จำนวน Repository ( 62 )
การพัฒนาชุดการเรียนสำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู
การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (ทั้งนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รับการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จากคุรุสภาเป็นแห่งแรก) จำนวน 45 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.97/88.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนด้วยการใช้ชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีค่าเฉลี่ยโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.30S.D.=0.69)
การพัฒนาระบบเทียบโอนรายวิชาในสถาบันอุดมศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาระบบการเทียนโอนรายวิชาในสถาบัน อุดมศึกษา หาประสิทธิภาพของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และหาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการใช้งานการเทียบโอนรายวิชา ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เครื่องมือที่ใช้สำหรับทดสอบหาคุณภาพโปรแกรม คือ แบบประเมิน ซึ่งแบบประเมินนี้เองได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กับผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลในโครงงานนี้ ได้แบ่งลักษณะการเก็บข้อมูลออกได้ 2 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ และความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งหัวข้อในการประเมินออกเป็น 3 หัวข้อ มีรายละเอียดดังนี้ 1. ด้านรูปแบบของโปรแกรม 2. ด้านการใช้งานของโปรแกรมและอุปกรณ์ 3. ด้านประสิทธิภาพโปรแกรม จากผลของการวิเคราะห์ข้อมูลด้านรูปแบบโปรแกรม ของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.77 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และ S.D.0.38 แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนราย วิชา ตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตมีคุณภาพดีมาก ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานของโปรแกรมและอุปกรณ์ของระบบการเทียบโอนายวิชา ตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.13 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี และ S.D. 0.57 แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต มีคุณภาพดี ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลด้านประสิทธิภาพโปรแกรมของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.50 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และ S.D. 0.57 แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครผ่านระบบอินเตอร์เน็ต มีคุณภาพดีมาก สามารถนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในด้านการใช้สารสนเทศทางอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ รวมทั้ง ศึกษาความเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในด้านการใช้สารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาที่กาลังศึกษาอยู่ ในปีการศึกษา 2555 ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศไทยจานวน 893 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบ ว่า 1. นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยในทุกด้าน ทั้ง ในด้านการ อ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูดและการฟัง 2. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในรายข้อ พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีพฤติกรรมการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3. นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านการอ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูด และการฟัง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ซึ่งเห็นด้วย อยู่ในระดับมากเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ใน ด้านการอ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูดและการฟัง
ปัญหาและการใช้นวัตกรรมการเรียนการสอนของอาจารย์ในคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
This is a survey research. Its aim is an attempt to study and present the problems and Utilization of Instruction Innovations of Faculty of Industrial Education’s lecturesRajamangala University of Technology Phra Nakhon. The data collections were selected from population sampling of the Faculty of Industrial Education which consist of four departments with 38 lecture samples by using the purposive sampling. Research Methodology To study the problems and utilization of instruction innovations of the Faculty of Industrial Education’s lecture questionnaires were provided to collect data by using the average percentage value of standard deviation T-test and F-test technique. The following research results are : 1. The sexual differences of lectures has no any problems in using instruction innovation. 2. The different age levels of lecture have no problems in using instruction innovation. 3. For the lecture’s educational background there are no any problems in using instruction innovation. 4. Lectures in different departments of Faculty of Industrial Education have no any problems in using instruction innovation. 5. Lectures of Faculty of Industrial Education have a problem in using instruction innovation is at the moderate level. 6. According to the research results the most internal important problematic factor is the attitude’s lecture toward the necessary of instruction innovation. 7. The most external important problematic factor is the lack of financial supporting on production instruction innovation. 8. Lectures under the Civil Engineering and Mechanical Engineering department have problems in difficulty of using instruction innovation more than Electrical Engineering’s lecturers.
การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนภาษาไทยเบื้องต้นเพื่อการสื่อสารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
The purpose of the study was fourfold: 1) to construct a computer-assisted-instruction (CAI) of Basic Thai for Business Communication at 2) to determine the efficiency of the CAI at 80/80; 3) to compare the student learning achievement of the CAI based on the pretest and posttest scores ; and 4) to determine the students’ satisfaction towards the CAI. The subjects of the study were the 30 first-year undergraduate students majoring in Finance and Marketing the Faculty of Business Administration at Rajamangala University of Technology Pranakorn in 2008. The instrument and procedures comprised 4 parts. Part one contains the 8 units of CAI of Basic Thai for Business Communication each consisting of examples an end-of-unit exercise and a 5-item-end-of-unit test to measure lesson efficiency. Part two is the try-out CAI to determine its efficiency based on the results of the three respective groups which were initially 6 students majoring in Accountancy then 10 students majoring in Accountancy and finally 30 students majoring in Accountancy from the Faculty of Business Administration. The data were analyzed in percentage and mean. Part three comprises the tests consisting of the 30-item pretest and posttest containing the shuffled pretest items to compare the student achievement. The learning achievement was determined by t-test. Part four is the 10-rating scale items to survey the students’ satisfaction towards the CAI. The data were interpreted in mean score.The results indicated as follows: 1) the CAI of Basic Thai for Business Communication can be effectively complemented to teaching and learning; 2) the efficiency indication of the CAI of Basic Thai for Business Communication was higher than the set criteria 80/80 at 84.58/87.44; 3) the posttest scores were significantly higher than the pretest scores at 0.05; 4) The students were extremely satisfied with the CAI of Basic Thai for Business Communication in all aspects at Σ x 4.37.