จำนวนงานวิจัย ( 253 )
แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
งานวิจัยเรื่อง แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มมูลค่าป่าชุมชน หมู่บ้านน้ำทรัพย์ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีวัตถุประสงค์ เพื่อบริหารจัดการป่าไม้ชุมชน โดยใช้ แอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิตที่สร้างขึ้น และเพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการบริหารจัดการป่าชุมชนด้วยแอปพลิเคชันคาร์บอนเครดิต ประชากร คือ เกษตรกรในพื้นที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง เลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จาก ประชากรในพื้นที่ หมู่บ้านน้ำทรัพย์ ประกอบด้วย ผู้นำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ สมาชิกชุมชน จำนวน 30 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและเคยนำไปใช้แล้ว ทำการพัฒนาแอปพลิเคชัน ด้วย AppSheet และใช้ Google Sheet เป็นฐานข้อมูล ใช้แอปพลิเคชัน Trees วัดความสูงของต้นไม้ ทำการพัฒนาบนโน้ตบุคและสมาร์ทโฟน สถิติที่ใช้ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นใช้งานง่ายผ่านระบบสมาร์ทโฟน การเก็บข้อมูลทำได้รวดเร็ว จัดเก็บข้อมูล เกษตรกร ชนิดต้นไม้ จำนวนต้นไม้ ในป่าชุมชนที่จะนำไปคำนวณคาร์บอนเครดิต ผลการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อแอปพลิเคชัน อยู่ในระดับมาก แอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นสามารถนำไปใช้ได้ เป็นต้นแบบในการใช้แอปพลิเคชันบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต เพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
ระบบตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เพื่อสร้างแบบจำลองเปิดประตูกั้นรถยนต์อัตโนมัติ
จากการวิจัยระบบตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เพื่อสร้างแบบจำลองเปิดประตูกั้นรถยนต์อัตโนมัติ ด้วย Deep Learning พบว่าในส่วนของการหาตำแหน่งของป้ายทะเบียน ระบบสามารถระบุตำแหน่งของป้ายทะเบียนได้ถูกต้องคิดเป็นร้อยละ 90 ในส่วนของป้ายทะเบียนรถที่อยู่ในลักษณะแนวตรงเท่านั้น ความผิดพลาดที่พบในการระบุตำแหน่งเนื่องจากเป็นการถ่ายรูปในลักษณะที่ไม่ได้อยู่ในแนวระดับสายตาทำให้ไม่สามารถจับป้ายทะเบียนและความคมชัด ส่งผลต่อการตรวจจับป้ายทะเบียนอย่างชัดเจน ส่วนของการแยกตัวเลขและตัวอักษร มีความถูกต้องคิดเป็นร้อยละ 95 โดยขบวนการวิจัยทั้งหมดใช้การประมวลผล
ผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล (ESG) ที่มีต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนหลักฐานจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่มีต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET100) และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) ที่ได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการจากสมาคมส่งเสริมกรรมการบริษัท รวมถึงเป็นบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการจัดอันดับของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 โดยสถาบันไทยพัฒน์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2565 รวมทั้งสิ้น 582 ข้อมูล การศึกษานี้ใช้สมการถดถอยเชิงพหุคูณในการทดสอบความสัมพันธ์และศึกษาผลกระทบโดยมีองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล ทั้งหมด 4 องค์ประกอบ ได้แก่ การกำกับดูแลกิจการความรับผิดชอบต่อสังคม การต่อต้านการทุจริต และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ส่งผลต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำหไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัท ทั้งนี้ ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบต่อความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัทในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) กับมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น กำไรต่อหุ้น และผลตอบแทนจากการลงทุนของบริษัท มีเพียงตัวแปรอิสระเพียงตัวแปรเดียวในมุมของการกำกับดูแลกิจการ (CG) ที่มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน และในส่วนของความรับผิดชอบต่อสังคม การต่อต้านการทุจริต และการตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม
แนวทางการแก้ปัญหาทางการเงินของนักศึกษาในเขตภาคกลางตอนล่าง
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษามูลเหตุของการก่อหนี้สินและเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาทางการเงินของนักศึกษา มีระเบียบวิธีวิจัย คือ การวิจัยแบบผสม มีขอบเขตด้านเวลาภายในปีงบประมาณ 2567 พื้นที่วิจัยคือจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐมและราชบุรี ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจงตัวอย่าง มีประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษา ตัวแทนการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้นำในพื้นที่การศึกษาจำนวน 418 ตัวอย่าง ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's Alpha เท่ากับ 0.968 จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณาและสถิติเชิงอนุมานโดยการทดสอบสมมติฐานและทำการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงเส้นตรงอย่างง่ายผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยด้านประชากรศาสตร์พบว่ามีสัดส่วนเพศชายและเพศหญิงใกล้เคียงกัน เป็นตัวอย่างที่มีอายุ 20 -22 ปี ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี อยู่ในครัวเรือนที่มีภาวะพึ่งพิงด้านการศึกษา 1 คน ในสัดส่วนใกล้กัน และสัดส่วนของตัวอย่างที่มีภาวะผูกพันและไม่มีภาวะผูกพันกับกองทุนกยศ.ใกล้เคียงกัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อมูลเหตุการณ์ก่อหนี้จากความต้องการด้านปัจจัยพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลาง โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านการบริโภค ด้านเครื่องแต่งกาย และด้านการรักษาพยาบาล ความต้องการด้านปัจจัยอื่น มีค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางโดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ด้านการศึกษา ด้านการลงทุน ด้านการเดินทาง ด้านนันทนาการ ด้านสังคม และด้านบริโภค ปัจจัยที่พฺฤติกรรมทางการเงินและการวางแผนทางการเงินห้าอันดับแรก คือ การจัดการเงินสำรองยามฉุกเฉิน การปรับพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ การควบคุมรายจ่ายโดยซื้อเฉพาะสินค้าจำเป็น การกำหนดวัตถุประสงค์ใช้จ่าย และการลดการชำระหนี้ให้เหมาะสมกับค่าใช้จ่ายในปัจจุบัน ปัจจัยที่มีผลต่อการวางแผนทางการเงินของนักศึกษา พบว่าตัวแปรอิสระ ได้แก่ อายุ และปัจจัยมูลเหตุของการก่อหนี้สิน ได้แก่ ความต้องการปัจจัยพื้นฐาน (F) และความต้องการด้านปัจจัยอื่น (O) มีนัยสำคัญด้วยระดับนัยสำคัญ 0.01 และ โดยมีค่า R2 เท่ากับ 0.244 และค่า Std. Error of the Estimate เท่ากับ 0.74262 การศึกษาครั้งนี้มีข้อเสนอแนะคือ 1.ภาครัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรสร้างแนวทางเพื่อส่งเสริมการวางแผนทางการเงินโดยช่วงปกติและแผนทางการเงินสำหรับกรณีฉุกเฉิน 2.ผู้ปกครองควรแบ่งเงินรับออกเป็นสัดส่วนและวางแผนการออมเงินสำหรับกรณีฉุกเฉินและทำตามแผนทางการเงินอย่างเคร่งครัดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายทางการเงินในระยะสั้น
การวางแผนภาษีที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET 100
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาการวางแผนภาษีที่ส่งผลต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET 100 ประชากรกลุ่มตัวอย่างคือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่ม SET 100 โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561 ถึงปี พ.ศ. 2565 จำนวน 220 ตัวอย่าง จากงบการเงิน หมายเหตุประกอบงบการเงิน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 หรือ แบบ 56-1 One Report ) วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) โดยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหูคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า การวางแผนภาษี (Tax Planning) ทั้ง 3 ตัวแปร ได้แก่ อัตราส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แท้จริง (ETR) ส่งผลต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน (SGR) ในทิศทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 อัตราส่วนภาษีเงินได้ต่อกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน (TAX/CFO) และอัตราส่วนภาษีเงินได้ต่อสินทรัพย์รวม (TAX/ASSET) ส่งผลต่ออัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน (SGR) ในทิศทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05