จำนวนงานวิจัย ( 261 )
การวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมทรัพยากรพืชในท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 1 การสำรวจพืชวงศ์ Podostemaceae ในครั้งนี้พบพืชเพิ่มขึ้นอีก 3 สกุล และ 5 ชนิด จากเดิม 1 สกุล 1 ชนิด (Dalzellia kailarsenii) รวมพืชทั้งหมดที่พบในจังหวัดชัยภูมิ เป็น 4 สกุล 6 ชนิด ผลการศึกษาทางสัณฐานวิทยาและระดับโมเลกุลจำแนกพืชออกเป็นวงศ์ย่อย Tristichoideae มี 2 สกุล 2 ชนิด ประกอบด้วย Dalzellia และTerniopsis สกุลละชนิด และวงศ์ย่อย Podostemoideae มี 2 สกุล 4 ชนิด ประกอบด้วย Cladopus 1 ชนิด และ Polypleurum 3 ชนิด ชนิดพืชที่พบทั้งหมดในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ D. kailarsenii, Terniopsis chanthaburiensis, Cladopus taiensis, Polypleurum longicaule, P. prachinburiense และ P. wallichii จากพืชทั้งหมดพบว่า C. taiensis มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว P. wallichii มีการกระจายพันธุ์ในประเทศสาธาณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อินเดีย กัมพูชา และเมียนมาร์ ส่วนชนิดอื่นที่เหลือเป็นเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทยการพิจารณาสถานะการอนุรักษ์พืช พบว่า P. prachinburiense อยู่ในกลุ่มมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 2 การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของ Dalzellia kailarsenii และ Polypluerum wallichii ในลำน้ำสะพุงเหนือ บริเวณแก่งพื้นที่ศูนย์พิทักษ์ป่าภูเขียวที่ 5 สะพุงเหนือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวจังหวัดชัยภูมิ เก็บข้อมูลในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม 2566 โดยเฉลี่ยมีความลึกของน้ำ 59 cm อุณหภูมิน้ำ 27.2 ºC ความเป็นกรดด่าง 6.8 สภาพนำไฟฟ้า 24.5 S/cm ความเค็ม 11.4 ppm และออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 14.8 mg/L เป็นการบ่งชี้คุณภาพน้ำที่แหล่งอาศัยของพืชสองชนิดนี้ การครอบครองพื้นที่การเจริญเติบโตเกาะติดอยู่บนหินแต่ละก้อน พบว่า D. kailarsenii มีพื้นที่การครอบครอง 27.44 % ในขณะที่ P. wallichii มีพื้นที่การครอบครอง 77.56 % ซึ่งมากกว่า D. kailarsenii อาจเป็นเพราะปัจจัยทางนิเวศวิทยามีอิทธิพลต่อการกำหนดประชากร หรือจำกัดพื้นที่อาศัยของพืชสองชนิดนี้ยังไม่แน่ชัด จำเป็นต้องมีการศึกษาต่อไป โครงการวิจัยย่อยเรื่องที่ 3 งานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของวัชพืช ของพืชในท้องถิ่น 2 ชนิดคือ ผลของ Dipterocarpus alatus และใบของ Uvaria hirsuta นำมาสกัดด้วย ตัวทำละลายอินทรีย์ และนำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบการยับยั้งความยาวราก การยับยั้งความยาวลำต้น การยับยั้งน้ำหนักเปียก และการยับยั้งน้ำหนักแห้งของ Mimosa pudica ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ความแปรปรวนตามแผนการทดลองแบบ Complete Randomized Design, CRD และเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างทรีทเมนท์โดยวิธี Least significant difference (LSD) ที่ระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 99 เปอร์เซ็นต์ และ ศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบของ Litsea glutinosa โดยนำไปทดสอบประเภทของพฤกษเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพ ผลการวิจัยพบว่า 1. สารสกัดจากผลของ D. alatus ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudicaที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2. สารสกัดจากใบของ U. hirsuta ที่มีความเข้นข้น 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm สามารถยับยั้งการยับยั้งการงอกและการเจริญเติบโตของ M. pudica ได้ในระดับที่แตกต่างกัน เ เมื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนของค่าเฉลี่ยของความยาวราก ความยาวลำต้น น้ำหนักเปียก และ น้ำหนักแห้งของ M. pudica ที่ได้จากการทดสอบการยับยั้งการเจริญเติบโตด้วยสารสกัดจาก D. alatus ที่มีความเข้นข้นระดับ 1000 ppm 2000 ppm และ 4000 ppm และ ชุดควบคุม (control) พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3. การทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดจากใบ L. glutinosa ด้วยการทดสอบการลดปริมาณของ 1,1-diphenl-2-picrylhydrazyl (DPPH) และ การทดสอบปริมาณสารประกอบฟีนอลพบว่าสารสกัดจากใบของ L. glutinosa ด้วย เมทานอล มีค่า EC50 และ Total Phenolic สูงสุด
การวิจัยวัสดุฐานชีวภาพเพื่อการยกระบบเศรษฐกิจสีเขียว
ชุดโครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายในการวิจัยเพื่อเพิ่มมูลค่าของวัสดุชีวภาพด้วยองค์ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ โดยชุดโครงการนี้มี 3 โครงการวิจัยย่อยดังนี้ โครงการวิจัยย่อยที่ 1 แกรนูลคอมโพสิตโครงสร้างระดับนาโนของแคลเซียมฟอสเฟต (CP) พอลิเอทิลีนไดออกซิไธออฟิน-พอลิสไตรีนซัลโฟเนท (PEDOT:PSS) และซิงค์เฟอร์ไรท์ (ZnFe2O4) สามารถเตรียมได้จากกระบวนการผสมเชิงกล การอัดแกนเดี่ยว และการเผาซินเทอริงแบบปราศจากแรงดัน สัณฐานวิทยาของแกรนูลคอมโพสิต CP-PEDOT-PSS-ZnFe2O4 มีขนาดเกรนหลักอยู่ในระดับ นาโนเมตรและมีโครงสร้างแบบรูพรุน และจากการปรับปรุงทั้งสมบัติแม่เหล็กของแกรนูล CP ด้วย ZnFe2O4 และ การปรับปรุงสมบัติไฟฟ้าของแกรนูล CP ด้วย PEDOT:PSS บ่งชี้ได้ว่าสามารถเหนี่ยวนำการยึดเกาะของเซลล์ การเพิ่มจำนวนของเซลล์ และการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ได้ดีขึ้น โครงการวิจัยย่อยที่ 2 งานวิจัยนี้เป็นการสังเคราะห์ซิลิกาจากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการ แคลไซน์ (Silica CP) และทำการประดิษฐ์แก้วเซรามิกลิเทียมไดซิลิเกตที่ใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบผ่านกระบวนการแคลไซน์ (CPGC) และซิลิกาจากสารเคมีเกรดวิเคราะห์ (AGGC) เป็นสารตั้งต้น ด้วยวิธีการหลอมแล้วตกผลึกลงในแก้วชิ้นงาน AGGC มีความโปร่งแสงเล็กน้อย และชิ้นงาน CPGC มีความทึบแสง ชิ้นงาน CPGC ที่มีสมบัติเชิงกลต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC สืบเนื่องมาจาก CPGC สังเคราะห์จาก Silica CP มีความบริสุทธิ์ต่ำ ชิ้นงาน CPGC มีรูพรุนสูงและมีความเสถียรต่ำกว่าชิ้นงาน AGGC จึงส่งผลให้สมบัติเชิงกลต่ำกว่า แต่อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบสมบัติเชิงกลของแก้วเซรามิก ทางทันตกรรมประเภทอื่นๆ ยังสามารถเทียบเท่าได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะสามารถประดิษฐ์ แก้วเซรามิกทางทันตกรรมลิเทียมไดซิลิเกต โดยใช้ซิลิกาที่สังเคราะห์จากขี้เถ้าแกลบเป็นสารตั้งต้นได้ โครงการวิจัยย่อยที่ 3 การศึกษาการพัฒนาและศึกษาประสิทธิภาพปุ๋ยชีวภาพอัดแผ่นจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากวัสดุพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ฟางข้าว ทะลายปาล์มน้ำมัน และขุยมะพร้าว โดยผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราส่วนสูงสุดที่ 30% พบว่าสามารถนำมาขึ้นรูปเป็นแผ่นด้วยวิธีการอัด ไฮดรอลิก การทำแผ่นด้วยกระบวนการอบร้อนซึ่งจะได้ขนาดใกล้เคียงกับแม่พิมพ์ และผลจากการจำลองการรดน้ำด้วยน้ำผสมจุลินทรีย์ชีวภาพทำให้เห็นว่าแผ่นปุ๋ยการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และแผ่นปุ๋ย ที่ได้จากกระบวนการอบสามารถคงสภาพได้ดีเมื่อครบ 14 วันของการทดลอง ในขณะที่แผ่นปุ๋ยแบบอัดจากเยื่อฟางข้าวนั้นมีการเสื่อมจากการพองน้ำมากที่สุดซึ่งสังเกตเห็นรอยแตกของแผ่นชิ้นงานได้ตั้งแต่วันที่ 7 ของการทดลอง
การสังเคราะห์คาร์บอนดอทแบบต่อเนื่องด้วยไมโครเวฟจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเพื่อเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตโซล่าเซลล์ และสารเร่งโตของพืช
คาร์บอนดอท (Carbon dot) เป็นอนุภาคคาร์บอนที่มีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับวัสดุคาร์บอน เช่น ท่อนาโนคาร์บอน กราฟีน เป็นต้น คาร์บอนดอทถูกนำไปใช้ในงานต่างๆ เช่น การผลิตโซล่าเซลล์ การพัฒนาการเร่งการเจริญเติบโตของพืช หรืออุปกรณ์ตรวจสอบต่างๆ เป็นต้น คาร์บอนดอทสามารถผลิตได้โดยการสังเคราะห์จากวัสดุเหลือใช้ทางชีวภาพ เช่น เปลือกผลไม้ ในงานวิจัยนี้ได้ทำการออกแบบระบบการสังเคราะห์คาร์บอนดอทแบบต่อเนื่องด้วยกระบวนการไมโครเวฟ เพื่อให้สามารถสังเคราะห์คาร์บอนดอทได้ในปริมาณมาก โดยระบบที่ถูกออกแบบขึ้นนั้น สามารถช่วยลดเวลาในระหว่างขั้นตอนการให้ความร้อนเพื่อเปลี่ยนผงวัตถุดิบเป็นอนุภาคคาร์บอนดอท ในการศึกษาการสังเคราะห์คาร์บอนดอทด้วยกระบวนการไมโครเวฟจากเปลือกผลไม้ โดยศึกษาชนิดของผลไม้ คือ ส้ม มะม่วง กล้วย เงาะ มังคุด และระดับความสุกของผลไม้ที่ส่งผลต่อขนาดและประสิทธิภาพของ คาร์บอนดอทเมื่อนำไปใช้ผลิตโซล่าเซลล์ ขนาดของอนุภาคคาร์บอนดอทถูกวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน ประสิทธิภาพของคาร์บอนดอทพิจารณาจากกระแสที่เกิดขึ้นจากโซล่าเซลล์ที่ผลิตจากคาร์บอนดอทผลไม้ชนิดต่างๆ จากผลสามารถสรุปในเบื้องต้นว่าชนิดของผลไม้และอายุความสุกของผลไม้ไม่ส่งผลต่อขนาดคาร์บอนดอทที่สังเคราะห์ด้วยเทคนิคไมโครเวฟ แต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพคาร์บอนดอทเมื่อนำไปใช้ในการผลิตโซล่าเซลล์ และเมื่อศึกษาอิทธิพลของคาร์บอนดอทที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผักคอสโดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของพืชที่รดด้วยน้ำและน้ำผสมคาร์บอนดอทร้อยละความเข้มข้น 1 และ 2 โดยน้ำหนัก พบว่าคาร์บอนดอทมีผลต่อการสังเคราะห์แสงช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของพืช ส่งผลให้น้ำหนักของพืชเพิ่มสูงขึ้น
ลักษณะความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ระหว่างปี 2561-2565
ธนาคารพาณิชย์เป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากส่งผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ระหว่างปี 2561-2565 โดยรวบรวมข้อมูลจากแบบแสดงรายการข้อมูลประจาปี (56-1) ของธนาคารพาณิชย์จานวน 11 แห่ง โดยวิเคราะห์ลักษณะความเสี่ยงจากการเปิดเผยตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้เป็นกรอบในการเปิดเผย ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทางการเงิน (Financial Risk) และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk) มีการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของลักษณะความเสี่ยงในแต่ละช่วงเวลา ผลการศึกษาพบว่าลักษณะความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงในรอบ 5 ปี ของธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยมีการเปิดเผยลักษณะความเสี่ยงตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกาหนดให้มีการเปิดเผยดังกล่าว แต่หากขยายให้มีการเปิดเผยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทางการเงิน (Financial Risk) เพิ่มเติมด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินธุรกิจด้วยอาจจะเกิดประโยชน์มากขึ้น ดังนั้นการเปิดเผยที่จะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้า ผู้ลงทุน รวมถึงธนาคารเอง ควรมีการเปิดเผยความเสี่ยง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk) ความเสี่ยงด้านรายงาน (Report Risk) และความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Risk) งานวิจัยฉบับนี้แสดงให้เห็นถึงลักษณะความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ระหว่างปี 2561-2565 การเรียนรู้ความเสี่ยงดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อ คณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สามารถนาผลการศึกษาครั้งนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการออกกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการเปิดเผยความเสี่ยงของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และสามารถประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตและจัดทาแผนป้องกันความ
การบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา : วิสาหกิจชุมชน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการจัดการวิสาหกิจชุมชน ศูนย์กระบวนการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน วิธีดำเนินการวิจัย ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบสัมภาษณ์ (Interview) เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบ มีโครงสร้าง (Structure In-depth Interview) โดยกลุ่มเป้าหมายมุ่งเน้นเป็นตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและตัวแทนชุมชนในพื้นที่ศึกษา จำนวนสมาชิกต่อกว่า 15 ราย จำนวน 235 ชุมชน ผลการวิจัยพบว่า วิสาหกิจชุมชน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 88.1 มีอายุ 51 -60 ปี ร้อยละ 41.3 มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 71.4 และ มีประสบการณ์ ในการบริหารวิสาหกิจชุมชน 11 -15 ปี ร้อยละ 31.2 2. ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์การจัดการวิสาหกิจชุมชน ในภาพรวมเฉลี่ย 4.15 คะแนน (อยู่ระดับมาก) ด้านการผลิต ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาดเฉลี่ยเท่ากับ 4.29 คะแนน (ระดับมากที่สุด) มีการควบคุมตรวจสอบคุณภาพสินค้าหรือบริการทุกครั้ง ก่อนจำหน่ายหรือให้บริการ” มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.51 คะแนน (ระดับมากที่สุด) หัวข้อ “มีความหลากหลายและการพัฒนารูปแบบสินค้า/ผลิตภัณฑ์” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.12 คะแนน (ระดับมาก) ด้านการจัดการองค์กร ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด เฉลี่ย 4.31 คะแนน (ระดับมากที่สุด) หัวข้อ “มีผู้นำที่เป็นผู้ที่สามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ได้ดี” มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.42 คะแนน (ระดับมากที่สุด) ความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด ด้านการจัดการองค์กรน้อยที่สุดคือ หัวข้อ “มีการประชุมกับสมาชิกเพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นชี้แจงและให้ความรู้เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าและวางแผนงานสม่ำเสมอ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.18 คะแนน (ระดับมาก) ด้านการตลาดและการขาย ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด เฉลี่ย 3.90 คะแนน (ระดับมาก) เมื่อพิจารณาจากหัวข้อย่อยแล้ว พบว่า หัวข้อ “มีเกณฑ์การตั้งราคา ที่เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้าชัดเจน” มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.50 คะแนน (ระดับมากที่สุด) สำหรับหัวข้อที่พบว่า ผู้ประกอบการ ให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด ด้านการตลาดและการขาย น้อยที่สุดคือ หัวข้อ “มีการสร้าง Web Site ของกลุ่มเพื่อประชาสัมพันธ์ สินค้าของกลุ่ม” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.12 คะแนน (ระดับปานกลาง) ด้านการบัญชี/การเงิน ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด เฉลี่ยเท่ากับ 4.10 คะแนน (ระดับมาก) เมื่อพิจารณาจากหัวข้อย่อยแล้ว พบว่า หัวข้อ “มีการกำหนด แนวทางในการจัดการด้านการเงินที่ชัดเจน” มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด เท่ากับ 4.14 คะแนน (ระดับมาก) สำหรับหัวข้อ ที่พบว่าผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด ด้านการบัญชี/การเงินน้อยที่สุด คือ หัวข้อ “มีการจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายของกลุ่มอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้” มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 คะแนน (ระดับมาก) ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำ การตลาดเฉลี่ยเท่ากับ 4.21 คะแนน (ระดับมากที่สุด) เมื่อพิจารณาจากหัวข้อย่อยแล้ว พบว่า หัวข้อ “มีการกำหนดโครงสร้างและการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของกรรมการและสมาชิกในการ ดำเนินงานอย่างชัดเจน” มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 4.28 คะแนน (ระดับมากที่สุด) สำหรับหัวข้อที่ พบว่า ผู้ประกอบการให้ระดับความสำคัญของกลยุทธ์ในการทำการตลาด ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ น้อยที่สุดคือ หัวข้อ “มีการติดตามประเมินผลการดำเนินงานของสมาชิกกลุ่มอย่างสม่ำเสมอ”