จำนวน Repository ( 1139 )

การศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหาการออกกลางคันของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 5 ด้านประกอบด้วย ด้านสถานศึกษาและสภาพแวดล้อม ด้านอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านพฤติกรรมผู้เรียน และด้านสถานภาพครอบครัว กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมต่่ากว่า 2.10 ทุกชั้นปีที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จ่านวน 997 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามส่งทางไปรษณีย์จ่านวน 750 ชุด ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์กลับมาทั้งสิ้น 296 ชุด น่ามาท่าการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่เป็นสาเหตุการออกกลางคันของนักศึกษาปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนครโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อยมีค่าเฉลี่ย 2.37 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านเรียงล่าดับจากมากไปหาน้อยพบว่า ด้านการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ย 3.08 รองลงมาคือ ด้านอาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ที่ปรึกษา มีค่าเฉลี่ย 2.73 ด้านสถานศึกษาและสภาพแวดล้อม มีค่าเฉลี่ย 2.45 ด้านพฤติกรรมผู้เรียน มีค่าเฉลี่ย 2.12 และด้านสถานภาพครอบครัว มีค่าเฉลี่ย 1.46 ตามล่าดับ แนวทางการแก้ไข มหาวิทยาลัยควรให้ความส่าคัญกับอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเรียนการสอนให้เพียงพอกับนักศึกษา รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมเพื่ออ่านวยความสะดวกแก่นักศึกษา เช่น โรงอาหาร ห้องน้่า สถานที่พักขณะรอเรียน ความสะอาดของอาคาร เป็นต้น ครูผู้สอนควรเอาใจใส่ให้ความเป็นกันเองกับนักเรียน และติดตามนักศึกษาที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ขาดเรียนบ่อย หรือมีผลการเรีนต่่า พร้อมการประสานกับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อหาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหา และสอดแทรกการสร้างจิตส่านึกให้นักศึกษารักและผูกพันกับอาจารย์ และมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดความรักและผูกพันกับองค์กร

2560
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

The objectives of this study were 1) to analyze the capability contributing to the competitive advantage 2) to synthesize the key performance indicator from the internal factors 3) to examine the level of competitive capability and 4) to develop the strategy to enhance the capability of competitive advantage in the faculty of Mass Communication Technology Rajamangala University of Technology Phra Nakhon. The samples used in the study included 71 interviewed stakeholders in the university and 400 survey participants. The findings pointed out as follows: (1) the strategy t enhance the competitive advantage were defined in five aspects: curriculum educational management personnel learning environment and image and alumni association (2) the level of competitive advantage was rated high in the following order: personnel educational management curriculum and image and alumni association. The learning environment was also in high level.

2560
การบำบัดฟอสเฟตจากน้ำเสียด้วยวัสดุกรองร่วมกับเปลือกหอย
การบำบัดฟอสเฟตจากน้ำเสียด้วยวัสดุกรองร่วมกับเปลือกหอย

The objective of this research was to study the treatment of Phosphate from wastewater by filter material with shells. Various parameters include pH temperature turbidity DO nitride ammonium and phosphate were investigated and compared before and after filler wastewater. The results show that the quality of wastewater after treatment enhancing with adding filter material with shells. The optimum ratio treatment of phosphate is resulting in maximum values was around 0.05 mg/liter (50% compare with wastewater before treatment) with formula no. 3 that not have time to filler. Moreover the results demonstrated the treatment of Phosphate from wastewater by filter material with shells can be improvement the value of turbidity nitride ammonia and DO for wastewater.

2560
ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดทำบัญชีครัวเรือนของประชาชน  ชุมชนบ้านปากคลองบางโพธิ์เหนือ จังหวัดปทุมธานี
ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดทำบัญชีครัวเรือนของประชาชน ชุมชนบ้านปากคลองบางโพธิ์เหนือ จังหวัดปทุมธานี

The purpose of this research was to: 1) study the factors that affect the household accounts of people Baan Bang Pho Nuea Pathum thani 2) study the problems and barriers of the household accounts of people Baan Bang Pho Nuea Pathum thani. A questionnaire was used to collect the information through population in of people Baan Bang Pho Nuea Pathum thani. From studying the personal factors it was found that the majority of the population was female ages 41-50 years old 4 family members graduated elementary school average monthly household income in the range of 5000-15000 THB mostly without any financial institutions and most people did household accounts before. Factors affecting household accounts of people Baan Bang Pho Nuea Pathum thani include the necessary to do household accounts to make more savings to know revenue – expenses of families each month to spend carefully and no extravagant and to behave according to the principle of sufficiency economy. Troubles and barriers of making household accounts of Baan Bang Pho Nuea Pathum thani included lack of resource inexperienced lack of help advice from the authorities it’s complicated and waste of time do not want to disclose the facts in household accounts and dislike and ignore the benefits of household accounts

2559
ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร วัตถุประสงค์ของโครงการวิจัย เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของบุคลากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เพื่อศึกษาประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลพระนคร และเปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ บุคลากร สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 1270 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น เพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 71.30 อายุ 31–40 ปี คิดเป็นร้อยละ 37.20 มีการศึกษาในระดับปริญญาโท คิดเป็นร้อยละ 42.70 สถานภาพการทำงานส่วนใหญ่เป็นบุคลากรสายสนับสนุน คิดเป็นร้อยละ 52.50 หน่วยงานในสังกัดเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ ร้อยละ 15 ประสบการณ์ในหน่วยงานทำงานอยู่ที่ 2–5 ปี ร้อยละ 36 ส่วนใหญ่ทราบว่ามหาวิทยาลัยมีการใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ในการรับ–ส่ง เอกสารภายในมหาวิทยาลัย คิดเป็นร้อยละ 96.40 ส่วนใหญ่เข้าใช้ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ทุกวัน คิดเป็น ร้อยละ 37.90 และส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามเปิดใช้งานระบบในช่วงเวลา 8.30–12.00 น. สำหรับประเด็นความพึงพอใจเกี่ยวกับประสิทธิภาพการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจในระดับมาก ยกเว้นปัจจัยด้านความผิดพลาดในการรับ-ส่งเอกสาร มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง

2559