จำนวน Repository ( 30 )
การศึกษาปัญหาในงานหล่อเพื่อการพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาในงานหล่อเครื่องประดับสมัยใหม่
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาปัญหาในงานหล่อและพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาในงานหล่อ เครื่องประดับสมัยใหม่ ที่มีการสร้างต้นแบบตัวเรือนเครื่องประดับจากกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีการ ขึ้นรูปด้วยเครื่องสร้างต้นแบบอย่างรวดเร็ว (Rapid Prototype Machine) ด้วยวัสดุแว็กซ์ wic100a โดย ทาการศึกษาอุณหภูมิการอบเบ้าปูน เพื่อกาจัดแว็กซ์ออกจากเบ้าปูนให้สมบูรณ์ แล้วทดลองนาไปหล่อเป็น ตัวเรือนโลหะ ผลจากการศึกษาการอบเบ้าปูนที่ใช้ต้นแบบตัวเรือนวัสดุ wic100a เมื่อนามาเปรียบเทียบกับ กราฟการอบเบ้าปูนที่มีต้นแบบตัวเรือนเป็นแว็กซ์เขียวทั่วไป จากการศึกษาพบว่าวัสดุแว็กซ์เขียวเมื่อได้รับ ความร้อนจะเริ่มหลอมละลายที่อุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียส จนหลอมละลายจากก้อนเป็นของเหลว ทั้งหมดที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส ซึ่งสามารถใช้อุณหภูมิและเวลาที่กาหนดไว้จากมาตรฐานทั่วไป นามาใช้ในการอบเบ้าปูนเพื่อกาจัดแว็กซ์ได้ โดยใช้อุณหภูมิสูงสุดเพื่อเผาไล่เศษขี้เถ้าแว็กซ์ที่ 750 องศา เซลเซียส แต่แว็กซ์ wic100a ไม่หลอมละลายในช่วงอุณหภูมิต่าว่า 270 องศาเซลเซียส แต่จะเกิดการเผา ไหม้แทนโดยใช้อุณหภูมิเผาให้ตั่งแต่ 270-450 องศาเซลเซียส ในสภาวะปกติ 350-500 องศาเซลเซียสใน เมื่ออยู่ในเบ้าปูน และต้องใช้อุณหภูมิในการเผาไล่ขี้เถ้าแว็กซ์ถึง 850 องศาเซลเซียส เพื่อเผาไล่เศษขี้เถ้า แว็กซ์ จึงจะสามารถทาให้โพรงแบบสะอาด เมื่อนาเบ้าปูนไปหล่อด้วยโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 แล้วได้ ชิ้นงานที่มีความสมบูรณ์ดี
การศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33 wt% AgCuSn
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาพฤติกรรมการอบชุบด้วยกระบวนการทางความร้อนของโลหะเงิน เจือต่ำ58.45wt%Ag +41.55wt%Cu โดยทำการเปรียบเทียบกับสมบัติของโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 และโลหะเงินเจือต่ำ 58.33% เพื่อศึกษาสภาวะที่เหมาะในหาการปรับปรุงคุณสมบัติเชิงกลและโครงสร้าง จุลภาคของโลหะเงินเจือต่ำที่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตเครื่องประดับ ผลจากการศึกษาโลหะเงิน 58.33 % ที่อัตราส่วนผสม 58.33Ag+36.66Cu+5.01Sn ซึ่งมี ค่าคุณสมบัติเชิงกลจากการทดสอบเบื้องต้นมีค่าเหมาะสมที่สุด จากนั้นท่าการศึกษาค่าความแข็งแรงดึง สูงสุดแบบเส้นลวดพบว่ามีค่าความต้านทานแรงดึงสูงสุดเท่ากับ 0.36 MPa ค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว 0.11% เมื่อท่าการอบที่อุณหภูมิ 650 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่ อุณหภูมิห้องปกติ และค่าความแข็งจากการทดสอบมีค่าสูงสุดเท่ากับ 105.12 HV อบที่อุณหภูมิ 600 °C เวลาในการอบ 10 นาที ซึ่งปล่อยให้ชิ้นงานเย็นตัวในอากาศที่อุณหภูมิห้องปกติ ศึกษาโครงสร้างจุลภาค ของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33Ag+41.57Cu+0.10Sn เมื่อท่าการอบปรับปรุงคุณสมบัติทางความร้อนและการ ชุบแข็งแบต่างๆ พบว่าโครงสร้างจุลภาคของชิ้นงานทดสอบหลังปล่อยให้เย็นตัวในอากาศ เกิดการ เปลี่ยนแปลงจาก β phase ที่มีขนาดเล็กลงเป็นโครงสร้าง Eutectic phase ที่มี α -phase และ β - phase ขนาดเล็กและละเอียด ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับโครงสร้างจุลภาคของเฟสไดอะแกรมสมดุลโลหะ เงิน-ทองแดง ผลจากการทดลองและวิเคราะห์หาค่าคุณสมบัติเชิงกลของชิ้นงานทดสอบและโครงสร้างจุลภาค ที่ได้จากการทดลองในสภาวะต่างๆ มีค่าที่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องประดับเงินตามมาตรฐาน อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องประดับ ทั้งของในประเทศและต่างประเทศ
การศึกษาวิเคราะห์อิทธิพลของธาตุเจือทองแดงและดีบุกที่มีผลต่อสมบัติทางกลและโค่รงสร้างจุลภาคของโลหะเงินเจือต่ำ 58.33 wt%AgCuSn
การวิจัยนี้เป็นการศึกษาสมบัติของโลหะเงินเจือต่า 58.33% ที่มีธาตุทองแดง (Cu) และดีบุก (Sn) เป็นธาตุผสม ซึ่งมีปริมาณการผสมอยู่ในช่วงระหว่าง 36.66 - 41.57% และ 0.10-5.01% ตามล่าดับ โดยท่าการเปรียบเทียบกับสมบัติของโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 และโลหะเงินเจือต่า 58.33% เพื่อศึกษา วิเคราะห์อิทธิพลของธาตุเจือทองแดงและดีบุกที่มีผลต่อสมบัติทางกลและโครงสร้างจุลภาของโลหะเงินเจือ ต่า 58.33 wt% AgCuSn และหาปริมาณของธาตุเจือทองแดงและดีบุกที่เหมาะสมในการผลิต เครื่องประดับเงินเจือต่า 58.33% ผลจากการศึกษาโลหะเงินเจือต่า 58.33 % ที่ประกอบด้วยเงิน (Ag) และทองแดง (Cu) เมื่อ น่ามาเปรียบเทียบกับโลหะเงินสเตอร์ลิง 925 จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าโลหะเงินผสมเจือต่า 58.33Ag + 36.66Cu +5.01Sn มีค่า Yield Strength 195.2 Mpa Ultimate tensile strength 345.25 MPa Breaking point 301 MPa และ Elongation 61.58 % ซึ่งเป็นอัตราส่วนผสมของแต่ละ ธาตุที่เหมาะสมที่สุด ค่าความแข็งของโลหะเงินเจือต่า 58.33Ag + 41.57Cu + 0.10Sn มีค่าความแข็ง น้อยที่สุด เท่ากับ 93.03 HV ซึ่งปริมาณดีบุก (Sn) ที่ผสมเข้าไปในอัตราส่วน 0.10Sn จะท่าให้โครงสร้าง ของเงินเจือต่า เป็น β-phase เกิดการเปลี่ยนแปลงจาก β phase ที่มีขนาดเล็กลงเป็นโครงสร้าง Eutectic phase ที่มี α-phase และ β-phase ขนาดเล็กและละเอียด ผลจากการวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของโลหะเงินเจือต่า 58.33% พบว่าส่วนผสมทางเคมี ของโลหะเงินเจือต่าในแต่ละอัตราส่วนผสมมีสัดส่วนของธาตุใกล้เคียงกับอัตราส่วนผสมจริง จึงท่าให้โลหะ เงินเจือต่าที่ได้ท่าการทดลองมีค่าที่เป็นไปตามมาตรฐานของเครื่องประดับเงินตามมาตรฐานอุตสาหกรรม การผลิตเครื่องประดับทั้งของในประเทศและต่างประเทศ
การเปรียบเทียบวัสดุที่ใช้ทำแม่พิมพ์ฉีดที่ทำจากอลูมิเนียมเกรด A7075 กับ เหล็กเกรด P20
Material selection for mold making are not only material prices wages but also there are other factors such as thermal strength shine and resistance to temperature changing that caused distortion and cracks. Preform injection molding from Polyethylene Terephthalate (PET) consumes time for drying granulated plastic in 4 – 6 hours at 140 - 160°C and injects at 280 – 300 °C. This is a very high temperature to inject into mold at 10 – 15°C in cool area. The material for mold making must be able to resist to thermal shock. Today molding machines are made of grade P20 steel (Standard JIS) to produce preform that takes long cycle time due to poor cooling. The research aims to compare the pricing time in mold making to preform injection time that made of aluminum -A7075 grade and grade P20 steel. The experiment is to make a mold that made of aluminum A7075 grade and grade P20 steel injects 15 gram preform. The PET is used to blow into a blow mold with pressure at 30 – 35 bar (Two – Stage) that are 2 bottles of 350 ML. The results of material selection for preform mold making showed that aluminum A7075 grade is cheaper 27.04% the mold price is cheaper 23.6% and consumes less cycle time than grade P20 steel.
การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ผลิตภัณฑ์โลหะผงทังสเตนคาร์ไบด์เพื่อการใช้งานในอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
This study is meant to help develops better facilities for Tungsten Carbide powder production process. The 10 kg-capacity machine used was able to produce 85 -95.49 percent purity Tungsten carbide powder. When measured most of the particle sizes and distribution between 0.03-350.00 !lm. which are considered large sized. More than that those tungsten carbide particles are contaminated by other kinds of metal especially Cobalt binder. We have tried to improve the Tungsten Carbide manufacturing processes by combining more steps including ball milling drying and screening. After 24-hours ball milling process the result showed that we were able to produce smaller Tungsten Carbide paliicles sizing from 0.025 to 30.00 ~lm. The obtained particles are also rounder and with 99.50 percent purity. They are also easier to grade. The Tungsten Carbide manufacturing technology yet needs a further development to eventually produce the desired hard material.