จำนวนงานวิจัย ( 253 )
การพัฒนาสำรับอาหารพื้นถิ่นบนฐานนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือจังหวัดเพชรบุรีเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร
อาหารพื้นถิ่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สูตรต้นตำรับจากรุ่นสู่รุ่น อาศัยธรรมชาติรอบตัวและการปรุงแต่งอย่างเรียบง่าย ถือเป็นองค์ประกอบหลักของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีวิทยาแบบปรากฏการณ์วิทยา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจวัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้ในการประกอบอาหารพื้นถิ่นตำบลยางน้ำกลัดเหนือ 2) ศึกษาอาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์อาหารตำบลยางน้ำกลัดเหนือ 3) พัฒนาตำรับมาตรฐานสำรับอาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือ ผู้ให้ข้อมูลหลักในการสัมภาษณ์เชิงลึกการสำรวจวัตถุดิบ ศึกษาตำรับอาหารพื้นถิ่น และสนทนากลุ่ม จำนวน 20 คน 10 คน และ 22 คนตามลำดับ โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แนวคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบบันทึกตำรับอาหาร และแบบประเมินความเหมาะสมของสำรับอาหาร รวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม การสนทนากลุ่ม และรวบรวมข้อมูลความเหมาะสมของสำรับอาหารจากผู้ร่วมสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) วัตถุดิบท้องถิ่นที่ใช้ในการประกอบอาหารพื้นถิ่น เป็นองค์ประกอบมื้ออาหารที่แสดงสัญลักษณ์ของวิถีชีวิตที่พึ่งพาธรรมชาติ การแบ่งบทบาททางสังคม และภูมิปัญญาด้านสุขภาพของชุมชน การเปลี่ยนแปลงความหมายและแหล่งที่มาของวัตถุดิบสะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของชุมชนท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันยังเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาเมนูและสำรับอาหารพื้นถิ่นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารในอนาคต สมัยก่อน ชาวบ้านพึ่งพาธรรมชาติเป็นหลัก ทั้งจากป่า เขา และลำห้วย ขณะที่ปัจจุบันผสมผสานระหว่างการหาวัตถุดิบในพื้นที่ การเพาะปลูกพืชผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์เอง และการซื้อหาจากตลาด โดยวัตถุดิบสำคัญของพื้นที่ คือ พริกกะเหรี่ยง พริกพราน กะปิปลา หวาย และเห็ดโคน 2) ตำรับอาหารพื้นถิ่น สร้างสรรค์จากวัตถุดิบท้องถิ่นในรูปแบบตำรับอาหาร 16 รายการ จากภูมิปัญญาหมู่บ้านห้วยเกษม 8 รายการ ได้แก่ แกงยอดหวาย แกงหยวกกล้วยไก่บ้านใส่ข้าวคั่ว แกงหน่อไม้ดองไก่บ้านใส่ข้าวคั่ว ตำใบบอน น้ำพริกกะทิ ขนมมีสิ ขนมข้าวฟ่าง และภูมิปัญญาหมู่บ้านลิ้นช้าง 8 รายการ ได้แก่ แกงฟักทองเนื้อย่าง แกงกล้วยใส่ปลาย่างและข้าวเบือ น้ำยาขนมจีนกะเหรี่ยง ผัดเผ็ดกระรอกใส่ใบขมิ้น ส้มตำกะเหรี่ยง น้ำพริกกะเหรี่ยง ขนมข้าวเหนียวคลุกมะพร้าว และ ขนมบัวลอยกะเหรี่ยง แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ อาหารคาว 11 รายการ อาหารว่าง 1 รายการ และอาหารหวาน 4 รายการ และแบ่งตามประเภทการประกอบ 6 ประเภท ได้แก่ ประเภทแกง 6 รายการ ประเภทตำ 4 รายการ ประเภทต้ม 3 ประเภทผัด 1 รายการ ประเภทกวน 1 รายการ และประเภทนึ่ง 1 รายการ 3) สำรับอาหารพื้นถิ่น มี 5 สำรับ สำรับที่ 1: สำรับจากป่าหวาย หอมควันไฟใต้ถุนบ้าน สำรับที่ 2: สำรับรสไทยสายป่าห้วยเกษม สำรับที่ 3: สำรับรสจากฟืนไฟ ปลายครัวลิ้นช้าง สำรับที่ 4: สำรับกลิ่นไม้ป่า บ้านปลายเขา และสำรับที่ 5: สำรับเส้นสายวิถีกะเหรี่ยง ผลประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในการสนทนากลุ่ม พบว่า สำรับอาหารทั้งจากบ้านห้วยเกษมและบ้านลิ้นมีความเหมาะสมในระดับมากถึงมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.09–4.63) โดยมีจุดเด่นด้านรสชาติอาหาร ซึ่งได้คะแนนสูงสุดทั้งสองพื้นที่ (ค่าเฉลี่ย 4.48–4.77) สำหรับความเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญา มีค่าเฉลี่ยสูง (4.26–4.53) ความน่าสนใจเชิงท่องเที่ยวอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย 4.24–4.55) ในขณะที่ผลการประเมินแสดงถึงข้อจำกัดเรื่องการประยุกต์ใช้ภาชนะ/วัสดุจากท้องถิ่นในการจัดสำรับ ซึ่งได้คะแนนต่ำที่สุดทุกสำรับ (ค่าเฉลี่ย 3.64–3.86) และการนำเสนอ แม้อยู่ในระดับมาก แต่ได้คะแนนต่ำสุดเมื่อเทียบกับด้านอื่น ๆ (ค่าเฉลี่ย 4.09–4.45) สรุปได้ว่า อาหารพื้นถิ่นชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงตำบลยางน้ำกลัดเหนือเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงชีพ มีทุนทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ หากเสริมด้านการนำเสนอ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด จะทำให้อาหารพื้นถิ่นมีคุณค่ามากขึ้นและยั่งยืนในอนาคต งานวิจัยนี้ มีข้อเสนอแนะให้ จัดทำคู่มือวัตถุดิบและภูมิปัญญาอาหารกะเหรี่ยง เผยแพร่แก่นักท่องเที่ยวและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนท้องถิ่น จัดทำแนวทางพัฒนาอาหารพื้นถิ่นสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหาร โดยใช้จุดแข็งด้านรสชาติอาหารและภูมิปัญญาเป็นจุดขายหลัก ละแให้ความรู้การนำเสนอสำรับอาหาร โดยออกแบบภาชนะและบรรจุภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่นที่เชื่อมการจัดสำรับกับเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมของอาหาร
การตลาดดิจิทัลและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน เทศบาลเมืองเพชรบุรี
เพชรบุรี เป็นเมืองแห่งอาหารและการท่องเที่ยว ชุมชนมีศักยภาพในการผลิตอาหารโดยใช้วัตถุดิบ ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แต่ขาดการต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างอาชีพ งานวิจัยนี้ เป็นงานวิจัยแบบ ผสานวิธีแบบเชิงสำรวจเป็นลำดับ เริ่มด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา ด้วยวิธีการสนทนากลุ่ม และการวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยการประเมินความเหมาะสมของต้นแบบบรรจุภัณฑ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนา บรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์อาหาร และ 2) พัฒนาการตลาดดิจิทัลสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารของชุมชนเทศบาลเมือง เพชรบุรี ผู้ให้ข้อมูลในการในการสนทนากลุ่ม เพื่อสรุปแนวคิดการออกแบบ การประเมินแบบร่างบรรจุภัณฑ์ และประเมินผลการตลาดดิจิทัล เป็นสมาชิกกลุ่มชุมชนไร่รอ กลุ่มชุมชนพระนครคีรี และผู้ทรงคุณวุฒิด้าน อาหารและบรรจุภัณฑ์ 27 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง กลุ่มตัวอย่างประเมินความเหมาะสมของ ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ คือ ผู้บริโภคที่เข้าชมและซื้อผลิตภัณฑ์ของชุมชนไร่รอและชุมชนพระนครคีรี 104 คน โดย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลการตลาด แบบประเมิน แบบร่างบรรจุภัณฑ์ แบบประเมินต้นแบบบรรจุภัณฑ์ และแบบประเมินผลการตลาดดิจิทัล รวบรวมข้อมูลด้วย การสนทนากลุ่มและการสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ต้นแบบบรรจุภัณฑ์กรอบเค็มน้ำตาลโตนดทั้ง 2 รูปแบบ มีความเหมาะสมใน ระดับมากทั้งภาพรวม รายด้าน และรายข้อ โดยความเหมาะสมในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.37 และ 4.18 ส่วนต้นแบบบรรจุภัณฑ์เกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนดทั้ง 2 รูปแบบ มีความเหมาะสมในระดับมากทั้งภาพรวม และ รายด้าน ส่วนรายข้อมีความเหมาะสมในระดับมากและมากที่สุด โดยความเหมาะสมในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.37 และ 4.32 ตามลำดับ 2) ผลการประเมินการตลาดดิจิทัล พบว่า (1) รูปแบบการตลาดดิจิทัล เลือกใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัลแบบผสมระหว่างการตลาดออฟไลน์และออนไลน์ เน้นจุดเด่นในการใช้เรื่องราว วัตถุดิบท้องถิ่น คือน้ำตาลโตนด เป็นหลักในการสื่อสาร สร้างการรับรู้การเป็นขนมท้องถิ่นแท้ การสร้าง ภาพลักษณ์เป็นของฝากเชิงวัฒนธรรม เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวพระนครคีรี ทำให้สินค้ามีมูลค่าทางวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ (2) สื่อดิจิทัล ได้แนวคิดสืบเนื่องจากเพชรบุรีได้รับการคัดเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านอาหารของยูเนสโก ประจำปี พ.ศ. 2564 และจากวัตถุดิบสำคัญ ได้แก่ รสหวานจากน้ำตาลโตนด ผนวก กับภูมิปัญญาการทำอาหารของชุมชนไร่รอ เรื่อง กรอบเค็มน้ำตาลโตนด และภูมิปัญญาการทำอาหารของ ชุมชนพระนครคีรี เรื่อง เกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนด (3) ผลการใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัล พบว่า รูปแบบ การตลาดดิจิทัลมีความเหมาะสมมากเนื่องจากเป็นรูปแบบที่สร้างขึ้นจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้วิจัย ซึ่งได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเป็นอย่างดี (4) ชุมชนพึงพอใจต่อการใช้รูปแบบการตลาดดิจิทัลแบบผสมมาก เนื่องจากมีแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน แบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อย คือ แบบออฟไลน์และ แบบออนไลน์ โดยเฉพาะแบบออฟไลน์ เป็นสิ่งที่ชุมชนสามารถปฏิบัติตามได้ทันที ส่วนการตลาดแบบออนไลน์ อาจต้องเป็นการใช้จริงในอนาคตที่ชุมชนมีความรู้และทักษะด้านนี้เพิ่มขึ้นแล้ว หรืออาจมีลูกหลานบางรายมา ช่วยเหลือดำเนินการ งานวิจัยนี้ มีข้อเสนอแนะให้จัดทำคู่มือมาตรฐานบรรจุภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ขนมกรอบเค็มน้ำตาล โตนดและขนมเกล็ดกะโห้น้ำตาลโตนด จัดอบรมให้สมาชิกชุมชนสามารถปรับและออกแบบบรรจุภัณฑ์ได้ด้วย ตนเอง เชื่อมโยงเรื่องราวชุมชนกับบรรจุภัณฑ์และการตลาด รวมทั้งการยกระดับการตลาดดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อ เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ของชุมชน รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านผลิตภัณฑ์ของฝาก ที่มีคุณภาพ
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา 2) ศึกษาการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา และ 3) จัดทาแนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานคร ที่กาลังศึกษาอยู่ในระบบ จานวน 400 คน โดยใช้สูตรการคานวณหากลุ่มประชากรของ Taro Yamane (Yamane,1973) และกาหนดค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 95% เกี่ยวกับการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง หรือยอมให้ค่าความคลาดเคลื่อนเท่ากับ .05 สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคุณแบบปกติ (Enter Multiple Regression Analysis) ผลการศึกษาพบว่า 1) ปัจจัยด้านทัศนคติ แรงจูงใจ และความต้องการ ร่วมกันพยากรณ์การมีส่วนร่วมได้ร้อยละ 66.60) โดยมีปัจจัยทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านทัศนคติ ด้านแรงจูงใจ และด้านความต้องการส่งผลเชิงบวกต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความต้องการ มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านทัศนคติ และด้านแรงจูงใจ โดยด้านความต้องการเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .383 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.30 ด้านทัศนคติเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .301 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.10 และด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น .283 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 28.30 2) การตัดสินใจเลือกศึกษาต่อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา พบว่า ชั้นปี และประเภทโรงเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ เพศ และแผนการเรียนต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และให้ความสาคัญกับความพร้อมด้านอาคารสถานที่มากที่สุด รองลงมาคือ ความพร้อมด้านอุปกรณ์การเรียนรู้ และการอยู่ใกล้แหล่งอานวยความสะดวก เช่น โรงพยาบาล สถานีตารวจ หรือห้างสรรพสินค้า และ 3) แนวทางในการแนะแนวการศึกษาต่อสาหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และอาชีวศึกษา คือ 3.1) การสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในระบบอุดมศึกษา โดยการจัดกิจกรรมแนะแนวที่ถูกต้อง โครงการเยี่ยมชม/ค่ายแนะแนวอาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อดิจิทัลเผยแพร่ภาพลักษณ์ที่ดีของหลักสูตรและสถาบัน 3.2) การแนะแนวอาชีพควรถูกบูรณาการในระดับมัธยม/อาชีวะ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนกับอนาคต โดยสถาบันอุดมศึกษาควร เน้นประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และจัด กิจกรรมเชิญศิษย์เก่า/บุคคลต้นแบบ มาสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน 3.3) มหาวิทยาลัยควรพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน และใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงสนับสนุนทุนการศึกษาหลากหลายรูปแบบ พร้อมจัดระบบให้คาปรึกษาออนไลน์/แนะแนวส่วนบุคคล เพื่อวิเคราะห์และชี้แนะเส้นทางที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละราย และ 3.4) สร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียน มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ เพื่อให้ข้อมูลการศึกษาและอาชีพที่ครบถ้วน จัดตั้งเครือข่ายแนะแนว เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและพัฒนารูปแบบการแนะแนว พร้อมใช้ฐานข้อมูลกลางนักเรียน เพื่อวิเคราะห์ความสนใจและวางแผนการแนะแนวให้ตรงเป้าหมาย
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเชิงวิถีชุมชนและยกระดับรายได้วิสาหกิจชุมชนด้วยระบบอัจฉริยะ วางแผนนำเที่ยวอัตโนมัติ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสื่อประชาสัมพันธ์เชิงวิถีชุมชน เพื่อออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้า และเพื่อพัฒนาระบบอัจฉริยะวางแผนนำเที่ยวอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการวิจัยการวิจัยแบบผสมผสาน (mixed methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และ ประชาชนที่สนใจท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า สื่อประชาสัมพันธ์เชิงวิถีชุมชน มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด กลุ่มตัวอย่าง มีความพึงพอใจสื่อประชาสัมพันธ์เชิงวิถีชุมชน โดยรวมมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับดี ผลการออกแบบผลงานสร้างสรรค์ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจด้านความพึงพอใจต่องานออกแบบบรรจุภัณฑ์ อยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินระบบอัจฉริยะวางแผนนำเที่ยวอัตโนมัติ กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจ ด้านข้อมูล ความพึงพอใจด้านการออกแบบ และความพึงพอใจด้านเทคนิคในระดับมากที่สุดในระดับมากที่สุด
การพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการรับรู้ข่าวสารด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนานวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ เพื่อประเมินผลนวัตกรรมสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อนวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้สูงอายุในภาคเหนือ 100 คน ภาคอีสาน 100 คน ภาคกลาง 100 คน ภาคใต้ 100 คน และกรุงเทพมหานคร 50 คน รวมทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการความรู้ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อนวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะ ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุมีความต้องการเกี่ยวกับเนื้อหารายการพอดคาสต์เพื่อส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุ ด้านสุขภาวะ อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านร่างกาย อยู่ในระดับ มากที่สุด ด้านโภชนการ อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านจิตใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านเศรษฐกิจ อยู่ในระดับมาก และด้านสภาพแวดล้อม อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินคุณภาพนวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะของผู้สูงอายุโดยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ในระดับมากที่สุด และความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อนวัตกรรมการสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีพอดคาสต์ด้านสุขภาวะ อยู่ในระดับมากที่สุด