งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการ พัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ ชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล กับธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา และ 3) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผสมกับเชิงปริมาณ ประชากร คือ ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาค ส่วนที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับพื้นที่น้ำท้ายเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสัมภาษณ์ กำหนดกลุ่มตัวอย่างไว้จำนวน 10 ราย แต่เก็บได้จริง 22 ราย ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากประชากร 3 อำเภอมีพื้นที่ท้ายเขื่อน จำนวน 8 ต้าบล อำเภอบ้านตาขุนเลือกมา 1 ตำบล อำเภอคีรีรัฐเลือกมา 1 ตำบล และอำเภอพุนพินเลือก มา 1 ตำบล โดยการจับสลากเลือกตำบล ประชากรจำนวน 15,498 คน ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 390 ราย แต่ได้เพิ่มเป็น 400 ราย เพื่อให้มีความสมบูรณ์ถูกต้อง โดยที่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้วิธีวิเคราะห์ เชิงเนื้อหา (content analysis) ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา และเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า 1. มิติความร่วมมือทุกภาคส่วน มีความสำคัญอย่างมาก ลำดับถัดมามิติการจัดการแบบเครือข่าย เนื่องจากต้องอาศัยทุกองคาพยพในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา ล้าดับที่ 3 คือ มิติการบริหารจัดการชลประทานแบบมีส่วนร่วม ให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงส่วนลำดับสุดท้าย คือ มิติทุนทางสังคม ก็เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่มีความผูกพันกันมาอย่างยาวนาน 2. ผลการทดสอบสมมติฐาน ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และระดับรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาพบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนปัจจัยส่วนบุคคลด้านอายุระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และจำนวนผู้พักอาศัยในครอบครัวที่ส่งผลต่อความคิดเห็นธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา มีความแตกต่างกัน 3. ธรรมาภิบาลแบบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระบบชลประทานในพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภาต่อวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ทั้ง 3 ประการ คือ ความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน มิติความมั่นคงสำคัญที่สุด รองลงมาคือมิติความมั่งคั่ง สุดท้ายคือมิติความยั่งยืน 4. ปัญหา/อุปสรรคที่ส้าคัญ เช่น 1) ผู้บริหารเขื่อนรัชชประภาไม่สนใจและไม่ใส่ใจความเดือนร้อน ของชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน 2) ภาพลักษณ์ไม่ดีของเขื่อนรัชชประภา 3) วินัยในการบริหารจัดการกองทุนของคณะกรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำไม่เพียงพอ ท้าให้มีหนี้สินค่าไฟจำนวนมาก เป็นต้น ข้อเสนอแนะผลการวิจัย 1. พัฒนาขีดความสามารถทักษะและเทคนิคในการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการบริหารจัดการน้ำตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน 2. ควรจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันทน์ของการใช้ประโยชน์จากเขื่อนชลประทานรัชชประภา ให้สมเจตนารมย์ “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร” ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ประกอบด้วยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเขื่อนรัชชประภา 3. ควรทำประชาคมในพื้นที่ที่จะมีการพัฒนาระบบชลประทานท้ายเขื่อน ฯ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและให้เกิดการยอมรับเมื่อมีการพัฒนาพื้นที่ท้ายเขื่อน ฯ โดยเฉพาะในขั้นกระบวนการบริหารกิจการบ้านเมืองแบบร่วมมือหลายภาคส่วนที่ต้องด้าเนินการอย่างจริงจังและจริง