จำนวน Repository ( 2 )
รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ โดยใช้โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นฐาน
This research is a Qualitative Research in the form of Case Study which aims to analyze learning activities and learning activities model to improve the life quality of the elderly by using schools as a base. This focuses on collecting data from indepthinterviews individually from 15 major informants including group discussionswith related 12 representatives from elderly schools who are the master and haveoutstanding learning activities. The elderly schools include the Elderly School of Plubplachai Sub-district U Thong District Suphan Buri Province the Elderly School of Tumbon Nonglan Tamaga District Kanchanaburi Province and the Elderly School of Yannawa District Bangkok. In addition observation and field notes are used in collecting data. The data was analyzed by using content analysis and occurring phenomena descriptive analysis The results indicated that things to consider about learning activities for improving the quality of life of the elderly by using schools as a base include (1) the background of the elderly school (2) Purpose or intention of learning management (3) the elderly school learning content or curriculum (4) Process patterns or methods of learning management (5) Assessment or impact. These are diverse under the concept of establishing an elderly school and the learning activities are organized by the interests of the elderly and those activities are important for their livelihood. There are 2 characteristics of the learning activity model for improving the quality of life of the elderly which are (1) It is a learning activity model with institution curriculum and lessons. The activity is an activity that encourages networks in community to be speakers to transfer knowledge or lecture and practice via various learning tools. (2 ) It is a learning activity model of the villagers. It is an alternativeactivity for learners. It is an empirical learning model that is demonstrated and then acted such as career development activities ones own well-being activities and other activities. Moreover there are other learning activity models i.e. (1) It is a learning activity model based on what should be known about current lifestyle and world society. (2) It is a learning activity model based on what must be known about benefits and protection. (3) It is a learning activity model based on curious things which response to learning needs based on learners life and cultural basis of the local community. The result of this research is to be a guideline in order to promote operations and enhance the potential of the elderly that are suitable to the context of the area group and expand the learning management by using the elderly school as a base.
กลไกสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงาน ของแรงงานนอกระบบภาคบริการ กรณีศึกษากลุ่มคนขับรถแท็กซี่ เขตกรุงเทพมหานคร
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คุณภาพชีวิตการทางานและความต้องการทางสังคม ของกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ รวมทั้งศึกษากลไกสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทางานของกลุ่ม คนขับรถแท็กซี่ ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ เขตกรุงเทพมหานคร จานวนกลุ่มตัวอย่าง 384 คน ใช้การสุ่มอย่างง่าย โดยการสนทนากลุ่ม รวมทั้งสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนกลุ่มคนขับรถแท็กซี่และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย สถิติเชิงพรรณนา การตีความและพรรณนาความจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผลการวิจัยพบว่า 1. คุณภาพชีวิตการทางานและความต้องการทางสังคมของกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ พบว่า ลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ระหว่าง 40 – 49 ปี สมรสแล้วมีบุตร และภาระที่ต้องดูแลรับผิดชอบครอบครัว ประกอบด้วยพ่อ แม่และลูก 1-2 คน ลักษณะเป็นครอบครัวขนาดเล็กที่มีสมาชิกน้อยกว่า 5 คน มีที่อยู่อาศัยเป็นบ้านเช่า จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษา มีภูมิลาเนาอยู่ต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีระยะเวลาที่ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่อยู่ระหว่าง 4 – 6 ปี สภาพความเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ส่วนมากเป็นรถเช่า ประเภทรถแท็กซี่นิติบุคคลมากสุด ได้แก่ สหกรณ์รถแท็กซี่ รองลงมาเป็นรถแท็กซี่สังกัดบริษัทห้างร้าน และน้อยสุดเป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคล (เขียวเหลือง) ด้านคุณภาพชีวิตการทางาน พบว่าส่วนมากมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 12000– 15000 บาท ไม่มีความมั่นคงและความปลอดภัยจากการประกอบอาชีพ ส่วนใหญ่มีการ ดูแลสุขภาพตนเองด้วยการหยุดพักผ่อนและรับประทานยา ส่วนการรักษาพยาบาลตนเองด้วยการซื้อ ยาทานมากที่สุด รวมทั้งไม่เคยมีการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นจากกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ ไม่เคย ได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ และเคยมีปัญหาหรือความขัดแย้งมากที่สุดกับผู้รับบริการ ส่วนใหญ่พบว่ามีความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพ ด้านความต้องการทางสังคม พบว่าโดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยความต้องการอยู่ในระดับมากเท่ากับ 4.36 โดยเฉพาะความต้องการมีชีวิตอยู่รอดมีระดับความต้องการมากเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมาเป็นความต้องการความเจริญก้าวหน้า และความต้องการความสัมพันธ์กับผู้อื่นตามลาดับ 2. กลไกสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทางานของกลุ่มคนขับรถแท็กซี่ พบว่ามี 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านนโยบายมีระดับความคิดเห็นมากที่สุดโดยเฉพาะการขยายความคุ้มครองการ ประกันสังคมของคนขับรถแท็กซี่เพื่อให้เกิดความเสมอภาคและเป็นธรรม การสนับสนุนและพัฒนา ความมั่นคงทางรายได้ของคนขับรถแท็กซี่ และการส่งเสริมการ จัดตั้งกองทุนสารองเลี้ยงชีพของ คนขับรถแท็กซี่ (2) ด้านการดาเนินงาน ได้แก่ การส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ทางอาชีพของคนขับรถ แท็กซี่ให้เข้าถึงการรับบริการ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของคนขับรถแท็กซี่เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพทั้งที่เป็นอาชีพหลักและอาชีพรอง และการจัดทาฐานข้อมูลที่เข้าถึงปัญหาความต้องการและสวัสดิการ ความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ของคนขับรถแท็กซี่ และ (3) ด้านการบริหารจัดการ เช่น การสนับสนุนด้านงบประมาณการรวมกลุ่มเพื่อสร้างสวัสดิภาพและสวัสดิการทางอาชีพของคนขับรถแท็กซี่ การจัดทามาตรการความเสี่ยงและความคุ้มครองในอาชีพคนขับรถแท็กซี่และการบูรณาการด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับให้เอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการอาชีพของคนขับรถแท็กซี่