จำนวน Repository ( 16 )
การพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) หาประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม และ3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 3 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 15 คน และนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 4 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557จำนวน 13 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ดังนี้ กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และกลุ่มควบคุม คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ส่วนของการป้อนและการแสดงผลของโปรแกรม ทฤษฎีพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของสายอากาศ 2. ผลการประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.13/82.67 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ พบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองที่เรียนจากโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีผลสัมฤทธิ์เกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโคร สตริปที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์เทเวศร์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิศวกรรมไมโครเวฟ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 15 คน ทำการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า ชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีทั้งหมด 3 บทเรียน ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม จำนวน 13 ข้อ ใบเนื้อหา จำนวน 91 หน้า การนำเสนอเนื้อหาด้วยเพาเวอร์พอยต์ จำนวน 178 เฟรม การนำเสนอเนื้อหาด้วยชุดสาธิต จำนวน 3 ชุด แบบทดสอบท้ายบทเรียน จำนวน 45 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ผลการหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนแบบทดสอบท้ายบทเรียนเฉลี่ย 12.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.44 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 และการทำคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 24.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 จึงสามารถสรุปได้ว่าชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/80.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 2. ผลเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 80.00 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 20.89 จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นหลังจากได้เรียนกับชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น 3. ผลศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (X ̅=3.93 S.D.=0.84)
การพัฒนาชุดสื่อประสมสำหรับการสอนการสื่อสารทางแสงเพื่อพัฒนาทักษะทางปัญญาตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
The objective of the research was to develop multimedia instruction package on Optical Communication to improve cognitive skills of Thai Qualification Framework for Higher Education (TQF: HEd). The research tools consisted of the teaching documents power-point presentation the experimental set of Optical Communication and the simulation tool of fiber optic analysis. The tools were firstly observed by five experts and evaluated by 18 student sample group who registered in Optical Communication subject in Industrial Education Program of Rajamangala University of Technology Phra Nakhon. The research results showed that 1) the multimedia instruction package for Optical Communication was in a high level (X ̅=4.46S.D.=0.60) and 2) after learning students’ satisfactions were in a high level (X ̅=4.46S.D.=0.50). In conclusion the multimedia instruction package on Optical Communication to cultivate cognitive skills of TQF: HEd can be used effectively for learning and teaching on Optical Communication.
ความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยเรื่องความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และศึกษาความต้องการของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ทั้ง 9 คณะ ที่เข้าร่วมกิจกรรมปีการศึกษา 2557 จำนวน 355 คน ซึ่งกำหนดขนาดตัวอย่างตาราง Krejcie&Morgan และทำการสุ่มแบบตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยพบว่า 1.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 61.01 ศึกษาอยู่ในคณะบริหารธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 37.42 การจัดอันดับประเภทของกิจกรรมที่เคยเข้าร่วมทั้ง 5 กิจกรรม พบว่า ส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรมด้านวิชาการและวิชาชีพเป็นอันดับที่ 1 คิด เป็นร้อยละ 27.20 อันที่่ 2 ได้แก่ กิจกรรมด้านกีฬาและส่งเสริมสุขภาพ คิดเป็นร้อยละ 22.61 อันดับที่4 ได้แก่ กิจกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม คิดเป็นร้อยละ 17.24 และอันดับที่ 5 ได้แก่ กิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม คิดเป็นร้อยละ 9.58 และเมื่อพิจารณาถึงเหตุผล การเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า ส่วนใหญ่มีความสนใจการเข้าร่วมกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 72.64 1.2 ผลการวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=3.92S.D.=0.84) เมื่่อพิจารณาการจัดกิจกรรมแต่ละด้าน พบว่า การจัดกิจกรรมทุกด้านมีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ดังนี้ ด้านคุณภาพของกิจกรรมนักศึกษา (=4.00S.D.=0.81) รองลงมาได้แก่ ด้านกระบวนการจัดกิจกรรมนักศึกษา (=3.82S.D.=0.85) ด้านเจ้าหน้าที่ / วิทยากร (=3.96S.D.=0.88) และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (=3.91S.D.=0.81) 1.3 ผลการวิเคราะห์ความต้องการของนักศึกษาชั้นปีที่1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีความต้องการต่อการจัดกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (=3.98S.D.=0.85) เมื่อพิจารณาการจัดกิจกรรมแต่ละด้าน พบว่า การจัดกิจกรรมทุกด้านมีระดับความต้องการอยู่ในระดับมาก (เรียงตามลำดับมากไปหาน้อย) ดังนี้ ด้านเจ้าหน้าที่/วิทยากร (=4.30S.D.=0.87) รองลงมาได้แก่ ด้านคุณภาพของกิจกรรมนักศึกษา (=4.02 S.D.= 0.82) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (=3.99S.D.=0.85) และด้านกระบวนการจัดกิจกรรมนักศึกษา (=3.88S.D.=0.88)