จำนวน Repository ( 771 )
อิทธิพลของปัจจัยจูงใจที่มีต่อความจงรักภักดีต่อองค์การและผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสายปฏิบัติการ กลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยในกากับของรัฐแห่งหนึ่ง
The purposes of the study on influence of motivational factors towards on organizational loyalty and performance of operational personnel in health science group in an autonomous university were to 1) study the influence of motivational factors on organizational loyalty among operational personnel and 2) to study the influence of motivational factors on the performance of operational personnel. The questionnaire was applied for data collection with the reliability acquired through Alpha Coefficient of 0.982 which was used to tryout with 30 people and collect data from 124 operational staff in health science group in a state-run university located at Chulapat building (source: Office of Personnel of Faculty of Allied Health Sciences Faculty of Nursing Faculty of Nursing and Faculty of Sports Science January 31 2017). This research is a descriptive research. The data obtained from the researchers questionnaire was analyzed by statistical analysis program including percentage analysis is used to analyze the individual factors mean used for interpreting various data and standard deviation to interpret data in various areas and multiple linear regression for testing the hypothesis as well as Pearson correlation. The research revealed that the hypothesis testing on motivational factors towards organizational loyalty and work performance of operational personnel in health science group in an autonomous university included 1 ) work success 2) work progress 3) acceptance 4) responsibilities and 5) job description while supporting factors included 1) salaries 2) advancement opportunities 3) relationships with others 4) status 5) policy and administration 6) work environment 7) work security and safety which influenced on organizational loyalty and performance of operating personnel in health science group at the 0.05 level of significance. (R = .812)and (.624)
การพัฒนารูปแบบการให้บริการคุณภาพแก่นักศึกษาของเจ้าหน้าที่ ทะเบียนในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการพัฒนาให้บริการคุณภาพแก่นักศึกษาของเจ้าหน้าที่ทะเบียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อพัฒนาการให้บริการคุณภาพแก่นักศึกษา และเพื่อประเมินผลการพัฒนาการให้บริการคุณภาพแก่นักศึกษา ผลการวิจัยพบว่า ศึกษาปัญหาและความต้องการการพัฒนารูปแบบการให้บริการคุณภาพแก่นักศึกษาของเจ้าหน้าที่ทะเบียนในยุคดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นเพศชาย 124 คน เพศหญิง 146 โดยได้แจกแบบสอบถามที่งานทะเบียน ทั้ง 9 คณะๆ ละ 30 ชุด และนักศึกษามารับบริการในปีการศึกษาที่ 1/2560 ผลการศึกษาความคิดเห็นต่อปัญหาการให้บริการนักศึกษา แยกเป็นรายด้าน คือ ด้านบุคลิกภาพ ด้านกระบวนการให้บริการ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ด้านการติดต่อสื่อสาร ด้านประชาสัมพันธ์ และด้านการจัดสถานที่สภาพแวดล้อมของสานักงาน โดยสรุปผลความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อคณะดังนี้ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านประชาสัมพันธ์ ( = 4.03) และ ด้านการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อมของสานักงาน ( = 4.00) คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน อยู่ในระดับมากที่สุดคือ ด้านกระบวนการให้บริการ ( = 4.47) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยู่ในระดับมากที่สุด คือด้านมนุษยสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ ( = 4.46) ด้านเทคนิคการติดต่อสื่อสาร (= 4.15) และด้านประชาสัมพันธ์ ( = 4.09) คณะศิลปศาสตร์ อยู่ในระดับปานกลางคือ ด้านเทคนิคการติดต่อสื่อสาร ( = 3.49) และด้านบุคลิกภาพ ( = 3.48) คณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านบุคลิกภาพ ( = 3.77) และด้านเทคนิคการติดต่อสื่อสาร ( = 3.76) คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านประชาสัมพันธ์ ( = 4.18) และด้านบุคลิกภาพ ( = 4.13) คณะบริหารธุรกิจ อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านบุคลิกภาพ ( = 3.94) และ ด้านการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อมของสานักงาน ( =3.82) คณะวิศวกรรมศาสตร์ อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านมนุษยสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ ( = 4.16) และด้านบุคลิกภาพ ( = 4.09) คณะอุตสาหกรรมสิ่งทอและการออกแบบแฟชั่น อยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านบุคลิกภาพ ( = 4.15) ด้านการจัดสถานที่และสภาพแวดล้อมของสานักงาน ( = 3.98)
ความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการทฤษฎีและการปฏิบัติในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยจำแนกตามเพศ และคณะที่กำลังศึกษา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 9 คณะ จำนวน 380 คน ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิและในแต่ละชั้นภูมิใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรแปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างจะทำไปทดสอบเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้วิธีของเซฟเฟ่ (Scheffe’s) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์ความต้องการของนักศึกษาที่มีต่อสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการทฤษฎี และการปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาแต่ละลักษณะรายวิชาทฤษฎี พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัล อันดับที่ 1 สื่อการสอนและเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI E-book และ E-Learning อันดับที่ 2 สื่อสังคม ได้แก่ YouTube Google+ และ Google Classroom และอันดับที่ 3 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แบบจำลองสถานการณ์ Tablet และหุ่นจำลอง สำหรับลักษณะรายวิชาปฏิบัติ พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ในการศึกษายุคดิจิทัล อันดับที่ 1 สื่อสังคม ได้แก่ Facebook Google Classroom และYouTube อันดับที่ 2 สื่ออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ E-Training E-Learning และคอมพิวเตอร์ช่วยสอน CAI และอันดับที่ 3 สื่อการสอนและเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ หุ่นจำลอง แบบจำลองสถานการณ์ และเกมส์ Kahoot กระดานอัจฉริยะ 2. ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติ และการทฤษฎี ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยจำแนกตามเพศ คณะที่กำลังศึกษา พบว่า ความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะรายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครจำแนกตามเพศ โดยรวม ข และรายด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับความต้องการสื่อการเรียนรู้ที่มีลักษณะ รายวิชาทฤษฎีและปฏิบัติ ในการศึกษายุคดิจิทัลของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำแนกตามคณะที่กำลังศึกษา โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อ พิจารณารายด้าน พบว่า สื่อการเรียนรู้แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสิถิติที่ระดับ 0.05
การสร้างและหาประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมตามสมรรถนะวิชาชีพช่างบริการยานยนต์
The purpose of this study were to conduct and to evaluate the effectiveness of Automotive service technician The research procedure starting by collect and study document : research paper international occupational standard (Oklahoma Department of Career and Technology Education) and competency needed in Motorcycle Mechanic suggested by 7 person who working in this field. All data will be referred for behavior objectives list and learning materials design such as information sheet practice operation sheet for experience skill training evaluation sheet with evaluation criteria which clearly listed topics. The sample group in this study was 19 PAJAMANGALA UNIVERSITY OF TECHNOLOGY PHRANAKHON Faculty of Industrial Education in academic year 2 0 1 7 . Pre-test will be given before training steps according to the manual. The students will do the test after each training topic. At the training end Post-test will be given and student final assignment will be evaluated by 5 experts. The Pre-test and Post-test scores will be statistical mean difference test. The research results found that the student final assignment competencies evaluation in percentage mean score was 87.55/94.66/85.13 that higher than 80/80/80 about the expectation. The test percentage mean score after training each topic was 92.11 that higher than 90 about the expectation. The percentage mean score difference test between before and after training was significant at statistical level .01 and the after training score was higher than before training score.
การพัฒนาเครื่องจักรรีดยางพร้อมรีดลาย
This research aims to study the development of the Para rubber press machine with wrought pattern for continued 2-year project. Used natural Para rubber mixed in ta-Kuong by normally practical Para rubber farmers to evaluate the rubber press machine. It has developed the 11 roller the 3 plain duo sets of normal press rollers and the 2 duo sets of wrought rubber press rollers with the induction motor at 1430 rpm. The rotating transmission based on belts and chains. The evaluated results produced the dried Para rubber sheets thickness at 3.75 mm. on average as standard market need. From a robber sheet with enough patted on with a worker to carry the ta-Kuong to a top tray and a rubber press man to put the Para rubber piece to a machine on average the completed 185 wrought rubber sheets per hour in shorter time.