จำนวนงานวิจัย ( 253 )

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี
การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี

การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งภาพรวมของโครงการชุดมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสูตรและวิธีการผลิตอาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ เพื่อออกแบบ บรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะ เพื่อศึกษาคุณภาพและอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากผักโมโรเฮยะ เพื่อศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีผลต่อผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ และ เผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะสู่ชุมชน/ภาคเอกชน งานวิจัยนี้ประกอบด้วยโครงการวิจัยย่อย 4 เรื่อง โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้เป็นการ ศึกษาวิจัยการใช้ผักโมโรเฮยะในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม 4 กลุ่ม รวม 12 ผลิตภัณฑ์ คือ 1) ผลิตภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ซุปสำเร็จรูปจากผักโมโรเฮยะ ได้แก่ ซุปครีม ซุปใส และซุปโมโรเฮยะต้มยำ ซึ่งเป็นการคัดเลือกสูตรซุปพื้นฐานและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ซุปโมโรเฮยะสำเร็จรูปในภาชนะปิดสนิทถุงรีทอร์ทเพ้าช์ ที่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยเครื่องรีทอร์ทแบบพ่นน้ำ 2) ผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าจากผักโมโรเฮยะอบแห้ง ได้แก่ ผงโรยข้าวโมโรเฮยะ ข้าวตังผักโมโรเฮยะ และ ผักโมโรเฮยะอบกรอบ ซึ่งเป็นการนำผักโมโรเฮยะมาอบแห้งแล้วคัดเลือกสูตรพื้นฐานและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์จากโมโรเฮยะที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นและเก็บได้นาน 3) ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากโมโรเฮยะ ได้แก่ โมโรเฮยะพร้อมดื่ม เครื่องดื่มโมโรเยฮะผงเพื่อสุขภาพ และมอคเทลโมโรเฮยะ โดยพัฒนาเป็น ชาโมโรเฮยะ กาแฟ โมโรเฮยะ และโกโก้โมโรเฮยะ และ 4) ผลิตภัณฑ์ขนมอบจากโมโรเฮยะ ได้แก่ บราวนี่กรอบโมโรเฮยะ คุกกี้โมโรเฮยะ และขนมปังขาไก่โมโรเฮยะ ผลการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ของอาหารแต่ละชนิดในภาพรวม พบว่า ผู้บริโภคให้การยอมรับในทุกผลิตภัณฑ์มากกว่าร้อยละ 90 และภาคเอกชน/ชุมชนตอบรับที่ดีและสนใจต่อยอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มจากโมโรเฮยะต่อไป

2566
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงของแข็งจากแก้วอัลคาไลน์บอเรต
การพัฒนาวัสดุเปล่งแสงของแข็งจากแก้วอัลคาไลน์บอเรต

โครงการวิจัยนี้ประกอบไปด้วย การเตรียมแก้วอัลคาไลน์บอเรตที่เติมไอออนของ Dy3+ Tb3+ และ Eu3+ เพื่อพัฒนาเป็นวัสดุเปล่งแสงสีขาว แสงสีเขียว และแสงสีแดง ตามลำดับ โดยออกแบบสูตรและหาเงื่อนไขที่เหมาะสมในการเตรียมตัวอย่างแก้วแก้วอัลไลน์บอเรตด้วยวิธีหลอมและทำให้เย็นตัวอย่างรวดเร็ว พบว่าแก้วที่เจือ Dy2O3 Tb2O3 และ Eu2O3 มีค่าความหนาแน่น และปริมาตรเชิง โมลของแก้วเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของ Dy2O3 Tb2O3 และ Eu2O3 ที่มากขึ้น จากการวิเคราะห์สเปกตรัมการดูดกลืนแสง สเปกตรัมการถูกกระตุ้น และสเปกตรัมการเปล่งแสง โดยแก้วมีการดูดกลืนแสงในช่วงแสงที่ตามองเห็นไปจนถึงช่วงใกล้อินฟราเรด ช่วงความยาวคลื่นแสง 386 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้น Dy3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 574 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด คือ ร้อยละ 0.5 โดยโมล เมื่อแก้วถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 386 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีขาวออกมา ในส่วนช่วงความยาวคลื่นแสง 227 และ 377 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้นแก้วที่เจือด้วย Tb3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 544 นาโนเมตร ออกมาได้เข้มที่สุด คือ ร้อยละ 4 โดยโมล เห็นได้ว่าแก้วเจือด้วย Tb2O3 ถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 227 และ 377 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีเหลือง-เขียวออกมา ค่าเวลาการสลายตัวของแก้ว มีค่าลดลงตามความเข้มข้นของ Tb2O3 ที่เพิ่มขึ้น ในอีกทางหนึ่งช่วงแสงความยาวคลื่น 394 นาโนเมตร สามารถไปกระตุ้นแก้วที่เจือด้วย Eu3+ แล้วทำให้เกิดการเปล่งแสงความยาวคลื่น 613 นาโนเมตรได้พบว่ามีเข้มที่สุด คือร้อยละ 3.0 โดยโมล แก้ว Eu2O3 ถูกกระตุ้นด้วยความยาวคลื่น 394 นาโนเมตร แก้วจะเกิดการเปล่งแสงในช่วงสีแดง-ส้มออกมา ทำให้ระบุได้ว่าแก้วชนิดนี้มีศักยภาพที่น่าสนใจต่อการนำไปศึกษาพัฒนา การค้นพบนี้ตอกย้ำศักยภาพที่เป็นไปได้ของสูตรแก้วนี้สำหรับการตรวจสอบและพัฒนาต่อไปในฐานะตัวกลางเลเซอร์ที่เป็นของแข็ง นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นวัสดุทดแทนการเปล่งแสงสำหรับแอลอีดีได้

2566
การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทรัพยากรพืชในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทรัพยากรพืชในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 1 การสำรวจพืชวงศ์ Podostemaceae ในครั้งนี้พบพืชเพิ่มขึ้นอีก 3 สกุล และ 5 ชนิด จากเดิม 1 สกุล 1 ชนิด (Dalzellia kailarsenii) รวมพืชทั้งหมดที่พบในจังหวัดชัยภูมิ เป็น 4 สกุล 6 ชนิด ผลการศึกษาทางสัณฐานวิทยาและระดับโมเลกุลจำแนกพืชออกเป็นวงศ์ย่อย Tristichoideae มี 2 สกุล 2 ชนิด ประกอบด้วย Dalzellia และTerniopsis สกุลละชนิด และวงศ์ย่อย Podostemoideae มี 2 สกุล 4 ชนิด ประกอบด้วย Cladopus 1 ชนิด และ Polypleurum 3 ชนิด ชนิดพืชที่พบทั้งหมดในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ D. kailarsenii, Terniopsis chanthaburiensis, Cladopus taiensis, Polypleurum longicaule, P. prachinburiense และ P. wallichii จากพืชทั้งหมดพบว่า C. taiensis มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว P. wallichii มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อินเดีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ส่วนชนิดอื่นที่เหลือเป็นเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยการพิจารณาสถานะการอนุรักษ์พืช พบว่า P. prachinburiense อยู่ในกลุ่มมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 2 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของ Dalzellia kailarsenii และ Polypluerum wallichii ในลำน้ำสะพุงเหนือ บริเวณแก่งพื้นที่ศูนย์พิทักษ์ป่าภูเขียวที่ 5 สะพุงเหนือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ เก็บข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2566 โดยเฉลี่ยมีความลึกของน้ำ 59 cm อุณหภูมิน้ำ 27.2 ºC ความเป็นกรดด่าง 6.8 สภาพนำไฟฟ้า 24.5 S/cm ความเค็ม 11.4 ppm และออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 14.8 mg/L เป็นการบ่งชี้คุณภาพน้ำที่แหล่งอาศัยของพืชสองชนิดนี้ การครอบครองพื้นที่การเจริญเติบโตเกาะติดอยู่บนหินแต่ละก้อน พบว่า D. kailarsenii มีพื้นที่การครอบครอง 27.44 % ในขณะที่ P. wallichii มีพื้นที่การครอบครอง 77.56 % ซึ่งมากกว่า D. kailarsenii อาจเป็นเพราะปัจจัยทางนิเวศวิทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดประชากร หรือจำกัดพื้นที่อาศัยของพืชสองชนิดนี้ยังไม่แน่ชัด จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 3 งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของวัชพืช ของพืชในท้องถิ่น 2 ชนิดคือ ผลของ Dipterocarpus alatus และใบของ Uvaria hirsuta นำมาสกัดด้วย ตัวทำละลายอินทรีย์ และนำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบการยับยั้งความยาวราก การยับยั้งความยาวลำต้น การยับยั้งน้ำหนักเปียก และการยับยั้งน้ำหนักแห้งของ Mimosa pudica ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนตามแผนการทดลองแบบ Complete Randomized Design, CRD และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทรีทเมนท์โดยวิธี Least significant difference (LSD) ที่ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 99 เปอร์เซ็นต์ และ ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบของ Litsea glutinosa โดยนำไปทดสอบประเภทของพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1. สารสกัดจากผลของ D. alatus ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudicaที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. สารสกัดจากใบของ U. hirsuta ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เ เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudica ที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบ L. glutinosa ด้วยการทดสอบการลดปริมาณของ 1,1-diphenl-2-picrylhydrazyl (DPPH) และ การทดสอบปริมาณสารประกอบฟีนอลพบว่าสารสกัดจากใบของ L. glutinosa ด้วย เมทานอล มีค่า EC50 และ Total Phenolic สูงสุด

2566
การวิจัยวัสดุฐานชีวภาพเพื่อการยกระบบเศรษฐกิจสีเขียว
การวิจัยวัสดุฐานชีวภาพเพื่อการยกระบบเศรษฐกิจสีเขียว

ชุดโครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุชีวภาพด้วยองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยชุดโครงการนี้มี 3 โครงการวิจัยย่อยดังนี้ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 แกรนูลคอมโพสิตโครงสร้างระดับนาโนของแคลเซียมฟอสเฟต (CP) พอลิเอทิลีนไดออกซิไธออฟิน-พอลิสไตรีนซัลโฟเนท (PEDOT:PSS) และซิงค์เฟอร์ไรท์ (ZnFe2O4) สามารถเตรียมได้จากกระบวนการผสมเชิงกล การอัดแกนเดี่ยว และการเผาซินเทอริงแบบปราศจากแรงดัน สัณฐานวิทยาของแกรนูลคอมโพสิต CP-PEDOT-PSS-ZnFe2O4 มีขนาดเกรนหลักอยู่ในระดับ นาโนเมตรและมีโครงสร้างแบบรูพรุน และจากการปรับปรุงทั้งสมบัติแม่เหล็กของแกรนูล CP ด้วย ZnFe2O4 และ การปรับปรุงสมบัติไฟฟ้าของแกรนูล CP ด้วย PEDOT:PSS บ่งชี้ได้ว่าสามารถเหนี่ยวนำการยึดเกาะของเซลล์ การเพิ่มจำนวนของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ได้ดีขึ้น โครงการวิจัยย่อยที่ 2 งานวิจัยนี้เป็นการสังเคราะห์ซิลิกาจากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการ แคลไซน์ (Silica CP) และทำการประดิษฐ์แก้วเซรามิกลิเทียมไดซิลิเกตที่ใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการแคลไซน์ (CPGC) และซิลิกาจากสารเคมีเกรดวิเคราะห์ (AGGC) เป็นสารตั้งต้น ด้วยวิธีการหลอมแล้วตกผลึกลงในแก้วชิ้นงาน AGGC มีความโปร่งแสงเล็กน้อย และชิ้นงาน CPGC มีความทึบแสง ชิ้นงาน CPGC ที่มีสมบัติเชิงกลต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC สืบเนื่องมาจาก CPGC สังเคราะห์จาก Silica CP มีความบริสุทธิ์ต่ำ ชิ้นงาน CPGC มีรูพรุนสูงและมีความเสถียรต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC จึงส่งผลให้สมบัติเชิงกลต่ำกว่า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลของแก้วเซรามิก ทางทันตกรรมประเภทอื่นๆ ยังสามารถเทียบเท่าได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถประดิษฐ์ แก้วเซรามิกทางทันตกรรมลิเทียมไดซิลิเกต โดยใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้นได้ โครงการวิจัยย่อยที่ 3 การศึกษาการพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพปุ๋ยชีวภาพอัดแผ่นจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากวัสดุพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ฟางข้าว ทะลายปาล์มน้ำมัน และขุยมะพร้าว โดยผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนสูงสุดที่ 30% พบว่าสามารถนำมาขึ้นรูปเป็นแผ่นด้วยวิธีการอัด ไฮดรอลิก การทำแผ่นด้วยกระบวนการอบร้อนซึ่งจะได้ขนาดใกล้เคียงกับแม่พิมพ์ และผลจากการจำลองการรดน้ำด้วยน้ำผสมจุลินทรีย์ชีวภาพทำให้เห็นว่าแผ่นปุ๋ยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และแผ่นปุ๋ย ที่ได้จากกระบวนการอบสามารถคงสภาพได้ดีเมื่อครบ 14 วันของการทดลอง ในขณะที่แผ่นปุ๋ยแบบอัดจากเยื่อฟางข้าวนั้นมีการเสื่อมจากการพองน้ำมากที่สุดซึ่งสังเกตเห็นรอยแตกของแผ่นชิ้นงานได้ตั้งแต่วันที่ 7 ของการทดลอง

2566
การสังเคราะห์คาร์บอนดอทแบบต่อเนื่องด้วยไมโครเวฟจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตโซล่าเซลล์ และสารเร่งโตของพืช
การสังเคราะห์คาร์บอนดอทแบบต่อเนื่องด้วยไมโครเวฟจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตโซล่าเซลล์ และสารเร่งโตของพืช

คาร์บอนดอท (Carbon dot) เป็นอนุภาคคาร์บอนที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับวัสดุคาร์บอน เช่น ท่อนาโนคาร์บอน กราฟีน เป็นต้น คาร์บอนดอทถูกนำไปใช้ในงานต่างๆ เช่น การผลิตโซล่าเซลล์ การพัฒนาการเร่งการเจริญเติบโตของพืช หรืออุปกรณ์ตรวจสอบต่างๆ เป็นต้น คาร์บอนดอทสามารถผลิตได้โดยการสังเคราะห์จากวัสดุเหลือใช้ทางชีวภาพ เช่น เปลือกผลไม้ ในงานวิจัยนี้ได้ทำการออกแบบระบบการสังเคราะห์คาร์บอนดอทแบบต่อเนื่องด้วยกระบวนการไมโครเวฟ เพื่อให้สามารถสังเคราะห์คาร์บอนดอทได้ในปริมาณมาก โดยระบบที่ถูกออกแบบขึ้นนั้น สามารถช่วยลดเวลาในระหว่างขั้นตอนการให้ความร้อนเพื่อเปลี่ยนผงวัตถุดิบเป็นอนุภาคคาร์บอนดอท ในการศึกษาการสังเคราะห์คาร์บอนดอทด้วยกระบวนการไมโครเวฟจากเปลือกผลไม้ โดยศึกษาชนิดของผลไม้ คือ ส้ม มะม่วง กล้วย เงาะ มังคุด และระดับความสุกของผลไม้ที่ส่งผลต่อขนาดและประสิทธิภาพของ คาร์บอนดอทเมื่อนำไปใช้ผลิตโซล่าเซลล์ ขนาดของอนุภาคคาร์บอนดอทถูกวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน ประสิทธิภาพของคาร์บอนดอทพิจารณาจากกระแสที่เกิดขึ้นจากโซล่าเซลล์ที่ผลิตจากคาร์บอนดอทผลไม้ชนิดต่างๆ จากผลสามารถสรุปในเบื้องต้นว่าชนิดของผลไม้และอายุความสุกของผลไม้ไม่ส่งผลต่อขนาดคาร์บอนดอทที่สังเคราะห์ด้วยเทคนิคไมโครเวฟ แต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพคาร์บอนดอทเมื่อนำไปใช้ในการผลิตโซล่าเซลล์ และเมื่อศึกษาอิทธิพลของคาร์บอนดอทที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผักคอสโดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของพืชที่รดด้วยน้ำและน้ำผสมคาร์บอนดอทร้อยละความเข้มข้น 1 และ 2 โดยน้ำหนัก พบว่าคาร์บอนดอทมีผลต่อการสังเคราะห์แสงช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ส่งผลให้น้ำหนักของพืชเพิ่มสูงขึ้น

2566