จำนวน Repository ( 757 )
การศึกษาประสิทธิภาพทิศทางการกัดงานที่มีผลต่อความหยาบผิวโดยวิธีการทากุชิ
A Study direction milling affecting surface roughness by the Taguchi method with a 10 mm. bite milling cutter the direction of milling is clockwise G41 and counter clockwise milling. G42 is intended to measure the milling direction of the workpiece by testing with brass and aluminum materials. By measuring the milling direction the feed rate is 100 mm / min the speed is 1500 rpm and the depth of milling is 3 mm. The clockwise and counterclockwise hands provide better surface roughness and from the test the factors that affect the roughness of the surface are brass and aluminum. The coefficient of variation in surface roughness of the test specimens was 4 factors namely feed rate of 80 100 and 120 mm/min speed of 1200 1500 and 1800 rpm. The 3 4 and 5 mm workpieces are machined and the milling direction is divided into two parts: G41 clockwise bite counterclockwise G42 brass and brass material testing. It is found that the correct direction for brass milling is the direction of machining G41 with a cutting speed of 1200 rpm. The feed rate is 120 mm/min. And the depth of bite is 4 mm. The surface roughness of the workpiece is minimal. The surface roughness is 0.84 ?m. The optimum direction for aluminum milling is G42 cutting direction. The cutting speed is 1200 m/min. The feed rate is 120 mm/min. And the depth of biting is 5 mm. The surface roughness of the workpiece is minimal. The surface roughness was 0.75 ?m.
การพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานทะเบียน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
การวิจัย เรื่อง การพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานทะเบียน คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการลงทะเบียนไม่ทันตามปฏิทินการศึกษาช่วงเวลาการลงทะเบียน ของนักศึกษา คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพการให้บริการงาน ทะเบียนให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยศึกษาข้อมูลทั่วไป สาเหตุที่ทำให้นักศึกษาลงทะเบียน ออนไลน์ไม่ทันตามช่วงเวลา ความพึงพอใจต่อการใช้บริการงานทะเบียนสำหรับนักศึกษา ประชากร ในทางการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาที่เข้าศึกษาในปีการศึกษา 2558 จำนวน 472 คน วิเคราะห์ข้อมูล ทางสถิติโดยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1. ด้านข้อมูลทั่วไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 72.03 มีอายุ ระหว่าง 19-20 ปี ร้อยละ 78.81 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ร้อยละ 35.17 โดยส่วนใหญ่ใช้ ระบบอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์ ร้อยละ 70.97 และมีการเข้าใช้ระบบทะเบียน ออนไลน์มากกว่า 1 ครั้งต่อเทอม ร้อยละ 86.86 สำหรับเมนูในระบบทะเบียนออนไลน์ที่นักศึกษาเข้า ใช้มากที่สุดคือ เมนูการลงทะเบียน ตารางเรียน/สอบ และผลการศึกษา ร้อยละ 100 และสาเหตุหลัก ที่ทำให้นักศึกษาลงทะเบียนไม่ทันตามช่วงเวลา คือ จำรหัสผู้ใช้และรหัสผ่านไม่ได้ หรือรหัสผ่านไม่ ถูกต้อง ร้อยละ 47.46 2. ด้านความพึงพอใจต่อการใช้บริการงานทะเบียนสำหรับนักศึกษา ผลการวิเคราะห์ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นว่าการใช้บริการงานทะเบียน ได้รับความพึงพอใจในระดับมาก ใน ทุกประเด็นโดยรวม (X =3.59 S.D.=0.16) โดยมีระดับความพึงพอใจสูงสุดในระดับมาก ด้านการ ตอบสนอง ความเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการ ประเด็นเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความเข้าใจและแม่นยำใน ระเบียบกฎเกณฑ์เป็นอย่างดี ( X =4.32 S.D.=0.78) ผลการศึกษาครั้งนี้ พบว่าระดับความพึงพอใจต่อการใช้บริการงานทะเบียนที่มี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่มีความเอาใจใส่ต่อผู้รับบริการ เอกสารคำร้องมีความชัดเจนเข้าใจ ง่าย ทั้งนี้ควรมีอุปกรณ์สารสนเทศให้บริการอย่างเพียงพอ มีขั้นตอนการรับบริการอย่างชัดเจน นอกจากนั้นการพัฒนาระบบทะเบียนออนไลน์ให้มีความสะดวก ความรวดเร็วในการเข้าสู่ระบบ การ จัดหมวดหมู่ และข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการงานทะเบียนอย่าง มีประสิทธิภาพต่อไป
การพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) หาประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม และ3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 3 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 15 คน และนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 4 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557จำนวน 13 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ดังนี้ กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และกลุ่มควบคุม คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ส่วนของการป้อนและการแสดงผลของโปรแกรม ทฤษฎีพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของสายอากาศ 2. ผลการประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.13/82.67 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ พบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองที่เรียนจากโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีผลสัมฤทธิ์เกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโคร สตริปที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์เทเวศร์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิศวกรรมไมโครเวฟ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 15 คน ทำการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า ชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีทั้งหมด 3 บทเรียน ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม จำนวน 13 ข้อ ใบเนื้อหา จำนวน 91 หน้า การนำเสนอเนื้อหาด้วยเพาเวอร์พอยต์ จำนวน 178 เฟรม การนำเสนอเนื้อหาด้วยชุดสาธิต จำนวน 3 ชุด แบบทดสอบท้ายบทเรียน จำนวน 45 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ผลการหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนแบบทดสอบท้ายบทเรียนเฉลี่ย 12.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.44 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 และการทำคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 24.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 จึงสามารถสรุปได้ว่าชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/80.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 2. ผลเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 80.00 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 20.89 จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นหลังจากได้เรียนกับชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น 3. ผลศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (X ̅=3.93 S.D.=0.84)