จำนวนงานวิจัย ( 253 )
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากร คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการและ สายสนับสนุนที่มีส่วนร่วมในการประกันคุณภาพการศึกษาของคณะ จานวน 47 คน ได้มาด้วยวิธีการวิธีการเปิดตารางของเครจซี่และมอร์แกน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) การมีส่วนร่วมของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.41 โดยประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ ท่านได้นาผลการประเมินและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานของตน มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.77 การนาผลการประเมินมาเป็นแนวทางในการวางแผนการปฏิบัติงาน ด้านการประกันคุณภาพการศึกษาในครั้งต่อไป มีค่าเฉลี่ย (x ̅) 3.73 และการเข้าร่วมการอบรมหรือสัมมนาที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา มีค่าเฉลี่ย(x ̅) 3.71 2) การเปรียบเทียบลักษณะทางประชากรกับการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า เพศ อายุ ประเภทบุคลากร สถานะ และอายุงานในตาแหน่งปัจจุบัน ต่างกันม่ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ขณะที่ ตาแหน่งงานต่างกัน ส่งผลให้การมีส่วนร่วมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะระหว่างกลุ่มหัวหน้างานกับกลุ่มไม่มีตาแหน่งบริหาร และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษา คือ ทัศนคติ การรับรู้ และแรงจูงใจ พบว่า แรงจูงใจเพียงปัจจัยเดียวที่ส่งผลเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยปัจจัยด้านแรงจูงใจเพิ่มขึ้น 1 หน่วยก็จะส่งผลให้การมีส่วนร่วมในงานประกันคุณภาพการศึกษาของบุคลากรคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครเพิ่มขึ้น .443 หน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44.30
การพัฒนาสื่อเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวอัจฉริยะ (Smart Tourism) ของเมืองรอง กรณีศึกษาจังหวัดอุทัยธานี
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาสื่อเชิงโต้ตอบประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรอง 2) เพื่อ พัฒนาวีดิทัศน์ 360 องศาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรอง 3) เพื่อหาคุณภาพของสื่อประชาสัมพันธ์ การท่องเที่ยวเมืองรอง และ 4) เพื่อหาความพึงพอใจและทัศนคติของผู้รับชมสื่อประชาสัมพันธ์การ ท่องเที่ยวเมืองรอง มีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยว จานวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อเชิงโต้ตอบ ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลักษณะแผนที่เชื่อมกับ Google Map สามารถเปิดดูภาพจากแต่ ละสถานที่แบบ 360 องศาได้ 2) วีดิทัศน์ 360 องศาประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วย สถานที่ท่องเที่ยวที่โดดเด่น จานวน 10 สถานที่ในอาเภอบ้านไร่ 3) ผลคุณภาพของสื่อประชาสัมพันธ์การ ท่องเที่ยวเมืองรองจานวน 3 ท่าน อยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.75, S.D.= 0.28) 4) ผลของความพึงพอใจ และทัศนคติของผู้รับชมสื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองรอง อยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅= 4.60, S.D.= 0.44)
การประเมินความต้องการจำเป็นเพื่อเตรียมการจัดทำหลักสูตรครีเอทีฟอีเวนท์ดีไซน์ ดิจิตอลมีเดียโปรดักชันและนวัตกรรมการจัดประชุมนิทรรศการ อุตสาหกรรมไมซ์เพื่อการพัฒนายั่งยืน (สหวิทยาการ) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสารวจความต้องการจาเป็นหลักสูตรครีเอทีฟอีเวนท์ดีไซน์ดิจิตอล มีเดียโปรดักชัน และนวัตกรรมการจัดประชุมนิทรรศการอุตสาหกรรมไมซ์เพื่อการพัฒนายั่งยืน (สหวิทยาการ) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร ในการศึกษาต่อของนักศึกษาด้านการสร้างสรรค์อีเวนท์ สื่อดิจิตอลคอนเทนต์ และการจัดการนวัตกรรมเพื่อการจัดนิทรรศการเพื่อตอบโจทย์การพัฒนายั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จานวน 400 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตสาหกรรมไมซ์ จานวน 10 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า เนื้อหาหลักสูตร (x ̅= 4.22, SD = 0.84) และความชอบและความสนใจส่วนตัว (x ̅ = 4.14, SD = 0.95) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อมากที่สุดในระดับมาก ด้านความต้องการหลักสูตรโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x ̅= 3.83, SD = 1.02) โดยกลุ่มตัวอย่างมีความต้องการสูงสุดในด้านการบริหารหลักสูตร (x ̅ = 3.97, SD = 0.03) และงบประมาณเพื่อการศึกษา (x ̅ = 3.97, SD = 0.01) เท่ากัน ในส่วนของโครงสร้างหลักสูตร ผู้เรียนมีความต้องการให้หลักสูตรเน้นด้านวิศวกรรมเป็นอันดับแรก (x ̅ = 3.82, SD = 0.99) รองลงมาคือ เน้นการตลาดและบริหารธุรกิจ (x ̅ = 3.79, SD = 1.02) นอกจากนี้ ความต้องการด้านงบประมาณ พบว่า ทุนการศึกษา เป็นสิ่งที่กลุ่มตัวอย่างต้องการมากที่สุด (x ̅= 4.21, SD = 0.91) สาหรับเวลาเรียน ส่วนใหญ่ต้องการให้จัดการศึกษาในเวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์) ในระดับมาก (x ̅= 4.14, SD =0.91) และวิธีการคัดเลือกเข้าศึกษา กลุ่มตัวอย่างให้ความสาคัญมากที่สุดคือ การพิจารณาจากแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรม MICE มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และหลักสูตรนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการประกอบอาชีพในอนาคต กลุ่มตัวอย่างมีความคาดหวังว่าหลักสูตรควรผลิตบัณฑิตที่พร้อมต่อการทางานได้ทันที และเน้นการบูรณาการองค์ความรู้หลากหลายด้าน ข้อเสนอแนะที่สำคัญที่สุดคือ ควรเสริมการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ หรือการจำลองสถานการณ์จริง รวมถึงการเชิญผู้เชี่ยวชาญจากสายงานจริงมาถ่ายทอดความรู้ ทักษะสำคัญที่จำเป็นต่ออาชีพ MICE คือ ทักษะด้านภาษาและการสื่อสารการวางแผนและการจัดการ ความคิดสร้างสรรค์และดิจิทัล และทักษะการแก้ปัญหาและทำงานเป็นทีม
ทัศนคติ และการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัย เรื่อง ทัศนคติ และการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล พระนคร เพื่อศึกษาการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาทัศนคติที่ส่งผลต่อการรับรู้การใช้งานระบบ สารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากรคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการศึกษา พบว่า ทัศนคติที่มีต่อการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ เป็นระบบที่มีความปลอดภัยในการเก็บข้อมูล ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ทำให้การดูข้อมูลหนังสือรับ-ส่ง สะดวก รวดเร็วเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ด้านอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประหยัดทรัพยากรขององค์กร เช่น ประหยัดเวลา กำลังคน และกระดาษ ทำให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในด้านของการรับรู้การใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ของบุคลากร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ที่นำมาใช้ปฏิบัติงานช่วยลดประมาณขยะและสร้างจิตสำนึกที่ดีในการรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งหนังสือด้วยการแนบไฟล์ข้อมูลลงในระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์สามารถนำส่งให้หน่วยงานปลายทางดำเนินการได้ทันที สามารถลดการสูญหายของหนังสือได้ ช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นลงได้ เช่น การเดินรับ – ส่งเอกสาร ลดความยุ่งยากและเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน
วิเคราะห์ตัวละครในวรรณกรรมจีนสามก๊กที่ใช้ในการบริหารงานภายในองค์กร
งานวิจัยนี้มีเพื่อศึกษาหลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊กภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อสังเคราะห์หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของตัวละครวรรณกรรม เรื่อง สามก๊ก ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน และเพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานภายในองค์กรในสถานการณ์ปัจจุบันกับผู้บริหารในหน่วยงาน ผลการวิจัย พบว่า หลักในการบริหารงานภายในองค์กรของวรรณกรรมสามก๊ก ไม่ว่าจะเป็น โจโฉ ผู้นำของวุยก๊ก เล่าปี่ ผู้นำของจ๊กก๊ก ซุนกวน ผู้นำของง่อก๊ก หรือแม้กระทั่งขงเบ้ง กุนซือหรือที่ปรึกษาทางการปกครองของเล่าปี่ ตัวละครที่มีความสำคัญไม่น้อยกว่าผู้นำทั้งสามก๊ก สามารถนำมาใช้บริหารงานและบริหารคนภายในองค์กร ได้โดยใช้หลักการของโจโฉ ในการไม่ถือยศถาบรรดาศักดิ์ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น มีน้ำใจไมตรี มีความเด็ดขาด มีความยุติธรรม ไม่เข้าข้างคนผิด ไม่คิดมุ่งร้าย ไม่สั่งงานโดยใช้อารมณ์ หากต้องการงานที่มีประสิทธิภาพ และบรรลุเป้าหมาย ควรใช้คนเก่งทุกคนในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียงว่าดีหรือไม่ อีกทั้งใช้ยังต้องใช้หลักการของเล่าปี่ ผู้ที่เป็นเหมือนนักการเมืองที่มีประสบการณ์โชกโชนในการบริหารงาน และบริหารคน ปกครองโดยใช้หลักคุณธรรมนิยม กระจายอำนาจ สร้างทีมงานที่มีคุณภาพ ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชา อีกทั้งมีความฉลาดทางอารมณ์ ควบคุมอารมณ์เก่ง สามารถปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ และค่อย ๆ สร้างบารมีด้วยคุณธรรม บริหารงานอย่างมีระบบ รวมถึงนำหลักการบริหารงาน และการบริหารคนของซุนกวน เน้นการบริหารทีมงานให้เกิดความสามัคคี วัดคนที่มีความสามารถ ส่งเสริมและพัฒนาลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชา และยังสามารถนำการบริหารงาน และการบริหารคนของขงเบ้งมาเลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ไม่ปกป้องคนผิด มีความยุติธรรม รักษาคำพูด และควรมีการมองการณ์ไกลและวางแผนอย่างรอบคอบ มีการให้รางวัลและการลงโทษอย่างชัดเจน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดมาตรฐานการทำงานร่วมกันอย่างชัดเจน มีการติดตามตรวจสอบที่ดี มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน มีมาตรฐานเหมาะสม และหลักการสำคัญในการใช้คน คือ การใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ใช้คนตามความสามารถ ซึ่งศิลปะการใช้คนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง บางคนเก่งอีกด้านแต่ไม่เก่งอีกด้าน เราจึงต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใช้คนให้เหมาะสมกับงาน ถึงจะเรียกได้ว่า ใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งพื้นฐานสำคัญของผู้บริหารในการเอาชนะใจผู้ใต้บังคับบัญชา คือ เวลาที่ผู้บริหารให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานก็จะได้ทำงานตามความสามารถตามความถนัด เมื่อคนเราได้ทำงานตามความสามารถ ตามความถนัด ผลงานย่อมจะออกมาดี เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชามีผลงานผู้บริหารจะตบรางวัล กล่าวชมเชย หรือจะมอบสิ่งของมีค่าแทนคำขอบคุณก็ย่อมจะทำได้ ทั้งยังทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีกำลังใจที่จะทำงานให้กับองค์กรอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยเฉพาะผู้บริหารที่มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่เก่งกว่า ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้แสดงความสามารถได้เต็มที่ ไม่กีดกัน ไม่หวาดระแวง ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะเก่งกว่าเรา จะดีกว่าเรา จะเด่นกว่าเรา แต่ควรมองการณ์ไกล ใจกว้าง สร้างความเชื่อใจ และความไว้วางใจให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา เชื่อมั่นในตัวผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บริหารควรจะต้องใช้คุณธรรม เมตตาธรรม มัดใจผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้งานที่ออกมามีประสิทธิภาพ องค์กรมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นผู้บริหารควรที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สรรเสริญยกย่องคนดีขึ้นมา เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดีในองค์กรเพื่อให้ทุกคนมีต้นแบบที่ดีในการทำงาน