จำนวน Repository ( 96 )
Teaching-learning models on acceptance and learning development in food processing of agro-industry student, RMUTSV
Student satisfactory survey in Food Processing courses held at Rajamangala university of Technology Srivijaya was carried out. Twenty four undergraduate students in the program of Food Science and Technology were selected and evaluated the questions based on course content course material teaching techniques; lectures and practical part report and presentation and field trip.The satisfactory on the course content was found to be very high level. Teaching techniques were found to be no statistically significant (p<0.05). However students had the most preference toward the lectures giving by using Power Point Presentation as a teaching technique. On the other hand practical part of the course was found to be very useful appropriate in daily life and important skill for a professional food scientist. Notablyreport and presentation was very useful to improve English reading Thai editing and presentation skill. Field trip study was suggested to be significantly additional learning experience as well as course assignment presentation. In addition good relation between lectures and students had highly significant important for enhancing learning process.
The development of wbi on computer assisted instruction course using problem-based learning and demonstration techniques
This experimental research had five objectives: 1) to develop Web-Based Instruction (WBI) on Computer Assisted Instruction Course Using Problem-Based Learning and Demonstration Technique; 2) to evaluate the efficiency of the developed WBI according to Meguigans’s standard; 3) to compare the students’ learning achievements by pre-test and post-test; 4) to evaluate the students’ practical work and 5) to measure the students’ satisfaction towards the WBI. The samples in this research selected by purposive sampling consisted of 24 under graduate students in Academic Year 2/2012 of Department of Computer Education Faculty of Technical Education King Mongkut’s University of Technology North Bangkok. The research tools consisted of six units of the WBI a student’s learning achievement test administered before and after learning with the WBI video demonstration and problem based questions. The statistic employed in this research were the Meguigans’s standard t-test mean and Standard Deviation. Research results showed that; 1) the efficiency of the developed WBI was 1.22 according to Meguigans’s standard; 2) the students effectiveness after using the WBI was significantly higher than before using it at .05; 3) the average score of the practical work was 88.68 higher than 80; 4) the students’ satisfactory was at a good level. In conclusion the developed WBI can be used for the target group properly.
การพัฒนาชุดการเรียนสำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูเพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู
การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (ทั้งนี้เนื่องจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ได้รับการรับรองหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู จากคุรุสภาเป็นแห่งแรก) จำนวน 45 คน โดยใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการวิจัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.97/88.43 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังเรียนด้วยการใช้ชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้สำหรับผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเพิ่มสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้กับความเป็นครู มีค่าเฉลี่ยโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.30S.D.=0.69)
การพัฒนาระบบเทียบโอนรายวิชาในสถาบันอุดมศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาระบบการเทียนโอนรายวิชาในสถาบัน อุดมศึกษา หาประสิทธิภาพของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และหาความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อการใช้งานการเทียบโอนรายวิชา ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เครื่องมือที่ใช้สำหรับทดสอบหาคุณภาพโปรแกรม คือ แบบประเมิน ซึ่งแบบประเมินนี้เองได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้กับผู้เชี่ยวชาญ และกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งการเก็บรวบรวมข้อมูลในโครงงานนี้ ได้แบ่งลักษณะการเก็บข้อมูลออกได้ 2 ด้าน คือ ด้านคุณภาพ และความพึงพอใจของผู้ใช้ ซึ่งหัวข้อในการประเมินออกเป็น 3 หัวข้อ มีรายละเอียดดังนี้ 1. ด้านรูปแบบของโปรแกรม 2. ด้านการใช้งานของโปรแกรมและอุปกรณ์ 3. ด้านประสิทธิภาพโปรแกรม จากผลของการวิเคราะห์ข้อมูลด้านรูปแบบโปรแกรม ของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.77 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และ S.D.0.38 แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนราย วิชา ตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตมีคุณภาพดีมาก ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานของโปรแกรมและอุปกรณ์ของระบบการเทียบโอนายวิชา ตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.13 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดี และ S.D. 0.57 แสดงว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต มีคุณภาพดี ผลของการวิเคราะห์ข้อมูลด้านประสิทธิภาพโปรแกรมของระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาเครื่องกล (หลักสูตรใหม่ 2550) ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีค่าเฉลี่ย 4.50 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และ S.D. 0.57 แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นตรงกันว่าระบบการเทียบโอนรายวิชาตามหลักสูตรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครผ่านระบบอินเตอร์เน็ต มีคุณภาพดีมาก สามารถนำเสนอได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในด้านการใช้สารสนเทศทางอินเตอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ รวมทั้ง ศึกษาความเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในด้านการใช้สารสนเทศทางอินเตอร์เน็ต เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาที่กาลังศึกษาอยู่ ในปีการศึกษา 2555 ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศไทยจานวน 893 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบ ว่า 1. นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ต เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยในทุกด้าน ทั้ง ในด้านการ อ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูดและการฟัง 2. เมื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในรายข้อ พบว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีพฤติกรรมการใช้งาน อินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน 3. นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในด้านการอ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูด และการฟัง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน ซึ่งเห็นด้วย อยู่ในระดับมากเป็นส่วนใหญ่ ทั้ง ใน ด้านการอ่าน ด้านการเขียน และด้านการพูดและการฟัง