จำนวน Repository ( 96 )
การพัฒนาแบบจำลองความรู้ด้านเทคโนโลยีผนวกวิธีการสอนและเนื้อหา (TPCK) ในการประเมินศักยภาพความร้อนของนักศึกษาฝึกสอนสายช่างอุตสาหกรรม
This research conducted an investigation on vocational pre-service teachers’ performance based on Technological Pedagogical Content Knowledge Framework (TPCK) to support learning in 21st century. TPCK Framework integrated three kinds of knowledge needed by a teacher in providing learning process for students effectively. The results of this study found that vocational pre-service teachers had the knowledge of using technology understanding teaching pedagogies and mastering on content individually. However they were limited in blending such essential three domains together to form more effective learning process for their students.
การศึกษาพฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมของอาจารย์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานคร เพื่อการสอนในรายวิชา คอมพิวเตอร์สามมิติ
The research titled “Studying of social network usage behavior by university lecturers in Bangkok for teaching 3D computer subjects” aims to find out how useful social network is to the teaching of 3D computer subjects as well as the criteria for social network usage. These findings will be used to develop guidelines for redesigning to enable lectures to utilize social network effectively and high level education teaching allow the improvement of teaching quality.
การพัฒนาชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการสอนวิศวกรรมสายอากาศ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป 2) เพื่อ หาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป และ 3) เพื่อศึกษา ความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการเรียนการ สอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 แขนงวิชา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และ โทรคมนาคม สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ที่ลงทะเบียนเรียน รายวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 15 คน ทำการสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ ชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์ คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพล และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชา วิศวกรรมสายอากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ค่าสถิติ t-test และค่าความคงทนในการเรียนรู้ ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการหาประสิทธิภาพชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปสำหรับการเรียนการสอนทางด้าน วิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พบว่า ผลการหาประสิทธิภาพชุด เรียนปฏิบัติการสำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้น พบว่า นักศึกษาทำคะแนนระหว่างเรียนได้เฉลี่ยเท่ากับ 256 คิด เป็นร้อยละ 85.33 และคะแนนหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 393 คิดเป็นร้อยละ 87.33 แสดงให้เห็นว่า ชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพล มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 85.33/87.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลการหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการสำเร็จรูป สำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา พบว่า การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน มี คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 10.20 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 26.20 และเมื่อทำ การทดสอบค่า t-test มีค่าเท่ากับ 1.70 แสดงให้เห็นว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการศึกษาความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติการ สำเร็จรูปสำ หรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ระดับอุดมศึกษา พบว่า ร้อยละของความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียน ปฏิบัติการสำเร็จรูป เรื่อง การวิเคราะห์คุณสมบัติและออกแบบสายอากาศแบบไดโพลหลังเรียนเป็น เวลา 7 วัน และ 30 วัน มีความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดเรียนปฏิบัติสำเร็จรูป หลังเรียนแล้ว 7 วัน มีค่าเท่ากับ 90.08 และความคงทนในการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุด เรียนปฏิบัติสำเร็จรูปหลังเรียนแล้ว 30 วัน มีค่าเท่ากับ 77.10 แสดงให้เห็นว่า ชุดเรียนปฏิบัติการ สำเร็จรูปที่พัฒนาขึ้น ทำให้นักศึกษามีความคงทนในการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) หาประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม และ3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 3 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 15 คน และนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม ชั้นปีที่ 4 ที่เรียนวิชาวิศวกรรมสายอากาศ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557จำนวน 13 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ดังนี้ กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้น คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 และกลุ่มควบคุม คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้รับการสอนแบบปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการใช้โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย ส่วนของการป้อนและการแสดงผลของโปรแกรม ทฤษฎีพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของสายอากาศ 2. ผลการประสิทธิภาพของโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า โปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสำหรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้านวิศวกรรมโทรคมนาคมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 83.13/82.67 3. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศระหว่างการสอนที่ใช้โปรแกรมจำลองกับการสอนแบบปกติ พบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองที่เรียนจากโปรแกรมจำลองการวิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีผลสัมฤทธิ์เกี่ยวกับการคำนวณหาค่าพารามิเตอร์ที่สำคัญของสายอากาศสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้การสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
การพัฒนาชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม 2) เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโคร สตริปที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เรียนระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ศูนย์เทเวศร์ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาวิศวกรรมไมโครเวฟ ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 15 คน ทำการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริป แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการพัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปสำหรับการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมโทรคมนาคม พบว่า ชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีทั้งหมด 3 บทเรียน ประกอบด้วย วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม จำนวน 13 ข้อ ใบเนื้อหา จำนวน 91 หน้า การนำเสนอเนื้อหาด้วยเพาเวอร์พอยต์ จำนวน 178 เฟรม การนำเสนอเนื้อหาด้วยชุดสาธิต จำนวน 3 ชุด แบบทดสอบท้ายบทเรียน จำนวน 45 ข้อ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 30 ข้อ ผลการหาประสิทธิภาพชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนแบบทดสอบท้ายบทเรียนเฉลี่ย 12.07 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.44 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 และการทำคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 24.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.00 ซึ่งเท่ากับเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 จึงสามารถสรุปได้ว่าชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.44/80.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ร้อยละ 80/80 2. ผลเปรียบเทียบผลการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนสามารถทำคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 80.00 สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากแบบทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 20.89 จึงสามารถสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นหลังจากได้เรียนกับชุดสื่อประสมที่พัฒนาขึ้น 3. ผลศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปที่พัฒนาขึ้น พบว่า ผู้เรียนมีความคิดเห็นต่อชุดสื่อประสมเรื่องสายอากาศไมโครสตริปด้านต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ยของระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (X ̅=3.93 S.D.=0.84)