โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 1 การสำรวจพืชวงศ์ Podostemaceae ในครั้งนี้พบพืชเพิ่มขึ้นอีก 3 สกุล และ 5 ชนิด จากเดิม 1 สกุล 1 ชนิด (Dalzellia kailarsenii) รวมพืชทั้งหมดที่พบในจังหวัดชัยภูมิ เป็น 4 สกุล 6 ชนิด ผลการศึกษาทางสัณฐานวิทยาและระดับโมเลกุลจำแนกพืชออกเป็นวงศ์ย่อย Tristichoideae มี 2 สกุล 2 ชนิด ประกอบด้วย Dalzellia และTerniopsis สกุลละชนิด และวงศ์ย่อย Podostemoideae มี 2 สกุล 4 ชนิด ประกอบด้วย Cladopus 1 ชนิด และ Polypleurum 3 ชนิด ชนิดพืชที่พบทั้งหมดในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ D. kailarsenii, Terniopsis chanthaburiensis, Cladopus taiensis, Polypleurum longicaule, P. prachinburiense และ P. wallichii จากพืชทั้งหมดพบว่า C. taiensis มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว P. wallichii มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อินเดีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ส่วนชนิดอื่นที่เหลือเป็นเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยการพิจารณาสถานะการอนุรักษ์พืช พบว่า P. prachinburiense อยู่ในกลุ่มมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 2 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของ Dalzellia kailarsenii และ Polypluerum wallichii ในลำน้ำสะพุงเหนือ บริเวณแก่งพื้นที่ศูนย์พิทักษ์ป่าภูเขียวที่ 5 สะพุงเหนือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ เก็บข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2566 โดยเฉลี่ยมีความลึกของน้ำ 59 cm อุณหภูมิน้ำ 27.2 ºC ความเป็นกรดด่าง 6.8 สภาพนำไฟฟ้า 24.5 S/cm ความเค็ม 11.4 ppm และออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 14.8 mg/L เป็นการบ่งชี้คุณภาพน้ำที่แหล่งอาศัยของพืชสองชนิดนี้ การครอบครองพื้นที่การเจริญเติบโตเกาะติดอยู่บนหินแต่ละก้อน พบว่า D. kailarsenii มีพื้นที่การครอบครอง 27.44 % ในขณะที่ P. wallichii มีพื้นที่การครอบครอง 77.56 % ซึ่งมากกว่า D. kailarsenii อาจเป็นเพราะปัจจัยทางนิเวศวิทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดประชากร หรือจำกัดพื้นที่อาศัยของพืชสองชนิดนี้ยังไม่แน่ชัด จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 3 งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของวัชพืช ของพืชในท้องถิ่น 2 ชนิดคือ ผลของ Dipterocarpus alatus และใบของ Uvaria hirsuta นำมาสกัดด้วย ตัวทำละลายอินทรีย์ และนำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบการยับยั้งความยาวราก การยับยั้งความยาวลำต้น การยับยั้งน้ำหนักเปียก และการยับยั้งน้ำหนักแห้งของ Mimosa pudica ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนตามแผนการทดลองแบบ Complete Randomized Design, CRD และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทรีทเมนท์โดยวิธี Least significant difference (LSD) ที่ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 99 เปอร์เซ็นต์ และ ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบของ Litsea glutinosa โดยนำไปทดสอบประเภทของพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1. สารสกัดจากผลของ D. alatus ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudicaที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. สารสกัดจากใบของ U. hirsuta ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เ เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudica ที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบ L. glutinosa ด้วยการทดสอบการลดปริมาณของ 1,1-diphenl-2-picrylhydrazyl (DPPH) และ การทดสอบปริมาณสารประกอบฟีนอลพบว่าสารสกัดจากใบของ L. glutinosa ด้วย เมทานอล มีค่า EC50 และ Total Phenolic สูงสุด