งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากฎหมายและมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกกัญชาไทยในตลาดสากล 2) วิเคราะห์ผลกระทบจากมาตรการทางกฎหมายต่อการส่งออกกัญชาไทย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 17 คน ประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่ายงานภาครัฐ 10 และผู้ประกอบการหรือวิสาหกิจชุมชน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1)กฎหมายไทยยังคงอยู่ภายใต้กรอบของอนุสัญญาสหประชาชาติ ค.ศ.1961 และกฎหมายภายในประเทศ เช่น พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ “ช่อดอกกัญชา” เป็ฯสมุนไพรควบคุม ส่งผลให้การส่งออกต้องดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเข้มงวด ต้องมีใบรับรองการนำเข้าจากประเทศปลายทาง (Import Certificate) และใบอนุญาตส่งออก (Export Permit) รวมทั้งต้องรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกครั้ง 2) มาตรการทางกฎหมายแม้ช่วยสร้างมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เช่น การบังคับใช้มาตรฐาน GACP และ GMP แต่ความยุ่งยากของขั้นตอนกฎหมายทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและวิสาหกิจชุมชน เข้าถึงได้ยาก เกิดต้นทุนสูง และไม่สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง เช่น แคนาดาและอิสราเอล ได้อย่างเต็มที อีกทั้งยังพบอุปสรร ได้แก่ ขั้นตอนการอนุญาตที่ซ้ำซ้อนและ ล่าช้า ภาษีนำเข้าและค่าขนส่งสูง รวมทั้งข้อกำหนดเข้มงวดของประเทศคู่ค้า เช่น มาตรฐาน EU-GMP ของสหภาพยูโรป และ TGO 93 ของออสเตรเลีย ข้อเสนอแนะ ควรปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานลากล (EU-GMP, track-and-trace) จัดตั้ง One-stop Service เพื่อลดขั้นตอนซ้ำซ้อนและสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยให้เข้าถึงมาตรฐานคุณภาพ (GACP< GMP, EU-GMP) ผ่านกองทุน เงินทุนวิจัย และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย รวมทั้งเผยแพร่ความรู้ด้วยคู่มือ/Infographic และพัฒนาหลักสูตรอบรมด้านกฎหมายและธุรกิจกัญชา