จำนวน Repository ( 16 )
การพัฒนาชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมโดย การผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพ ทำการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดสื่อประสมระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนและเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษา และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 แขนงวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม จำนวน 27 คน ทำการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพ พบว่า ชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 73.58/70.74 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 70/70 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพที่พัฒนาขึ้นระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักศึกษาที่เรียนด้วยชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาหลังใช้ชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมโดยการผสมผสานการเรียนรู้แบบทักษะปฏิบัติเดวีส์และการเรียนรู้แบบร่วมมือเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาสำหรับนักศึกษาทางสาขาวิชาชีพที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อชุดสื่อประสม เรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพลด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
การพัฒนาโปรแกรมจำลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/Simulink
มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมจาลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/Simulink 2) เพื่อหาประสิทธิภาพโปรแกรมจาลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/ Simulink และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลการคานวณจากโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นกับผลจากการคิดคานวณ ค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงที่นามาพัฒนาเป็นโปรแกรมนั้น แบ่งตามประเภทของสายส่งในอากาศซึ่งขึ้นอยู่กับความถี่และการใช้งาน ได้แก่ สายส่งสัญญาณแบบสองสาย สายส่งสัญญาณแบบระนาบคู่ และสายส่งสัญญาณแบบโคแอกซ์ ส่วนประกอบของโปรแกรม แบ่งเป็น 3 หน้าจอ ได้แก่ หน้าจอหลัก หน้าจอแสดงโปรแกรมหลัก และหน้าจอคานวณค่าพารามิเตอร์ การตรวจสอบหาคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญจานวน 5 ท่านที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินการตรวจสอบคุณภาพ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 การทดสอบโปรแกรม และส่วนที่ 2 การทดสอบระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมจาลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/Simulink มีโครงสร้างของการออกแบบโปรแกรม แบ่งการทางานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ ส่วนการคานวณโปรแกรมสายส่งสัญญาณสองสาย ส่วนการคานวณโปรแกรมสายส่งสัญญาณระนาบคู่ และส่วนการคานวณโปรแกรมสายส่งสัญญาณโคแอกซ์ ซึ่งในการคานวณโปรแกรมแต่ละส่วนมีหลักการทางานของโปรแกรม ซึ่งการคานวณโปรแกรมแต่ละส่วนมีหลักการทางานของโปรแกรม แบ่งออกเป็น กาหนดเงื่อนไขของขอบเขตของสายส่ง คานวณค่าความจุ คานวณค่าความนา คานวณค่าความเหนี่ยวนา คานวณค่าความต้านทาน และคานวณค่าอิมพีแดนซ์ ซึ่งการคานวณทุกส่วนสามารถแสดงผลการคานวณ เลือกการคานวณสายส่งสัญญาณแบบต่าง ๆ ซึ่งโปรแกรมที่คณะผู้วิจัยทาการพัฒนานี้ แบ่งสายส่งสัญญาณตามประเภทการใช้งานและความถี่ จานวน 3 สายส่งสัญญาณ ได้แก่ สายส่งสัญญาณแบบสองสาย สายส่งสัญญาณแบบระนาบคู่ และสายส่งสัญญาณแบบโคแอกซ์ 2. ผลการหาประสิทธิภาพโปรแกรมจาลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/ Simulink แบ่งออกเป็น 2 ส่วน พบว่า ส่วนที่ 1 ผลการทดสอบความถูกต้องทางด้านภาษาคาสั่งและความสามารถในการทางาน ส่วนย่อยทั้ง 5 กระบวนการทางาน มีความถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาดในกระบวนการ ซึ่งกระบวนการทางานแต่ละกระบวนการทางานมีความเชื่อมโยงกันตามที่ได้ออกแบบไว้ โดยภาพรวมการพัฒนาระบบสามารถทางานได้ไม่เกิดข้อผิดพลาด และเมื่อทาการประเมินการยอมรับระบบ พบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถนาไปใช้เป็นเครื่องมือวิจัยได้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการออกแบบ เรื่องมาตรฐานการออกแบบ คุณภาพการออกแบบ และโครงสร้างที่ออกแบบไม่ซับซ้อนเป็นที่ยอมรับ ข จากผู้เชี่ยวชาญ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ระหว่าง 80% - 83% ด้านกระบวนการทางานเรื่องการเรียงลาดับกระบวนการทางาน การเข้าใจในภาษาที่ใช้ในการทางานเป็นที่ยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ระหว่าง 84% - 80% และด้านหน้าที่การทางานเรื่องวิธีการทางานในแต่ละการทางาน ความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานเป็นที่ยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์อยู่ระหว่าง 89% - 79% และส่วนที่ 2 การหาประสิทธิภาพการทางานของโปรแกรมจาลองค่าพารามิเตอร์สายส่งความถี่สูงโดยใช้ Matlab/Simulink ที่พัฒนาขึ้น พบว่า โปรแกรมจาลองที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพการทางานอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.04𝑆.𝐷.=0.36) 3. ผลการเปรียบเทียบระหว่างผลการคานวณจากโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นกับผลจากการคิดคานวณ มีผลการคานวณที่ตรงกัน จึงแสดงให้เห็นว่า โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นสามารถนาไปใช้แทนการคานวณด้วยมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการทฤษฎีและการปฏิบัติในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยจำแนกตามเพศ และคณะที่กำลังศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 9 คณะ จำนวน 380 คน ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและในแต่ละชั้นภูมิใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรแปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำไปทดสอบเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีของเซฟเฟ่ (Scheffe’s) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการทฤษฎี และการปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละลักษณะรายวิชาทฤษฎี พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัล อันดับที่ 1 สื่อการสอนและเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI E-book และ E-Learning อันดับที่ 2 สื่อสังคม ได้แก่ YouTube Google+ และ Google Classroom และอันดับที่ 3 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แบบจำลองสถานการณ์ Tablet และหุ่นจำลอง สำหรับลักษณะรายวิชาปฏิบัติ พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัล อันดับที่ 1 สื่อสังคม ได้แก่ Facebook Google Classroom และYouTube อันดับที่ 2 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ E-Training E-Learning และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI และอันดับที่ 3 สื่อการสอนและเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ หุ่นจำลอง แบบจำลองสถานการณ์ และเกมส์ Kahoot กระดานอัจฉริยะ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการทฤษฎี ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยจำแนกตามเพศ คณะที่กำลังศึกษา พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครจำแนกตามเพศ โดยรวม ข และรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะ รายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำแนกตามคณะที่กำลังศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อ พิจารณารายด้าน พบว่า สื่อการเรียนรู้แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสิถิติที่ระดับ 0.05
การพัฒนาชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการสอนวิศวกรรมสายอากาศ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป 2) เพื่อ หาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป และ 3) เพื่อศึกษา ความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการเรียนการ สอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 แขนงวิชา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ โทรคมนาคม สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 15 คน ทำการสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์ คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพล และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา วิศวกรรมสายอากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าสถิติ t-test และค่าความคงทนในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการเรียนการสอนทางด้าน วิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พบว่า ผลการหาประสิทธิภาพชุด เรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้น พบว่า นักศึกษาทำคะแนนระหว่างเรียนได้เฉลี่ยเท่ากับ 256 คิด เป็นร้อยละ 85.33 และคะแนนหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 393 คิดเป็นร้อยละ 87.33 แสดงให้เห็นว่า ชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพล มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 85.33/87.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป สำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พบว่า การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 10.20 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 26.20 และเมื่อทำ การทดสอบค่า t-test มีค่าเท่ากับ 1.70 แสดงให้เห็นว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการ สำเร็จรูปสำ หรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา พบว่า ร้อยละของความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียน ปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพลหลังเรียนเป็น เวลา 7 วัน และ 30 วัน มีความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติสำเร็จรูป หลังเรียนแล้ว 7 วัน มีค่าเท่ากับ 90.08 และความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุด เรียนปฏิบัติสำเร็จรูปหลังเรียนแล้ว 30 วัน มีค่าเท่ากับ 77.10 แสดงให้เห็นว่า ชุดเรียนปฏิบัติการ สำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้น ทำให้นักศึกษามีความคงทนในการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การศึกษาวิจัยตลาดแรงงานกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.พระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน 2) เพื่อศึกษาแนวโน้มอาชีพของแรงงานกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สถานประกอบที่นักศึกษาของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมออกฝึกงานทางวิชาชีพ ในภาคเรียนที่ ฤดูร้อน ปีการศึกษา 2558 ทั้ง 5 สาขาวิชา จำนวน 30 บริษัท/โรงงาน และสถานศึกษาที่นักศึกษาออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 30 สถานศึกษา ซึ่งทำการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้บังคับบัญชา/ผู้จ้างที่มีต่อบัณฑิต และแบบสอบถามสอบความต้องการสมรรถนะที่พึงประสงค์ของสถานประกอบการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์สภาพการจัดการเรียนการสอนของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในการก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน พบว่า หลักสูตรที่เปิดการเรียนการสอนของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เมื่อนักศึกษาจบไปสามารถไปปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากผลการระดับความพึงพอใจของผู้บังคับบัญชา/ผู้จ้างที่มีต่อบัณฑิต ซึ่งหลักสูตรที่ผู้บังคับบัญชา/ผู้จ้างที่มีต่อบัณฑิตมีความพึงพอใจมากที่สุด ได้แก่ หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล หลักสูตรครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า หลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และหลักสูตรอุตสาหกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ตามลำดับ 2. ผลการวิเคราะห์แนวโน้มอาชีพของแรงงานกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า ยุคการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 มีการนำระบบดิจิตอลเป็นหัวใจสาคัญ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากโรบอติก เชื่อมโยงโลก ต้องการแรงงานทักษะ แต่ลดการใช้แรงงานทั่วไป ตาม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เกี่ยวกับหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการขนส่งและการบิน อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมดิจิทัล 3. ผลการวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานกับการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ของคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม ควรมีการปรับปรุงหลักสูตรที่ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ในเนื้อหาวิชา เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย และเน้น Soft Skill เพื่อทันต่อสังคมในปัจจุบัน เน้นคุณธรรมจริยธรรม มีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันท่วงที