จำนวนงานวิจัย ( 253 )
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาเรื่อง “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยของบุคลากร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 106 คนจำแนกตาม เพศ อายุ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา สายงาน และอายุการทำงาน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยในครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำวิจัยของบุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำแนกเป็น 2 ด้าน คือ ปัจจัยด้านส่วนบุคคล และด้านสนับสนุนจากองค์กร ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบอิสระ (t-test independent) ด้วยสถิติทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One - Way ANOVA) ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ด้านทรัพยากรการวิจัย พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่าคณะมีการจัดเตรียมและบริหารจัดการทรัพยากรการวิจัยที่ดี สามารถสนับสนุนการดำเนินงานวิจัยของบุคลากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดคือ "ผู้ช่วยวิจัยและบุคลากรสนับสนุน" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ในการสนับสนุนงานวิจัย ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับแนวคิดของ การจัดการทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management), ทฤษฎีการลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital Theory), และ หลักการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร (Human Resource Development) ที่เน้นว่าบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะ เป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จขององค์กร โดยเฉพาะในด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรมอย่างงานวิจัย และในส่วนที่รองลงมาจะเป็นเรื่องด้านการบริหารงบประมาณปัจจัย คือเรื่องความสะดวกในการเบิกจ่ายงบประมาณวิจัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบบริหารการเงินของคณะ ผลนี้สอดคล้องกับงานวิจัยของปัจจัยที่เอื้อต่อการทำวิจัยในด้านการอำนวยความสะดวกในการเบิกจ่ายงบประมาวิจัย ให้กับนักวิจัยของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการส่องสว่างของห้องพยาบาลในสถาบันการศึกษาเพื่อรองรับเมืองอัจฉริยะ
โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงระบบการส่องสว่างในห้องพยาบาลภายในสถาบันการศึกษา เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานและสอดคล้องกับแนวคิดเมืองอัจฉริยะ โดยใช้เทคโนโลยีแสงสว่างสมัยใหม่และการควบคุมแสงที่สามารถปรับได้ตามสภาพแวดล้อมและกิจกรรมในห้องพยาบาล งานวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูลความเข้มแสงภายในห้องพยาบาล รวมถึงสร้างแบบจำลองห้องในโปรแกรม ArcSite และ SketchUp เพื่อจำลองการจัดวางโคมไฟและคำนวณค่าความสว่างด้วยโปรแกรม DIALux ผลการศึกษาพบว่า การออกแบบระบบแสงสว่างที่ใช้หลอดไฟ LED ที่สามารถปรับสีและความเข้มได้ตามความต้องการ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานห้องพยาบาลและลดความเครียดของผู้ป่วยและบุคลากรได้ อีกทั้งยังสอดคล้องกับมาตรฐานสมาคมวิศวกรรมการส่องสว่างแห่งประเทศไทย (IES) ที่ระบุว่าความเข้มแสงในห้องพยาบาลควรอยู่ระหว่าง 100-400 ลักซ์ นอกจากนี้ ระบบแสงสว่างที่ออกแบบใหม่ยังสามารถปรับเปลี่ยนแสงตาม Scene ที่กำหนดไว้เพื่อรองรับการใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น การทำแผลและการพักฟื้น ผลจากการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำเทคโนโลยีแสงสว่างอัจฉริยะมาใช้ในห้องพยาบาลมีศักยภาพในการยกระดับคุณภาพการบริการและสภาพแวดล้อมในการรักษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า ภายในท่าอากาศยานดอนเมือง
การวิจัยนี้ต้องการศึกษาคุณภาพการให้บริการในการให้บริการของบริษัทขนส่งสินค้าและการตัดสินใจในการเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้าภายในท่าอากาศดอนเมืองโดยการวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณสำหรับการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า และได้กำหนดขอบเขตการวิจัยด้านประชากรที่ใช้ศึกษาคือผู้ใช้บริการในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น การวิจัยใช้รูปแบบวิจัยเชิงปริมาณสำหรับการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า และได้กำหนดกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกจากผู้เคยรับบริการโดยเก็บข้อมูลตัวอย่าง จำนวน 400 คน ทั้งนี้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา และนำข้อมูลที่รวบรวมได้ประมวลผลโดยใช้ค่าสถิติร้อยละและค่าเฉลี่ย และวิเคราะห์ทดสอบความสัมพันธ์ในลักษณะของการส่งผลต่อกันระหว่างตัวแปรอิสระหลายตัวภาค และเพื่อทดสอบถึงความแตกต่างที่ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีต่อตัวแปรตาม ดังนั้นสถิติที่ใช้คือการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) ผลการศึกษา พบว่า เพื่อศึกษาคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า ภายในท่าอากาศยานดอนเมืองจากการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) พบว่า คุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการ อย่างมีนัยสำคัญเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าคุณภาพการให้บริการด้านการตอบสนองความต้องการส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทขนส่งสินค้า ภายในท่าอากาศยานดอนเมืองมากที่สุด รองลงมา คือ คุณภาพการให้บริการด้านความน่าเชื่อถือ และ ตามมาด้วยคุณภาพการให้บริการด้านการให้ความมั่นใจ
การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรอง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสังเคราะห์เกมกระดานที่เกี่ยวกับการเจรจาต่อรอง และ 2) เพื่อพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการเจรจาต่อรอง งานวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ดำเนินการตามขั้นตอนการวิจัยที่ครอบคลุม 1) การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องจากงานวิจัยที่ผ่านมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน 2) การสังเคราะห์และวิเคราะห์เกมกระดานเจรจาต่อรองจำนวน 3 เกม ประกอบด้วย Diplomacy, The Resistance: Avalon และ Chinatown ผ่านแนวคิดของ Promsri (2016) และทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อดูความเหมือนและความแตกต่างของเกมกระดานทั้ง 3 รายการนี้ โดยนำเอาจุดร่วม (Common Ground) ของเกมทั้ง 3 มาเป็นแนวทางในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองสำหรับงานวิจัยครั้งนี้ ซึ่งผลการวิจัยพบว่า ประเด็นสำคัญที่ควรพิจารณาในการพัฒนาเกมกระดานการเจรจาต่อรองที่เชื่อมโยงจากการใช้แนวคิดนี้มาเป็นหลักในการวิเคราะห์เกมกระดานทั้ง 3 เกมนี้ คือ 1. เลือกหัวข้อที่สะท้อนถึงผู้เล่นและรองรับกลไกการเจรจา ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ตำนาน หรือเศรษฐกิจ หัวข้อควรเพิ่มการสมจริงและให้บริบทที่ชัดเจนสำหรับการเจรจา 2. ออกแบบกลไกที่อำนวยความสะดวกในการเจรจาและการโต้ตอบของผู้เล่น ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากลไกนั้นสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและรองรับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พิจารณาใช้ทั้งข้อมูลที่เปิดเผยและซ่อนไว้เพื่อเพิ่มความลึก 3. ส่งเสริมการโต้ตอบของผู้เล่นในระดับสูงผ่านกลไกที่ส่งเสริมการเจรจา พันธมิตร และความขัดแย้ง ออกแบบเกมเพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจและการโต้ตอบของผู้เล่นเป็นศูนย์กลางของประสบการณ์การเล่นเกม 4. สร้างโอกาสในการตัดสินใจที่มีความหมายซึ่งส่งผลต่อผลลัพธ์ของเกม ให้แน่ใจว่าผู้เล่นต้องคิดอย่างมีวิจารณญาณเกี่ยวกับตัวเลือกและกลยุทธ์ของตน และการตัดสินใจเหล่านี้มีผลกระทบที่สำคัญ 5. สร้างสมดุลให้กับเกมโดยออกแบบกลไกที่ให้โอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้เล่นทุกคน หลีกเลี่ยงกลยุทธ์ที่ครอบงำและให้แน่ใจว่าการเจรจาและการโต้ตอบมีความสมดุล 6. เคล็ดลับในการพัฒนา: ออกแบบเกมเพื่อมอบประสบการณ์ที่หลากหลายในแต่ละครั้งที่ใช้ เพิ่มองค์ประกอบที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละเกม เช่น บทบาท สถานการณ์ หรือโอกาสในการเจรจาที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาความสนใจของผู้เล่น 7. พยายามรักษาสมดุลระหว่างความลึกซึ้งและการเข้าถึงได้ กำหนดกฎที่ชัดเจนและกลไกที่เข้าใจง่ายในขณะที่มั่นใจว่าเกมยังคงน่าสนใจและท้าทาย ผลที่ได้นำไปสู่การพัฒนาเกมกระดานเจรจาต่อรองทางธุรกิจที่มีชื่อว่า “City Deal”
การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทย
การวิจัยเรื่อง “การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองสำหรับเยาวชนพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรและข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรองของเยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง และ 2) เพื่อพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองผ่านการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาต่อรองแก่เยาวชนในเขตพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง งานวิจัยนี้ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างจากกลุ่มประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ภาคกลางที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจากนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ลงทะเบียนเรียนในวิชาด้านการเจรจาต่อรองกับหนึ่งในทีมของคณะผู้วิจัยจำนวนทั้งหมด 132 คน โดยใช้วิธีการแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้มีด้วยกัน 3 ส่วน ประกอบด้วย 1) แบบฝึกหัดในการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่ชื่อว่า “Negotiate to Survive” ที่ถูกพัฒนาโดย Sotak และ Abraham (2020) โดยถูกนำมาแปลและเรียบเรียงให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มตัวอย่าง 2)แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมผู้เข้าอบรม ซึ่งวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการผ่านการจัดอบรมผ่านกลุ่มผู้เข้าร่วมรับการอบรมทั้งหมด 4 กลุ่มซึ่งมีการจัดการอบรมในวันเวลาที่แตกต่างกัน โดยกำหนดระยะเวลาในการทำกิจกรรมไว้ 65 นาที หลังจากที่ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ได้ดำเนินเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้รับการอบรมผ่านการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับเรื่อง “ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การเจรจาต่อรอง และการประเมินความเข้าใจเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองและความพึงพอใจในภาพรวม” โดยมีคำอธิบายเกี่ยวกับการตอบแบบสอบถามที่ชัดเจน เพื่อแน่ใจว่าการดำเนินการวิจัยในส่วนนี้ไม่ละเมิดสิทธิของผู้ตอบแบบสอบถาม จึงกำหนดให้ใช้การสมัครใจในการตอบแบบสอบถามเป็นเกณฑ์อธิบายเรื่องของ ความยินยอมให้ความร่วมมือในการทำวิจัย (Consent) โดยกลุ่มผู้เข้ารับการอบรมพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองที่มีทั้งหมดจำนวน 132 คน ยินดีที่จะตอบแบบสอบถามจำนวนทั้งสิ้น 79 คน คิดเป็นร้อยละ 59.8 โดยนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งผลการวิจัยพบว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทการเจรจาต่อรองที่แตกต่างกันอยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อการทำกิจกรรมการพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองอยู่ในระดับมาก