จำนวน Repository ( 15 )

การพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลือกและหยวกกล้วยหยีจากส่วนเหลือทิ้งในการผลิตกล้วยตากของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม
การพัฒนาผลิตภัณฑ์เปลือกและหยวกกล้วยหยีจากส่วนเหลือทิ้งในการผลิตกล้วยตากของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านบางตาโฉม

Product Development of Spicy Candied Banana Peels and Pseudo-stems from Waste of Dried Banana Production at Ban Bang Ta Chom Community Enterprise. The purpose of this study was developing formula and prototype of spicy candied from Banana Peels and Pseudo-stems waste of dried banana production for 3 products such as Banana Peels Spicy Candy Pseudo-stems Spicy Candy and Banana Peels and Pseudo-stems Gummy. The suitable condition for Banana Peels Spicy Candy was using banana peels as 20% after using tamarind sauce as 20% and fructose syrup as 20%. The result of physical analysis showed that : products have brown dark color flavor and taste sour and sweet and chemical analysis Total dietary fiber: TDF = 8.05 g : 100 and Total sugar = 66.82 g : 100 g The suitable condition for Pseudo-stems spicy candy was using Pseudo-stems as 20% after using tamarind sauce as 20% and fructose syrup as 20%. The result of physical analysis showed that : products have brown dark color flavor and taste sour and sweet and chemical analysis Total dietary fiber: TDF = 10.55 g : 100 g and Total sugar = 66.48 g : 100 g The suitable condition for Banana Peels and Pseudo-stems Gummy was using Banana Peels and Pseudo-stems as 15% after using flavored fruit juice as 75% and fructose syrup as 30%. The result of physical analysis showed that : products have brown light color flavor and taste sour and sweet and flexible texture chemical analysis Total dietary fiber: TDF = 18.91 g : 100 g and Total sugar = 40.85 g : 100 g The shelf life of 3 products in vacuum packaging (VP). The result of microorganism analysis less than standard for safe products. The consumer acceptability like extremely product and Interested in buying products.

2563
การศึกษาวิธีการสกัดน้ำปรุงทิพย์จากดอกบัวบาน
การศึกษาวิธีการสกัดน้ำปรุงทิพย์จากดอกบัวบาน

การศึกษาวิธีการสกัดน้ำปรุงทิพย์จากดอกบัวบานโดยศึกษาดอกบัวทั้ง 4 ชนิด คือ ดอกบัวหลวง ดอกบัวตอง ดอกบังคู่ ดอกบัวฉลองขวัญ ซึ่งจะศึกษาหาดอกบัวที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อหาว่าในจำนวน 4 ชนิดนี้ ชนิดใดให้กลิ่น รสชาติที่ดีที่สุด จากการศึกษาต้องทำการสกัดดอกบัวทั้ง 4 ชนิด ด้วยการแช่เอทานอล ทิ้งไว้ 3 วันเมื่อครบ 3 วัน ใช้ผ้าขาวบางกรองเอาเฉพาะน้ำ โดยแยกกากทิ้ง น้ำไประเหยเอทานอล โดยใช้เครื่อง Buchi Rotavapor ใช้เวลาในการระเหยทั้งหมดตัวอย่างละ 2 ชั่วโมง เมื่อเรียบร้อยแล้วเก็บสารสกัดไว้ในขวดสีชา ปิดฝาให้สนิท ที่อุณภูมิ2-4 C ในส่วนของการเตรียม จะต้องทำการหั่นดอกบัวให้เป็นแบบลูกเต๋าขนาด 1 นิ้ว แล้วนำมาแยกใส่ภาชนะ โดยนำดอกบัวที่สกัดได้ทั้ง 4 ชนิด มาหยดลงในน้ำ โดยแบ่งจำนวนของผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากสารสกัดดอกบัวฉลองขวัญเป็น 0.11 0.22 0.33 และ0.44 ml. ตามลำดับ ทำเช่นเดียวกันทั้ง 4 ชนิด แล้วปิดฝาภาชนะให้มิดชิด เก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ทิ้งไว้ 3 วัน จึงมาตรวจดูว่าดอกบัวชนิดใดมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด จากผลผลการทดลองพบว่า ในจำนวนดอกบัวทั้ง 4 ชนิดนี้ ดอกบัวที่มีประสิทธิภาพด้าน สีกลิ่น รส และการยอมรับจากผู้บริโภคมากที่สุดได้มากที่สุดเรียงลำดับไปถึงน้อยที่สุด คือ ดอกบัวฉลองขวัญ ดอกบัวหลวง ดอกบัวตอง ดอกบังคู่ ตามลำดับ

2560
การตีค่ามูลค่าทางนันทนาการของอุทยานมกุฎรมยสราญ จังหวัดนนทบุรี
การตีค่ามูลค่าทางนันทนาการของอุทยานมกุฎรมยสราญ จังหวัดนนทบุรี

Although the recreationl service of the Makut Rommaayasaran Park Changwat Nonthaburi is considered as the non-priced social welfare it can be evaluated for the recreational value from the individual travel cost method. The objectives of this study were 1)to study the scial and economic characteristics of the tourists 2) to study factors affected the recreational visiting 3) to evaluate the recreational value of Makut rommayasaran Park Changwat Nonthaburi and 4) to evaluate the future recreational value to calculate for the present value of benefits. the data were collected by interviewing 420 sampled tourists.

2559
การทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรีย Escherichia coli และ Salmonella spp. ของสารสกัดจากหอมหัวใหญ่
การทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งแบคทีเรีย Escherichia coli และ Salmonella spp. ของสารสกัดจากหอมหัวใหญ่

จากการศึกษาการสกัดสารสกัดหยาบจากหอมหัวใหญ่ ด้วยวิธีการแช่ยุ่ย (marceration) โดยใช้ตัวทาละลาย 3 ชนิด คือเฮกเซน เอทานอล และเมทานอล พบว่าการสกัดสารสกัดหยาบจากหอมหัวใหญ่ที่มีน้าหนักแห้ง 2 กิโลกรัม จะได้ปริมาณสารสกัดหยาบที่สกัดได้จากตัวทาละลายทั้ง 3 ชนิด เท่ากับ 1.305 3.260 และ1.306กรัมตามลาดับ จากการศึกษาฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย 2 สายพันธุ์ ได้แก่ Escherichia coli และ Salmonella spp. ของสารสกัดหอมหัวใหญ่โดยใช้ตัวทาละลาย คือ เอทานอล เฮกเซน และเมทานอล พบว่า สารสกัดที่สกัดด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ในการยั้บยั้งการเจริญของ Escherichia coli ได้ โดยมีขนาดของวงใสเท่ากับ 6 มิลลิเมตรแต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย Salmonella spp. ค่าความเข้มข้นต่าสุดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ Escherichia coli จากการคัดเลือกผลจากวิธี disc diffusion techniques ซึ่งพบว่าสารสกัดหอมหัวใหญ่ที่สกัดด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของ Escherichia coli ได้ จึงทาการศึกษาหาค่าความข้มข้นต่าสุด(MIC) ของสารสกัดที่สกัดด้วยเอทานอลในการยับยั้งการเจริญของ Escherichia coli ด้วยวิธี Macro broth dilution technique พบว่า ที่ความเข้มข้นของสารสกัดหอมหัวใหญ่เท่ากับ 25 50 และ 100 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร มีการตกตะกอนของสารสกัด แลสารละลายด้านบนมีลักษณะใส แสดงว่า Escherichia coli ไม่สามารถเจริญได้ เมื่อเปรียบเทียบกับที่ความเข้มข้นที่น้อยกว่า 12.5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งสารละลายขุ่นทั้งหลอด แสดงว่า Escherichia coli สามารถเจริญได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ค่าความเข้มข้นต่าสุด (MIC) ของสารสกัดที่สกัดด้วยเอทานอลในการยับยั้งการเจริญของ Escherichia coli เท่ากับ 25 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร

2559
โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์
โครงการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนักศึกษากลุ่มที่มีการทดสอบย่อยก่อนเรียนกับกลุ่มนักศึกษาที่ไม่มีการทดสอบย่อยก่อนเรียน และเพื่อศึกษาเจตคติต่อการเรียนของนักศึกษากลุ่มที่มีการทดสอบย่อยก่อนเรียนกับกลุ่มนักศึกษาที่ไม่มีการทดสอบย่อยก่อนเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์จำนวน 77 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดเจตคติต่อการเรียน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมลโดยหาค่าสถิติพื้นฐานและค่า t-test for dependent sample ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา หลังเรียนระหว่างกลุ่มทดลอง (มีการทดสอบย่อยก่อนเรียน) และกลุ่มควบคุม (ไม่มีการทดสอบย่อยก่อนเรียน) พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาวิชาศิลปะการตกแต่งเสื้อ ในกลุ่มทดลองไม่มีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และคะแนนเฉลี่ยของนักศึกษาวิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่ม และวิชาการร้อยมาลัย ในกลุ่มทดลองมีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผลการศึกษาเจตคติต่อการเรียนของนักศึกษาวิชาศิลปะการตกแต่งเสื้อ วิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่ม และวิชาการร้อยมาลัย พบว่าเจตคติต่อการเรียนของนักศึกษาโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับดี (= 3.68 4.02 และ 3.99) สรุปได้ว่า เจตคติของนักศึกษาอยู่ในระดับดีทั้งกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

2553