จำนวน Repository ( 3447 )
แนวทางการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ของพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว: เปรียบเทียบระหว่างกรณีศึกษาของประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา
ในปัจจุบัน พื้นที่หรือชุมชนที่มีความสาคัญและคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ สมควรดารงรักษาคุณค่าไว้อย่างยิ่งนั้นกาลังจะสูญสลาย อันเนื่องมาจากการพัฒนาเมือง ปัญหาด้าน กรรมสิทธิ์ที่ดิน และการขาดทรัพยากรในการที่จะดารงรักษาสิ่งที่มีคุณค่าในชุมชน รวมถึงโครงสร้าง ครัวเรือนที่เปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีที่พื้นที่หรือชุมชนมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ทว่าการ พัฒนาและบริหารจัดการบางอย่างยังขาดซึ่งองค์ความรู้ที่จะทาให้พื้นที่นั้นยังรักษาคุณค่าเอาไว้มิให้ถูก ทาลายลงจากการพัฒนาแบบผิดๆ ซึ่งในท้ายที่สุดพื้นที่นั้นก็จะหมดคุณค่าและไม่สามารถพัฒนาเป็น แหล่งท่องเที่ยวได้อีก ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของงานวิจัยนี้ ซึ่งมุ่งหาคาตอบว่าจะทาการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมทางกายภาพในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไร ที่จะรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม รวมถึงการท่องเที่ยวไว้ โดยมีจุดยืนอยู่บนแนวคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดของการพัฒนาที่เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง โดยสมมติฐานของงานวิจัยนี้ได้แก่สภาวะเศรษฐกิจสังคม โครงสร้างครัวเรือน และการรับรู้ถึงคุณค่าต่อสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อม รวมถึงลักษณะของสภาพทางกายภาพของสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ น่าจะมีอิทธิพลก่อให้เกิดโอกาสในการพัฒนาเพื่อก่อรายได้จากสถาปัตยกรรม รวมถึงความน่าจะเป็นในการอนุรักษ์ โดยที่ระเบียบวิธีวิจัยจะประกอบด้วย อันดับแรกคือการศึกษาลักษณะเฉพาะของพื้นที่ ซึ่งได้แก่ สภาพทางกายภาพของสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อม สภาวะเศรษฐกิจสังคมและโครงสร้างครัวเรือน ที่จะส่งผลต่อปัญหาและความน่าจะเป็นในการอนุรักษ์ อันดับต่อมาคือการศึกษาการรับรู้ต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของพื้นที่ดังกล่าว ของผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และนักท่องเที่ยวรวมถึงสถาปนิกนักออกแบบชุมชนเมืองหรือนักผังเมือง ในประเด็นของเอกลักษณ์ของพื้นที่และศักยภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยว จากนั้นจึงทาการศึกษาหาความเชื่อมโยงระหว่างบริบทต่างๆของพื้นที่ศึกษาข้างต้น กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอนุรักษ์และการพัฒนาของพื้นที่ศึกษานั้นๆ และทาการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่หลายพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันซึ่งในท้ายที่สุด งานวิจัยนี้คาดว่าจากการศึกษาข้างต้น จะสามารถค้นพบรูปแบบ (Pattern) ของความสัมพันธ์ระหว่างบริบทต่างๆของพื้นที่หรือชุมชนนั้นๆ กับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจาการพัฒนา รวมถึงสาเหตุของรูปแบบดังกล่าว เพื่อในที่สุดจะสามารถนาสิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยนี้ มาสรุปและเสนอแนะเป็นแนวทาง (Guideline) ในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ส่งเสริมเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน รวมถึงเสนอแนะนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนกิจกรรมของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน
การศึกษาแนวทางการผลิตแท่งอ้างอิงทางความแข็งในหน่วยร็อคเวลล์ สเกล ซี ตามมาตรฐานด ISO 6508-3 : 2005
การวัดค่าความแข็งเป็นวิธีการตรวจสอบคุณภาพและชิ้นส่วนโลหะที่เป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะชิ้นส่วนของเหล็กกล้าที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตดจาเป็นต้องตรวจวัดค่าความแข็ง เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการผลิตการวัดค่าความแข็งมีหลายวิธีแต่ที่นิยมกันมากคือการวัดความแข็งแบบร็อคเวลล์ดเครื่องวัดค่าความแข็งเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญ ดังนั้นจำเป็นต้องทางานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ วิธีการที่นิยมในการตรวจสอบความถูกต้องและแม่นยำของเครื่องวัดค่าความแข็งโดยการสอบเทียบกับแท่งอ้างอิงทางความแข็ง แต่แท่งอ้างอิงทางความแข็งนี้ไม่มีการผลิตในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศ งานวิจัยเล่มนี้มีการศึกษาวิธีการผลิตแท่งอ้างอิงทางความแข็ง โดยทำการศึกษา และผลิตในหน่วยร็อคเวลล์สเกลซีดวัสดุที่เลือกมาผลิต คือเหล็กเกรด K460 และ 2510 กำหนดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 65 มิลลิเมตร ความหนา 15 มิลลิเมตร ทำการชุบแข็งที่เตาควบคุมบรรยากาศที่อุณหภูมิด 820 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 90 นาที อุณหภูมิที่น้ำมันชุบแข็ง 60 องศาเซลเซียสและทำการบำบัดเย็นที่อุณหภูมิน้อยกว่า -70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8 ชั่วโมงและทำการอบคืนตัวที่อุณหภูมิ 400 500 600 และ700 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 4 ชั่วโมงตามลำดับและนำมาตรวจสอบรูปร่างตามมาตรฐานข้างต้นทดสอบค่าความแข็งตามมาตรฐาน ร็อคเวลล์สเกลซีเพื่อหาค่าความแข็งในแต่ละช่วง วิเคราะห์และสรุปผลการทดลอง ได้ความแข็งเฉลี่ยอยู่ในช่วงต่างๆ ตามลำดับ ที่ได้กล่าวมาข้างต้นดตามมาตรฐาน ISO 6508-3 : 2005
การพัฒนาขนมเสน่ห์จันทน์เสริมแป้งฟักทอง
The objectives of this research are to study the basic recipe of Sane Jan to study the appropriate proportion of pumpkin flour in Sane Jan to study the acceptance of pumpkin four supplemented Sane Jan and to study the amount of Vitamin A in pumpkin four supplemented Sane Jan from the basic recipe by Randomized Completely Block Design (RCBD) and to evaluate the sensory quality of appearance color smell texture and overall liking with 40 testers by tasting of the 9 – point hedonic scale. It was found that the second recipe there are the ingredients of glutinous rice flour 75 grams rice flour 150 grams yolk 100 grams cream 960 grams sugar 500 grams coconut sugar 10 grams and Sandalwood powder 0.5 grams is the highest accepted. Then study the appropriate proportion of 3 pumpkin flour levels which are 50 percent 60 percent and 70 percent. It was found that the amount of pumpkin flour at 60% has the highest average. To study on consumer acceptance of pumpkin flour supplemented Sane Jan 60 percent. It was found that consumers were accepted in excellent level accounted for 75 percent. To study about configuration of chemical found that Sane Jan basic recipe does not have vitamin A and pumpkin flour supplemented Sane Jan has vitamin A for 20.12 percent. It has the difference for 20.12 micrograms. In the basic recipe does not have any yellow color and the pumpkin flour supplemented Sane Jan has color for 1.0 milligrams.