จำนวน Repository ( 21 )
การใช้สารแอนโทไซยานินที่สกัดจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดง ในน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส
โครงงานพิเศษนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการสกัดสารแอนโซไซยานินจากกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดงแบบแห้งและแบบสด จากนั้นศึกษาระดับปริมาณของแข็งทั้งหมด ที่ละลายได้เหมาะสมในการผลิตน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส และศึกษาอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ น้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส ซึ่งจากการทดลอง พบว่า กรรมวิธีการสกัดสารแอนโซไซยานินจากกลีบรอง ดอกกระเจี๊ยบแดงที่เหมาะสม คือ วิธีที่ 4 การสกัดแบบต้มก่อนสุญญากาศ ซึ่งกลีบรองดอกกระเจี๊ยบแดง แบบแห้งมีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงที่สุด คือ 201.46 ± 0.15 มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร โดยระยะเวลาในการกลั่นสุญญากาศที่ 45 นาที เป็นระยะเวลาการกลั่นสุญญากาศที่เหมาะสม ในการผลิตหัวเชื่อน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส ซึ่งมีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูงที่สุด คือ 229.87 ± 0.08 มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร เมื่อน้าหัวเชื่อน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส พบว่า น้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส (10 oBrix) มีปริมาณสารแอนโทไซยานิน สูงที่สุด คือ 49.70 ± 0.07 มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร สำหรับระดับปริมาณของแข็งทั้งหมดที่ละลายได้เหมาะสมในการผลิตน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส ได้แก่ 12 oBrix ผู้ทดสอบให้คะแนนความชอบในทุกด้านมากที่สุด และมีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≥0.05) โดยมีค่าความเป็นกรด-ด่าง 3.21 ± 0.00 และปริมาณสาร แอนโทไซยานินสูงที่สุดคือ 52.70 ± 0.08 มิลลิกรัม/500 มิลลิลิตร จากนั้นศึกษาอายุการเก็บรักษา ผลิตภัณฑ์น้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊สที่อุณหภูมิ 5±2 และ30±2 องศาเซลเซียส พบว่า ค่าสีแดง (a*) ค่าสีเหลือง (b*) ค่าpH และปริมาณสารแอนโทไซยานินในน้าผลิตภัณฑ์น้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส มีค่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.05) ส่วนค่าความสว่าง (L*) มีค่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p≤0.05) ด้านคุณภาพทางจุลินทรีย์ของน้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส ไม่พบปริมาณเชื่อจุลินทรีย์โคลิฟอร์ม อีโคไล ยีสต์รา ซาลโมเนลลา และมีปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด ซึ่งไม่เกินกำหนดของมาตรฐาน กระทรวงสาธารณสุข เรื่องเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทที่ได้กำหนดไว้ สามารถเก็บรักษา ที่อุณหภูมิ 5±2 องศาเซลเซียส ได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์ และที่อุณหภูมิ 30±2 องศาเซลเซียส เก็บรักษาได้ 4 สัปดาห์ และเมื่อน้ามาศึกษาการยอมรับผลิตภัณฑ์น้ากระเจี๊ยบแดงอัดแก๊ส ผู้บริโภค ให้การยอมรับ 100 เปอร์เซ็นต์