จำนวน Repository ( 156 )
การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพการตัดเฉือนของโปรแกรมงานกัดด้วยเครื่องกัดอัตโนมัติสำหรับการผลิตชื้นส่วนในอุตสาหกรรม
โครงการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิภาพการตัดเฉือนของโปรแกรมงานกัดด้วยเครื่องกัดอัตโนมัติสำหรับการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรม โดยการเปรียบเทียบทิศทางการกัดงานที่ผ่านการกัดโดยใช้ G41 และ G42 เอ็นมิลล์่ขนาด 12 มม. 4 คมตัดชิ้นงานที่ใช้ในการทดสอบเป็นเหล็ก S45C โดยกัดชิ้นงานที่ระยะทาง 3000 มม. ใช้เครื่องกัดจำนวน 3 เครื่อง การวิจัยนี้ทดลองภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ผลการวิจัยและทดสอบข้อมูลทางสถิติโดยการเปรียบเทียบโปรแกรมการกัดงาน โดยใช้ G41 และ G42 ปรากฎว่าชิ้นงานที่ผ่านการกัดงานโดยใช้ G41 และ G42 มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 โดยชิ้นงานที่ผ่านการกัดงานโดยใช้ G41 การสึกหรอที่ดอกเอ็นมิลล์จะเกิดขึ้นน้อย แต่ผิวที่ได้จะมีความหยาบส่วนชิ้นงานที่ผ่านการกัดงานโดยใช้ G42 การสึกหรอที่ดอกเอ็นมิลล์จะเกิดขึ้นมาก แต่ผิวที่ได้จะมีความละเอียดมากกว่า
การศึกษาความสามารถในการออกแบบและการผลิตของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CAD/CAM
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถด้านการออกแบบและการผลิตของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ CAD/CAM จำนวน 2 โปรแกรม คือ โปรแกรม A และ B ซึ่งเป็นโปรแกรมด้น CAD/CAM ที่นิยมใช้ในประเทศไทย แต่มีราคาโปรแกรมที่แตกต่างกัน โดยทดลองการทำงานของโปรแกรมกับการทำงานแบบลายเส้น 2 มิติ จำนวน 3 ลักษณะงาน เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในด้านการแปลงข้อมูล (Postprocessor) เป็น NC Code เวลาในการกัดงานและความแม่นยำของชิ้นงานที่ผลิต การวิจัยนี้ทดลองภายใต้เงื่อนไขเดียวกันทุกประการ ผลการวิจัยและทดสอบข้อมูลทางสถิติปรากฏว่า การถ่ายโอนข้อมูลระหว่างโปรแกรม Auto CAD 2002 เข้าสู่โปรแกรม A และ B มีความสมบูรณ์ 100% จำนวนบรรทัด NC Code ที่ผ่านการ CAM และการแปลงข้อมูลจากโปรแกรม A และโปรแกรม ไม่มีความแตกต่างกัน เวลาในการตัดเฉือนด้วยการกัดงานปรากฏว่าโปรแกรม A และโปรแกรม B ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนความแม่นยำของขนาดที่ได้จากลักษณะงานทั้ง 3 พบว่าชิ้นงานที่ผ่านการตัดเฉือนด้วย NC Code จากโปรแกรม A และโปรแกรม B ไม่มีความแตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05
การศึกษาช่วงตัวแปรที่เหมาะสมในการชุบแข็งและบำบัดเย็นเหล็กกล้าพีเอ็มเกรด เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพแม่พิมพ์ตัดสำหรับการผลิตชิ้นส่วนในอุตสาหกรรม
การวิจัยนี้เป็นการชุบแข็งเหล็กกล้าผงอัดรีด ส่วนผสม 1.50%C 100%Si 8.00%Cr 1.50%Mo 0.40%Mn 4.0%V ภายใต้กระบวนการทางความร้อนและบำบัดเย็นต่างกัน 3 ตัวแปร เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการต้านทานการสึกหรอของแม่พิมพ์ตัด โดยอบเหล็กกล้าให้ร้อนถึงอุณหภูมิออสเทนไนท์ที่อุณหภูมิ 1030°C คงอุณหภูมิ 30 นาที จากนั้นชุบแข็งด้วยแก๊สไนโตรเจนความดัน 3 บาร์ เย็นตัวลงถึงอุณหภูมิต่างกัน ประกอบด้วยที่อุณหภูมิ 35°C (ห้อง) ที่อุณหภูมิ -147°C และ -192°C โดยคงอุณหภูมิไว้ 4.0 ชั่วโมง จากนั้นอบคืนตัวที่อุณหภูมิ 525°C จำนวน 2 ครั้ง เจียนระไนขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนแม่พิมพ์ตัด (Banking Die) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของพั้นซ์ 10 มม. สำหรับตัดเหล็กแผ่น SUS 304 ความหนา 1.13 มม. จำนวน 20000 ครั้ง ผลการวิจัยปรากฏว่า มีความแข็ง 61.0 HRC. 61.0 HRC. และ 60.2 HRC. ตามลำดับ ไม่ต่างกันมากนัก ส่วนดายเป็น 59.9 HRC. 60.6 HRC. และ60.4 HRC. ตามลำดับ สำหรับแม่พิมพ์ที่ใช้ตัวแปรการเย็นตัวหลังชุบแข็งถึงอุณหภูมิห้องพั้นซ์มีน้ำหนักลดลง 0.0179 กรัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเป็น 9.835 มม. ชิ้นงาน (Blank) มีขนาดของ Cut Band ช่วงเริ่มตัด 0.460 มม. เมื่อตัดถึง 20000 ครั้ง มีค่าเป็น 0.646 มม. สำหรับแม่พิมพ์ที่เย็นตัวหลังชุบแข็งถึงอุณหภูมิ -147°C ผลการตัดปรากฏว่าพั้นซ์น้ำหนักลดลง 0.0079 กรัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเป็น 9.907 มม. ขนาด Cut Band ช่วงเริ่มตัด มีค่า 0.659 มม. และช่วงการตัดที่ 20000 ครั้ง มีค่าเป็น 0.448 มม. ส่วนแม่พิมพ์ที่เย็นตัวหลังชุบแข็งถึงอุณหภูมิ -192°C ผลการตัดปรากฎว่าพันซ์น้ำหนักลดลง 0.0173 กรัม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลดลงเป็น 9.886 มม. ขนาด Cut Band ช่วงเริ่มตัด มีค่า 0.633 มม. และช่วงการตัดที่ 20000 ครั้ง มีค่าเป็น 0.530 มม. ผลการวิจัยสรุปได้ว่าชิ้นงานที่ผ่านการชุบเย็นเมื่อเริ่มตัดจะมีการสึกหรอมากกว่า หลังจากจำนวนครั้งในการตัดเพิ่มขึ้นอัตราการสึกหรอจะช้าลง และพฤติกรรมการสึกหรอของคมตัดจากลักษณะการกระแทกของพั้นซ์และดายสำหรับตัดชิ้นงานพบว่าเป็นการสึกหรอแบบ Abrasive wear การบำบัดเย็นแต่เพียงครั้งเดียวหลังจากการเย็นตัวจากอุณหภูมิออสเทนไนท์ยังไม่สามารถลดออสเทนไนท์ตกค้างได้ทั้งหมด ควรบำบัดเย็นระหว่างการอบคืนตัวแต่ละครั้งและเวลานานขึ้นกว่า 20 ชั่วโมง และหลังจากการเจียระไนขั้นสุดท้าย (Finish to size) แล้วควรลดความเค้นอีกครั้ง จะสามารถคงสภาพคมตัดได้นานกว่า
การศึกษาสูตรและพัฒนากรรมวิธีการผลิตปลานิลหยอง
This research aimed to study the basic recipes of making “Pla Nil Yong” were studied. The Completely Randomized Design (CRD) was used to evaluate the sensory property in overall liking the characteristic appearances color flavour taste and texture. There were used 30-testers and a 9-Point Hedonic Scale were used. The study found that the second basic recipe had the highest scores in overall satisfaction. The 3 types of heating of fish meat production used were: Steaming Pressure Cooking and Broiling. It was found that the Pressure Cooking had the highest scores of all averages. The Steaming and the Pressure Cooking made the fish fiber fluffier than the Broiling. By the color variation of finishing product was as follow: Brightness (L*) 53.91 Red (a*) 10.50 Yellow (b*) 30.25 aw 0.57. By the amount of total microorganism 2.5x102 CFU/g Yeast and Fungus <25 CFU/g Moisture 4.75% Fat 6.54% Protein 48.06% Ash 7.47% Fiber 0.54% Carbohydrate 32.64%. The study of 3-differrent-temperature of storage were 28 40 and 50 degree Celsius. In 90-day storage checking; found that all of the three variation had overall liking the characteristic appearances and color were different but flavour taste and texture were of no difference. The total amount of microorganisms: yeast and fungus were a lower standard. The production cost of Pla Nil Yong is 397.10 bahts per kilogram.
การศึกษากรรมวิธีการผลิตเครื่องปรุงผงก๋วยเตี๋ยวผัดไทย
This paper aimed to study the process of making instant Pad Thai powder by Spray Drying method. The appropriate temperature of hot gas and the quantity of Maltodextrin in processing instant Pad Thai powder by Spray Drying method were studied. Factorial in Completely Randomized Design (CRD) was used. The study found that the appropriate quantity of Maltodextrin was 20% and the appropriate temperature for in and out hot gas was 150/90 ºC. The color variation of the finishing instant Pad Thai powder was as follow: Bright colors L* 88.32 Red a* 0.99 Yellow b* 8.26. The color variation after cooking the product was: Bright colors L* 30.73 Red a* 3.08 Yellow b* 8.25. aw 0.22. The moisture of the powder was 1.24. Then the consumer satisfaction was studied by using 3 types of Pad Thai Noodles; Pad Thai Noodles with Instant pad Thai Powder Pad Thai Noodles with regular Pad Thai sauce and Pad Thai Noodles sold in general market. Randomized Complete Block Design RCBD was used. The study of the consumer satisfaction revealed that there was no difference between pad Thai Noodles made with Instant Pad Thai Powder and Pad Thai Noodles made with regular Pad Thai sauce at the statistical significance (p>0.05). The testers rated the overall taste of Pad Thai Noodles at 7.57. Next the researcher studied the expiration period of Instant Pad Thai Powder by packing the product in double vacuum foil and storage the product at 4 different temperatures 30 35 45 and 55 degree Celsius. Then the product was studied to evaluate the physical chemical microorganism and sensory property. The product kept at 55 ºC was the most different of the four storage products at p ≥ 0.05 with the highest level of consumer satisfaction at color = 7.33 smell = 7.30 taste = 7.90 texture = 7.57 and total = 7.40. The amount of microorganism yeast and fungus were at the safe level to comsume.