความถี่ และสถิติเชิงอนุมาน t-test และ One Way ANOVA (f-test) ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-40 ปี มีสถานภาพโสด มีระดับการศึกษาปริญญาตรี มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนระหว่าง 20,001–35,000 บาท ประกอบอาชีพพนักงานมหาวิทยาลัย มีแหล่งที่พักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ช่องทางในการติดต่อสื่อสารมากที่สุดคือ LINE ค้นหาข้อมูลจาก WEBSITE ด้านพฤติกรรมการซื้อผลิตภัณฑ์ เหตุผลในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือลวดลายเป็นเอกลักษณ์และแสดงถึงอัตลักษณ์ชุมชน ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าที่ตัดสินใจซื้อบ่อยที่สุด คือผ้าขาวม้าผืน โอกาสในการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือในช่วงเทศกาลหรือวันสำคัญทางศาสนาบ่อยที่สุด แหล่งซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือร้านค้าชุมชนหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ราคาในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าโดยเฉลี่ยต่อชิ้น คือผ้าขาวม้าที่มีราคาระหว่าง 100–200 บาท จำนวนการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแต่ละครั้งโดยเฉลี่ย คือจำนวน 1–2 ชิ้น ความถี่ในการซื้อผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า คือมากกว่า 6 เดือน ต่อครั้งขึ้นไป ด้านส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 4 ด้านพบว่า ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ วัฒนธรรมไทย และอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้ามีระดับราคาให้เลือกหลากหลาย ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าจำหน่ายในงานแสดงสินค้า เฉพาะอย่าง เช่น งานสินค้าแฟชั่น งานผ้าไทย หรืองานผ้าขาวม้า เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมพิเศษต่างๆ เช่น ไทยซูเปอร์โมเดล มิสไทยแลนด์เวิลด์ หรือ นางสาวไทย เป็นต้น ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีอายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ การค้นหาข้อมูล ที่แตกต่างกันมีระดับความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่าผู้บริโภคผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชนผ้าขาวม้าที่มีเหตุผลในการตัดสินใจซื้อ ประเภทผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้า โอกาสในการซื้อ แหล่งที่ซื้อ ราคาเฉลี่ยต่อชิ้น จำนวนซื้อในแต่ละครั้ง และความถี่ในการซื้อแตกต่างกันมีความคิดเห็นส่วนประสมทางการตลาดต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2566
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน บ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG
การพัฒนาชุมชนต้นแบบเพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชน บ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาแนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2) เพื่อพัฒนาพลเมืองภายใต้ แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนบ้านเกาะมอญ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นฐาน 3) เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวชุมชนเกาะมอญเกาะไผ่ อำเภอสามร้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และ 4) เพื่อพัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG เป็นการวิจัยแบบผสามผสานและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คัดเลือกตามความสะดวก สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1)แนวทางและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 8 แนวทาง 2)การพัฒนาพลเมืองภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยมีชุมชนเป็นฐาน ต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวางแผน การตลาด ไปจนถึงการประเมินผล 3) การพัฒนาและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์จากฐานทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมศักยภาพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ การระบุความต้องการของชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างกลยุทธ์การตลาดเพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ชุมชน และ 4)พัฒนาชุมชนต้นแบบส่งเสริมศักยภาพทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของชุมชนบ้านเกาะมอญ เกาะไผ่ อำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยยึดหลัก BCG พบว่า ต้องมีการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยต้องระบุความต้องการร่วมกันของชุมชนให้ชัดเจน และมีแผนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยใช้การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นหลักในการดำเนินการ

2566
การจัดการต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดอุทัยธานี
การจัดการต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จังหวัดอุทัยธานี

กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ในการท่องเที่ยวชุมชนช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ทีมวิจัยตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าว จึงพัฒนาแผนงานวิจัยภายใต้วัตถุประสงค์สามประการได้แก่ 1) เพื่อประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดอุทัยธานี และ 3) เพื่อการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดอุทัยธานี วิธีการวิจัย ใช้กระบวนการเชิงคุณภาพเพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัยร่วมกับการใช้กระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน (PAR) เพื่อสร้างผลผลิตวิจัยตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และประชุมกลุ่มย่อยร่วมกับ 3 พื้นที่ชุมชนกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ชุมชนบ้านโรงน้ำแข็ง ชุมชนบ้านท่าโพ และชุมชนบ้านสะนำ ใช้การวิเคราะห์ผลแบบแก่นสาระ และแปลผลวิจัย ผลการวิจัยด้านประเมินศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พบว่า ศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภาพรวมทั้งหมด 3 แห่ง สามารถจำแนกแหล่งท่องเที่ยวตามระดับศักยภาพได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงมาก คือ บ้านท่าโพ อำเภอหนองขาหย่าง และแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ บ้านสะนำ อำเภอบ้านไร่ และบ้านโรงน้ำแข็ง อำเภอเมือง ตามลำดับ ผลวิจัยด้านส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์พบว่า ชุมชนต้องการความต่อเนื่องในการพัฒนาและการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ทั้งด้านนโยบายและงบประมาณ รวมทั้งการพัฒนาด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของคนในชุมชน การสร้างความตระหนักให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ อีกทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนสามารถทำได้โดยการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างชาวบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลวิจัยด้านการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคโนโลยี ทีมวิจัยสรุปแนวทางการส่งเสริมตลาดโดยประยุกต์จากทฤษฎีการสื่อสารการตลาด (IMC Model) มีประเด็นสำคัญได้แก่ การมุ่งเป้าสร้างภาพลักษณ์ให้ชุมชนในจังหวัดอุทัยธานีเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ พร้อมการประชาสัมพันธ์ผ่านเครือข่ายภาคีท่องเที่ยว การทำการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ที่เหมาะสม การควบรวมผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวเพื่อการโฆษณา รวมถึงการขายตรงจากชุมชนสู่นักท่องเที่ยวโดยใช้อัตลักษณ์และตัวชุมชนเป็นจุดขายสำคัญ สำหรับการสร้างผลผลิตวิจัย จำนวน 2 ระบบ ที่ใช้ทำการตลาดการท่องเที่ยวชุมชน ได้แก่ การพัฒนาคลิปสื่อวีดีทัศน์ที่เน้นการนำเสนอกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในชุมชน และแพลตฟอร์มเวบไซต์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในจังหวัดอุทัยธานี ผลวิจัยส่งมอบแด่หน่วยงานภาครัฐและชุมชนเพื่อประโยชน์ทางการตลาดท่องเที่ยว

2566
ศึกษาผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ศึกษาผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยครั้งนี้ต้องการศึกษาผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ โดยมีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) การศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร 2) เพื่อออกแบบรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบมทร.พระนคร 3) ประเมินผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะ สถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จากสาขาวิชาการ ออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม สาขาวิชาการออกแบบบรรจุภัณฑ์และการพิมพ์ และนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากสาขาวิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร วิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา วิธีการดำเนินการวิจัยโดยศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา จากนั้นทำการวิเคราะห์ เพื่อหาค่าความเหมาะสม และขั้นตอนการสร้างรูปแบบการเรียนการสอน ที่เหมาะสม ด้วยแบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์จากอาจารย์และเจ้าหน้าที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร จำนวน 5 ท่าน และประเมินผลสัมฤทธิ์การเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ จำนวน 50 คน ด้วยเทคนิคมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับผลการวิจัยพบว่าการศึกษาประเด็นปัญหาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษา คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร จำนวน 63 คน โดยรวมอยู่ในระดับมากค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์) ส่วนรูปแบบการเรียนการสอนในวิชาการเตรียมความพร้อมสหกิจศึกษาเชิงบูรณาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มทร.พระนคร โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ จำนวน 5 ท่าน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์) และผลประเมินความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล เจ้าของสถานประกอบการหรือพี่เลี้ยงดูแลหรือปฏิบัติงานร่วมกับนักศึกษาสหกิจศึกษาของแต่ละสถานประกอบการ จำนวน 50 คน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (*สมการคณิตศาสตร์)

2566